- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะของมนุษย์ปุถุชน เริ่มต้นด้วยหยกโบราณลึกลับ
- บทที่ 17 เมืองหินทมิฬ
บทที่ 17 เมืองหินทมิฬ
บทที่ 17 เมืองหินทมิฬ
บทที่ 17 เมืองหินทมิฬ
หลี่ฉางชิงมิได้ล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ยามนี้ตระกูลจ้าวได้ระดมกำลังคนทั้งหมดออกตามล่าหาตัวเขาอย่างพลิกแผ่นดิน
หลังจากเร้นกายออกจากหุบเขา หลี่ฉางชิงก็รีบหลบหนีออกไปทางปีกข้างอย่างรวดเร็ว รอจนกระทั่งรู้สึกว่าตนเองหนีมาไกลมากพอแล้ว เขาจึงหยุดพักฝีเท้าลง
ชายหนุ่มเสาะหาถ้ำหินแห่งหนึ่ง ลงมือสกัดกั้นปากถ้ำไว้เล็กน้อย แล้วจัดการหยิบแผ่นค่ายกลออกมาเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันทันที
เขา นำถุงสมบัติทั้งหมดที่เพิ่งยึดมาได้ออกมาวางเรียงราย แล้วเริ่มลงมือตรวจสอบสิ่งของภายใน
เขาสุ่มหยิบถุงสมบัติใบหนึ่งขึ้นมา แล้วส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปกวาดตรวจดูภายใน
ในนั้นมีของดีอยู่ไม่น้อย ทั้งยังมีอาวุธเบ็ดเตล็ดอยู่อีกหลายชิ้น ถุงสมบัติใดีนี้น่าจะเป็นของหนึ่งในสองคนที่ลอบโจมตีเขาเป็นแน่
หลี่ฉางชิงกวาดสายตาตรวจดูคร่าวๆ พบศิลาปราณสองร้อยสามสิบเจ็ดก้อน โอสถรวบรวมปราณหกขวด และสมุนไพรปราณอีกจำนวนหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์เคล็ดวิชาอยู่อีกหลายเล่ม ในบรรดาคัมภีร์เหล่านั้น มีม้วนคัมภีร์สีแดงเล่มหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของหลี่ฉางชิงเป็นพิเศษ สิ่งนี้คือ วิชาสัจธรรมกายา ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาสำหรับบำรุงกายา หลี่ฉางชิงพลิกอ่านดูคร่าวๆ มันสามารถช่วยชำระล้างขัดเกลากายหยาบและเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของกระดูกได้ หากฝึกฝนจนถึงขั้นบรมสูตร กายหยาบของเขาจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับอาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นสูงเลยทีเดียว
ในยามที่ต่อสู้กับอสูรสิงห์เหล็กกล้า หลี่ฉางชิงตระหนักได้ว่าพละกำลังกายหยาบของตนเองยังอ่อนด้อยนัก เคล็ดวิชาเล่มนี้จึงเหมาะเจาะยิ่งนักที่จะใช้ฝึกปรือเพื่อยกระดับตนเอง
หลี่ฉางชิงหยิบคัมภีร์หยกเล่มอื่นๆ ขึ้นมาตรวจสอบดูเพิ่มเติม เขาพบว่าในบรรดาคัมภีร์หยกเหล่านี้ นอกเหนือจากถุงสมบัติของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นปราณระยะท้ายที่มีของดีอยู่ค่อนข้างมากแล้ว ถุงสมบัติของคนอื่นๆ กลับไม่มีสิ่งใดที่มีมูลค่าสูงส่งนัก
