เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 น้ำนมปราณมงคล

บทที่ 11 น้ำนมปราณมงคล

บทที่ 11 น้ำนมปราณมงคล


บทที่ 11 น้ำนมปราณมงคล

หลังจากเก็บซากเสือปีศาจเรียบร้อยแล้ว หลี่ฉางชิงก็เริ่มออกสำรวจบริเวณโดยรอบ

ในตอนนั้นเอง เขาได้พบว่าถ้ำหินงอกหินย้อยแห่งนี้ยังคงทอดยาวลึกเข้าไปด้านใน ทั้งยังมีร่องรอยของอสูรร้ายที่เคยผ่านทางไป เขาจึงรีบสาวเท้าตามรอยแยกของถ้ำลึกเข้าไปทันที

ยิ่งเดินลึกลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็มาถึงส่วนท้ายสุดของถ้ำ หลี่ฉางชิงสัมผัสได้ว่าพลังปราณฟ้าดินในบริเวณนี้มีความหนาแน่นขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ต่อมาหลี่ฉางชิงก็สังเกตเห็นแอ่งหินด้านหน้า ซึ่งภายในมีของเหลวสีขาวข้นขนาดเท่าชามใบหนึ่งขังอยู่ เมื่อประเมินจากสภาพแล้ว มันน่าจะรวบรวมและกลั่นตัวมาเป็นเวลาเนิ่นนานหลายปีจนนับไม่ถ้วน

ไอพลังปราณหนาแน่นแผ่กระจายออกมาจากแอ่งน้ำนั้น หลี่ฉางชิงสืบเท้าเข้าไปใกล้ และหลังจากตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนหลายครั้ง เขาก็ยืนยันได้ว่ามันคือ น้ำนมปราณมงคล

หลี่ฉางชิงตื่นตระหนกอยู่ภายในใจ เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบกับของล้ำค่าเช่นนี้ สิ่งนี้คือโอสถทิพย์แห่งฟ้าดินที่หาได้ยากยิ่งในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร ทั้งยังเป็นของวิเศษที่ไร้ซึ่งผลข้างเคียงใดๆ อีกด้วย

เมื่อมองดูที่พื้น การที่จะเกิดน้ำนมปราณมงคลมากมายขนาดนี้ได้ หากมิผ่านเวลามานับพันปีก็คงเป็นไปไม่ได้

หลี่ฉางชิงไม่รอช้า รีบหยิบขวดหยกหลายใบออกมาจากถุงสมบัติ จากนั้นจึงค่อยๆ ตักเก็บน้ำนมปราณมงคลทั้งหมดอย่างระมัดระวัง

เขาบรรจุได้ทั้งหมดสิบขวดเต็ม หลี่ฉางชิงแบ่งน้ำนมปราณมงคลออกมาเพียงหยดเดียวแล้วกลืนลงไป ทว่าในพริบตาที่กลืนลงคอ เขากลับต้องนึกเสียใจ เพราะพลังปราณอันบ้าคลั่งสายหนึ่งพลันระเบิดและไหลบ่าไปทั่วร่าง เขาจึงต้องรีบโคจรเคล็ดวิชาเพื่อชักนำพลังสายนั้นทันที

เนี่องจากพลังปราณรุนแรงเกินไป เส้นลมปราณของหลี่ฉางชิงเริ่มปรากฏรอยปริร้าว ใบหน้าของเขาแดงก่ำดั่งโลหิตและรู้สึกราวกับว่าร่างกำลังจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ เขาไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อย รีบนำโอสถรักษาอาการบาดเจ็บออกมาแล้วยัดเข้าปากทั้งหมด

พลังปราณมหาศาลยังคงอาละวาดอยู่ภายในร่าง หลี่ฉางชิงไม่กล้าผ่อนคลายแม้เพียงอึดใจ เขาโคจรเคล็ดวิชาขั้นสูงสุดเพื่อย่อยสลายพลังงานเหล่านั้น

ด้วยการโคจรเคล็ดวิชาอย่างต่อเนื่องประกอบกับฤทธิ์ยาของโอสถที่คอยฟื้นฟูอย่างไม่หยุดยั้ง สีหน้าของหลี่ฉางชิงจึงค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ หลังจากผ่านไปหนึ่งวันเต็ม ในที่สุดเขาก็ตระหนักและดูดซับพลังงานในน้ำนมปราณมงคลได้จนหมดสิ้น

การเสี่ยงอันตรายในครั้งนี้ เกือบทำให้หลี่ฉางชิงต้องขาดใจตายเพราะพลังปราณที่อัดแน่นจนล้นทะลัก เขาค่อยๆ พ่นลมหายใจยาวออกมา พลางรู้สึกถึงความโล่งอกราวกับเพิ่งรอดพ้นจากหายนะมาได้

ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขา จากเดิมที่อยู่ในขั้นกลั่นปราณระดับสามระยะท้าย หลังจากผ่านการชำระล้างด้วยพลังปราณในครั้งนี้ ก็ก้าวขึ้นสู่ขั้นกลั่นปราณระดับสี่ระยะกลางทันที เขาสามารถข้ามผ่านระยะแรกมาได้โดยตรง แสดงให้เห็นว่าน้ำนมปราณมงคลนี้มีพลังงานมหาศาลเพียงใด

เมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งจากการทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นกลั่นปราณระยะกลาง หลี่ฉางชิงก็อดไม่ได้ที่จะดีใจเป็นล้นพ้น เดิมทีเขาคาดการณ์ไว้ว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกครึ่งปีจึงจะขึ้นสู่ระยะกลางได้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าการช่วยเหลือจากน้ำนมปราณมงคลจะทำให้เขาตื่นรู้และทะลวงผ่านได้ในทันที

ขั้นกลั่นปราณระดับหนึ่งถึงสามคือระยะแรก ระดับสี่ถึงหกคือระยะกลาง และระดับเจ็ดถึงเก้าคือระยะท้าย การทะลวงผ่านจากระยะแรกไปสู่ระยะกลาง และจากระยะกลางไปสู่ระยะท้าย ถือเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุด ผู้คนจำนวนมากต้องติดอยู่ตรงคอขวดของขอบเขตนี้นานตลอดชีวิตโดยมิอาจก้าวข้ามไปได้

หลี่ฉางชิงออกสำรวจต่อไปอีกครู่หนึ่งแต่ก็ไม่พบสิ่งใดเพิ่มเติม เขาจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอกถ้ำหิน จากนั้นจึงร่ายมุทราซัดฝ่ามือเข้าใส่ภูเขาโดยตรง หินก้อนใหญ่ร่วงก้นลงมาอย่างต่อเนื่อง เพียงชั่วครู่ ปากทางเข้าถ้ำก็ถูกฝังกลบจนมิดชิด

หลังจากจดจำตำแหน่งดังกล่าวไว้แม่นยำแล้ว หลี่ฉางชิงก็ออกเดินทางกลับตามเส้นทางเดิม

ไม่นานนัก หลี่ฉางชิงก็มาถึงหมู่บ้านไป๋ซา ซึ่งในเวลานั้นหลี่ต้ากำลังรวบรวมชาวบ้านเพื่อเตรียมออกค้นหาในป่าลึกต่อ

เมื่อเห็นหลี่ฉางชิงกลับมาอย่างปลอดภัย หลี่ต้าก็รีบก้าวเข้ามาด้านหน้า ประสานมือแล้วเอ่ยถาม "ท่านอาจารย์เซียนไม่เป็นอะไรนะขอรับ"

หลี่ฉางชิงโบกมือแล้วกล่าว "อสูรร้ายตัวนั้นถูกข้ากำจัดแล้ว มันเป็นวิญญาณแค้นที่ถูกเสือปีศาจบงการให้มาสร้างความเดือดร้อน"

ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็แสดงความยินดีเป็นล้นพ้น ในที่สุดปัญหาก็ได้รับการแก้ไขเสียที

หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางกลับมายังเมืองอวิ๋นอิน เมื่อจัดการเรื่องราวเสร็จสิ้นแล้ว หลี่ฉางชิงก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ เขาแจ้งเรื่องกับหลี่ต้าก่อนจะควบม้าเดินทางกลับ

เดิมทีชาวเมืองอวิ๋นอินต้องการจัดงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อแสดงความขอบคุณที่เขาช่วยขจัดภัยร้ายให้ แต่หลี่ฉางชิงได้ปฏิเสธไป

ในระหว่างทางกลับ หลี่ฉางชิงไม่ได้รีบร้อนเหมือนตอนขามา เขาเดินทางพลางหยุดพักผ่อนหย่อนใจไปตลอดทาง

ใช้เวลาประมาณเจ็ดวัน หลี่ฉางชิงก็เดินทางกลับมาถึงสำนัก

เมื่อกลับมาถึงสำนัก หลี่ฉางชิงได้มุ่งหน้าไปยังหอฝึกสัตว์อสูรเพื่อคืนม้าเกล็ดเขียว จากนั้นจึงไปที่หอภารกิจเพื่อส่งมอบรายงาน

เนื่องจากหลี่ฉางชิงสามารถคลี่คลายปัญหาได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ทางสำนักไม่จำเป็นต้องส่งคนไปตรวจสอบซ้ำอีก เขาจึงได้รับแต้มคุณูปการเพิ่มเป็นสองเท่า โดยในครั้งนี้หลี่ฉางชิงได้รับแต้มคุณูปการทั้งหมดแปดสิบแต้ม

แน่นอนว่าเขาได้ปกปิดรายละเอียดหลายอย่างของภารกิจไว้ เช่น เรื่องน้ำนมปราณมงคล หลี่ฉางชิงไม่ได้มีความคิดที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ออกไป