เมื่อนำศิลาปราณทั้งหมดมารวมกัน มีจำนวนทั้งสิ้นห้าร้อยเจ็ดสิบก้อน ส่วนในกลุ่มโอสถทิพย์นั้น มีโอสถโสมปราณสามขวบที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นปราณระยะท้ายใช้สอยซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างสูง ส่วนที่เหลือเป็นโอสถรวบรวมปราณและโอสถชนิดอื่น รวมแล้วมีทั้งหมดสี่สิบสองขวด
ในส่วนของอาวุธเวท มีของวิเศษระดับสูงอยู่สองชิ้น ชิ้นแรกคือสลักน้ำเต้าสุราซึ่งสามารถใช้จัดเก็บสิ่งของได้ ส่วนอีกชิ้นคือคันธนูพร้อมลูกศรสิบเอ็ดดอก ที่เหลือเป็นอาวุธเวทระดับกลางและระดับต่ำรวมทั้งหมดยี่สิบสามชิ้น
หลี่ฉางชิงเทสิ่งของที่ไร้ประโยชน์ทั้งหมดออกมา แล้วร่ายวิชาคาถาธาตุไฟเผาทำลายพวกมันจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
ในบรรดาคัมภีร์เคล็ดวิชา หลี่ฉางชิงยังได้ค้นพบวิชาห่าหมุดปฐพีอีกบทหนึ่ง อานุภาพในการโจมตีของมันนับว่ารุนแรงยิ่งนัก เขาจึงเก็บมันไว้และเริ่มลงมือฝึกฝน
เพียงพริบตาเดียว เวลาครึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไป ในช่วงครึ่งเดือนนี้ ตระกูลจ้าวได้ทำการคัดกรองตรวจค้นผู้บำเพ็ญเพียรในบริเวณรอบๆ จนเกือบครบถ้วนแล้ว ทว่ากลับยังคงไร้ซึ่งเบาะแสใดๆ เกี่ยวกับเห็ดหลินจือแก่นหยก
เนื่องจากการออกตามล่าหาเห็ดหลินจือแก่นหยกในครั้งนี้ ตระกูลจ้าวได้ระดมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลางและระดับสูงแทบทั้งหมดของตระตูลออกปฏิบัติการ พวกเขาทำการตรวจค้นผู้คนมากมายในเขตชายขอบแห่งนี้ ทำให้นำมาซึ่งความล่วงเกินผู้คนไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ภายใต้แรงกดดันจากรอบทิศทาง ตระกูลจ้าวจำต้องยอมถอนกำลังคนกลับคืนมา ทว่าการกระจายข่าวสารที่เมืองหินทมิฬกลับยังคงดำเนินไปอย่างคึกคักไม่มีลดละ
ข่าวลือที่ว่ามีคนได้ครอบครองเห็ดหลินจือแก่นหยกในเทือกเขาสัตว์อสูรแพร่สะพัดออกไป ส่งผลให้มีผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นมุ่งหน้าเข้าสู่เทือกเขาสัตว์อสูรเพื่อเสาะหาโชคลาภ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่ทำมาหากินด้วยการปล้นชิงชั่วช้าต่างก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน จากเดิมที่เคยลงมืออย่างหลบๆ ซ่อนๆ มาในครั้งนี้พวกมันกลับรวมกลุ่มตั้งพรรคพวกเปิดฉากปล้นชิงกันอย่างเปิดเผย
หลี่ฉางชิงไม่ได้ล่วงรู้เรื่องราวภายนอกเลยแม้แต่น้อย เขามุ่งมั่นอยู่กับการเก็บตัวฝึกฝนเคล็ดวิชาหลายบทที่เพิ่งได้รับมา
หลังจากผ่านการบำเพ็ญเพียรมาครึ่งเดือน พละกำลังกายหยาบของหลี่ฉางชิงก็มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับอาวุธเวทระดับต่ำแล้ว ขอบเขตขั้นแรกนั้นง่ายดายยิ่งนักยามมีทรัพยากรหนุนหลัง ทว่าขอบเขตขั้นที่สองกลับพัฒนาได้เชื่องช้ายิ่งแม้จะมีทรัพยากรมากมายก็ตาม หลี่ฉางชิงจึงต้องยอมล้มเลิกความคิดที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สองในรวดเดียว
เขาสามารถฝึกฝนวิชาห่าหมุดปฐพีที่เรียนรู้มาใหม่จนใกล้จะสำเร็จแล้ว จึงเตรียมตัวจะออกไปเสาะหาสัตว์อสูรเพื่อทดลองอานุภาพของมันดูสักครั้ง
เขาลุกขึ้นยืนเดินไปเก็บกู้ค่ายกลป้องกันกลับคืนมา จากนั้นหลี่ฉางชิงก็เลือกทิศทางหนึ่งแล้วออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังชายขอบของเทือกเขา ในเขตชายขอบส่วนใหญ่จะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรระดับหนึ่ง ยิ่งเดินลึกเข้าไปในใจกลางขุนเขามากเท่าใด ระดับของสัตว์อสูรก็ย่อมสูงส่งขึ้นตามไปด้วย
หลี่ฉางชิงวางแผนจะเสาะหาสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางสักตนหนึ่งเพื่อใช้ทดสอบวิชา
ไม่นานนัก หลี่ฉางชิงก็สืบพบหมูป่าเขี้ยวโลหิตตนหนึ่งอยู่ด้านหน้า ซึ่งตรงตามเงื่อนไขที่เขาต้องการพอดี ฝ่ายหมูป่าเขี้ยวโลหิตเองก็ตรวจพบเขาเช่นกัน มันแผดเสียงร้องคำรามพร้อมกับพุ่งทะยานร่างเข้าใส่เขาอย่างดุดัน
เมื่อมองดูหมูป่าที่มีขนาดลำตัวใหญ่โตราวกับลูกโค หลี่ฉางชิงไม่ได้คิดจะเข้าปะทะตรงๆ เขาเอี้ยวตัวหลบหลีกออกด้านข้าง ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ ถูกแรงกระแทกอันมหาศาลจนหักสะบั้นลงในพริบตา
โดยไม่ลังเล หลี่ฉางชิงตวัดกระบี่ยาวในมือฟันเข้าใส่กลางหลังของหมูป่าทันที เสียง "เคร้ง" ดังสนั่นพร้อมกับประกายไฟที่แตกกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
หลี่ฉางชิงเองก็ถึงกับตกใจ ผิวหนังของหมูป่าเขี้ยวโลหิตตนนี้มีความแข็งแกร่งยิ่งนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ
หมูป่าเขี้ยวโลหิตยิ่งทวีความคลุ้มคลั่งหลังจากถูกโจมตี มันหมุนตัวกลับมาเป้าหมายพุ่งเข้าใส่เขาอีกครั้ง จนทำให้หลี่ฉางชิงไม่มีโอกาสลงมือได้ถนัดถี่
เมื่อเห็นหมูป่าเขี้ยวโลหิตกำลังจะพุ่งเข้ามาอีกระลอก หลี่ฉางชิงจึงทำการร่ายวิชาห่าหมุดปฐพีทันที
หมูป่าเขี้ยวโลหิตที่กำลังควบทะยานมาอย่างบ้าคลั่ง ถูกขวากหนามหินแหลมคมพุ่งแทงทะลุร่างจนล้มตึงลงสู่พื้นดินสิ้นใจตายไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ
หลี่ฉางชิงลอบถอนหายใจยาว ประสบการณ์ในการต่อสู้จริงของเขายังคงอ่อนด้อยเกินไปจริงๆ หากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีเจนจัดในศึก เขาคงต้องตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่ ตัวเขายังคงจำเป็นต้องได้รับการขัดเกลาทักษะการต่อสู้ให้มากกว่านี้อีกมากนัก
ผู้ที่มีประสบการณ์สูงย่อมสามารถมองหาจุดอ่อนของศัตรูได้อย่างรวดเร็ว และลงมือเผด็จศึกคู่ต่อสู้ได้ทันทีท่วงทีก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะทันได้แสดงอานุภาพฝีมือออกมาด้วยซ้ำ
ในช่วงครึ่งเดือนต่อมา หลี่ฉางชิงได้เปิดฉากต่อสู้และขัดเกลาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทักษะการต่อสู้ของเขามีความรุดหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถสรุปประสบการณ์ออกมาได้มากมาย ยามพบเจอสัตว์อสูรที่มีความรวดเร็ว ให้เลือกใช้วิชาพันธนาการเพื่อลดทอนความเร็วของมันลง หากพบเจอพวกที่มีผิวหนังหนาแข็งแกร่งดั่งเช่นหมูป่าเขี้ยวโลหิต ให้เลือกใช้วิชาห่าหมุดปฐพี ซึ่งวิธีนี้ได้ผลชะงัดทุกครั้ง
จากการทดลองใช้งานวิชาคาถาต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มาในช่วงนี้ หลี่ฉางชิงสัมผัสได้ว่า ยามที่ลงมือโจมตีโดยไม่ให้ตั้งตัว วิชาที่มีอานุภาพสังหารรุนแรงที่สุดย่อมยังคงเป็นวิชาห่าหมุดปฐพี พลังทำลายล้างของมันดุดันยิ่งนักและสามารถเผด็จศึกได้ภายในกระบวนท่าเดียว
ทว่า กระบวนการของมันกลับดูโหดเหี้ยมทารุณเกินไป หลี่ฉางชิงจึงตัดสินใจในใจว่า วันหน้าหากไม่จำเป็นจริงๆ เขาจะไม่นำวิชานี้ออกมาใช้งานโดยง่าย
หลังจากขัดเกลาฝีมือต่อไปอีกสองสามวัน หลี่ฉางชิงสัมผัสได้ว่าตนเองได้รับการฝึกปรือมามากพอแล้ว และการฝืนทำต่อไปก็คงไม่ได้ช่วยให้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นเท่าใดนัก เขาจึงเตรียมตัวเดินทางกลับสำนักเพื่อเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรต่อ
ทว่าในช่วงสองวันมานี้ หลี่ฉางชิงสังเกตเห็นว่ามีผู้คนปรากฏตัวในเทือกเขาสัตว์อสูรหนาตาขึ้นเรื่อยๆ หลังจากสืบหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่งข่าว จึงได้ความว่าคนเหล่านั้นต่างพากันออกตามหาเห็ดหลินจือแก่นหยกกันทั้งสิ้น
จากการรับฟังข้อมูลสืบทราบ หลี่ฉางชิงจึงได้รู้เรื่องราวที่ตระตูลจ้าวส่งคนออกตามล่าหาเห็ดหลินจือแก่นหยกเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ รวมถึงสภาพความเป็นไปภายในเมืองหินทมิฬด้วย
คนเหล่านั้นไม่อาจต้านทานสิ่งล่อใจจากทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาลที่ตระตูลจ้าวยอมจ่ายไหว จึงพากันเดินทางมาเสี่ยงโชคดูสักตั้ง เพื่อดูว่าพอจะสืบหาเบาะแสใดๆ เกี่ยวกับเห็ดหลินจือแก่นหยกได้บ้าง
เมื่อล่วงรู้ข่าวสารล่วงหน้าเช่นนี้ หลี่ฉางชิงย่อมไม่มีทางเลือกที่จะเดินทื่อออกไปตรงๆ เขาเปลี่ยนทิศทางรีบมุ่งหน้าไปยังปีกข้างหนึ่งของเทือกเขาแทน
เทือกเขาสัตว์อสูรมีความกว้างขวางใหญ่โตและมีทางออกอยู่มากมายนับไม่ถ้วน การคิดจะตามหาคนเพียงคนเดียวในเทือกเขาสัตว์อสูรแห่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก
หลังจากอ้อมผ่านเส้นทางป่าเขาอยู่อีกสองวัน ในที่สุดหลี่ฉางชิงก็เดินทางมาถึงด้านนอกเทือกเขาสัตว์อสูรได้สำเร็จ โดยตลอดเส้นทางนั้นราบรื่นไร้สิ่งกีดขวาง
เมื่อแยกแยะทิศทางแน่ชัดแล้ว หลี่ฉางชิงก็รีบมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหินทมิฬ อินทรีเกล็ดเขียวถูกหลี่ฉางชิงฝากฝังเอาไว้ที่เมืองหินทมิฬแห่งนี้ เขาจำต้องเดินทางกลับไปรับมันคืนมา
หลังจากใช้เวลาเดินทางอยู่หนึ่งวันเต็ม ในที่สุดหลี่ฉางชิงก็มาถึงบริเวณหน้าประตูเมืองหินทมิฬ เมืองหินทมิฬได้ชื่อนี้มาเนื่องจากตัวเมืองทั้งเมืองถูกสร้างขึ้นมาจากก้อนหินทมิฬที่มีความแข็งแกร่งทนทานยิ่งนัก
การเลือกสร้างเมืองด้วยหินทมิฬนั้น จุดประสงค์หลักก็เพื่อใช้เป็นป้อมปราการป้องกันการรุกรานจากสัตว์อสูรในเทือกเขาสัตว์อสูร ด้วยความที่อยู่ใกล้ชิดกับเทือกเขาถึงเพียงนี้ พวกเขาจึงจำต้องเตรียมการป้องกันไว้ให้รัดกุมที่สุด
เมื่อมองดูเมืองหินทมิฬตรงหน้า แม้ว่ามันจะตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาสัตว์อสูร ทว่าระดับความเจริญรุ่งเรืองกลับมิได้ด้อยไปกว่าเมืองเทียนหยวนเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจ่ายศิลาปราณไปหนึ่งก้อน หลี่ฉางชิงก็เดินปะปนไปกับฝูงคนเข้าสู่ตัวเมืองชั้นใน เสียงตะโกนร้องเร่ขายของของพ่อค้าแม่ขายดังแว่วมาให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลา และยังมีผู้คนบางกลุ่มกำลังจับเข่าวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องราวของเห็ดหลินจือแก่นหยกอยู่เช่นกัน
หลี่ฉางชิงไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านั้นมากนัก เขาเดินตรงดิ่งไปยังลานกว้างซึ่งเป็นสถานที่สำหรับรับฝากอินทรีเกล็ดเขียวทันที หลังจากจ่ายศิลาปราณไปสองก้อน เขาก็กระโดดขึ้นขี่หลังอินทรีเกล็ดเขียวแล้วบังคับให้มันบินทะยานออกจากตัวเมืองไปโดยตรง
หลี่ฉางชิงวางแผนจะแวะเวียนไปที่ตลาดเทียนหยวนอีกสักครั้ง การเดินทางกลับสำนักในทิศทางนี้ถือว่าผ่านเส้นทางนั้นพอดี ในครั้งนี้เขาเก็บสะสมสมุนไพรปราณรวมถึงอาวุธและชุดเกราะวิเศษต่างๆ มาได้เป็นจำนวนมาก เขาจึงตั้งใจจะนำพวกมันทั้งหมดไปขายทิ้งเสีย
เมืองหินทมิฬเองก็มีตลาดการค้าอยู่เช่นกัน ทว่าหลี่ฉางชิงกลับนึกหวาดหวั่นว่าการนำอาวุธพวกนั้นออกมาจัดการจะดึงดูดความสงสัยของผู้อื่น สถานที่แห่งนี้มีความวุ่นวายโกลาหลยิ่งกว่าเมืองเทียนหยวนมากนัก เขาเกรงว่าหากตนเองถูกผู้ใดหมายตาเข้าให้อีก ก็คงจะนำมาซึ่งความยุ่งยากใจอีกระลอกใหญ่เป็นแน่