นอกจากนี้เขายังนำซากของเสือปีศาจออกมาขาย ทว่าเนื่องจากร่างของสัตว์อสูรตัวนี้ขาดออกเป็นสองท่อน มูลค่าของมันจึงลดลงไปมาก หลี่ฉางชิงจึงขายมันได้ในราคาเพียงสี่สิบศิลาปราณ

หลังจากก้าวออกจากหอภารกิจ หลี่ฉางชิงรู้สึกว่าวิชาโจมตีของตนเองยังขาดแคลนอยู่บ้าง เขาจึงมุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์

หลี่ฉางชิงมาถึงหอคัมภีร์ หลังจากยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินเข้าสู่ชั้นที่หนึ่ง

เขาเลือกวิชาคาถามาสามบท ได้แก่ วิชาป้อมปราการปฐพี วิชาพายุเพลิงหมุน และวิชาห่าหมุดพันไม้

วิชาป้อมปราการปฐพีสามารถสร้างกำแพงหินขึ้นมาเพื่อป้องกันตนเอง วิชาพายุเพลิงหมุนสามารถสร้างวงล้อเพลิงเพื่อโจมตีศัตรูเป็นวงกว้าง ส่วนวิชาห่าหมุดพันไม้สามารถสร้างหนามไม้จำนวนมากพุ่งแทงศัตรูจากทุกทิศทุกทาง

หลังจากจ่ายแต้มคุณูปการไปหกสิบห้าแต้ม หลี่ฉางชิงก็ถือคัมภีร์วิชาเดินกลับไปยังเรือนพักขนาดเล็กของตน

เมื่อมาถึงเรือนพัก หลี่ฉางชิงยังไม่ได้รีบร้อนที่จะเข้าสู่การปิดด่านบำเพ็ญ เขาเดินออกไปดูแลแปลงสมุนไพรปราณก่อน จากนั้นจึงกลับมาที่ลานเรือนเพื่อเริ่มต้นการฝึกฝน

ในครั้งนี้เขาช่ำชองและมีทรัพยากรที่เพียงพอ จึงตั้งใจจะเก็บตัวฝึกตนอยู่ในสำนักสักระยะหนึ่ง

เพียงพริบตาเดียว เวลาสองเดือนก็ผ่านพ้นไป หลี่ฉางชิงสามารถสำเร็จวิชาคาถาใหม่ที่ได้เรียนรู้มาเกือบทั้งหมดแล้ว

ยามที่มีเวลาว่าง หลี่ฉางชิงมักจะวิ่งออกไปนอกสำนักเพื่อทดลองอานุภาพของวิชาคาถาใหม่เหล่านั้น

ในตอนนี้แม้ว่าเขาจะฝึกฝนวิชาคาจาจนแตกฉานแล้ว แต่อาวุธโจมตีเพียงหนึ่งเดียวของเขาก็คืออาวุธที่ได้รับแจกมาจากสำนักหมื่นธรรม หลี่ฉางชิงจึงเตรียมตัวที่จะหาซื้ออาวุธเวทบางชิ้นเพื่อเพิ่มความสามารถให้แก่ตนเอง

เมื่อนึกถึงสมุนไพรปราณจำนวนมากที่เขาเก็บสะสมไว้ในมิติส่วนตัว เขาย่อมรู้ดีว่าไม่อาจนำพวกมันออกมาขายภายในสำนักได้ เพราะการทำเช่นนั้นจะถูกสืบรู้ได้ง่ายเกินไป

หลี่ฉางชิงจึงเตรียมตัวเดินทางไปยังตลาดที่อยู่ใกล้สำนักที่สุด ซึ่งก็คือตลาดเทียนหยวนที่อยู่ห่างออกไปสองพันหลี่ เพื่อนำสมุนไพรปราณเหล่านั้นไปขาย

หลังจากเก็บสัมภาระทุกอย่างเรียบร้อย หลี่ฉางชิงก็เดินออกจากเรือนพัก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้ทำภารกิจประจำเดือนของสำนัก เขาจึงวิ่งไปที่หอภารกิจและรับงานเบ็ดเตล็ดในการส่งจดหมายไปยังเมืองเทียนหยวน

เมืองเทียนหยวนแห่งนี้พัฒนามาจากตลาดเทียนหยวน เนื่องจากอยู่ใกล้กับสำนัก ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากจึงพากันย้ายครอบครัวหรือตระกูลมาตั้งรกรากที่นี่ จนกระทั่งเวลาผ่านไปจึงได้ก่อเกิดเป็นเมืองเทียนหยวนขึ้นมา

หลังจากรับภารกิจแล้ว หลี่ฉางชิงก็ไปที่หอฝึกสัตว์อสูร ยอมจ่ายศิลาปราณระดับต่ำหนึ่งก้อนเพื่อเช่าม้าเกล็ดเขียว จากนั้นจึงควบม้าบึ่งตรงไปยังทางออกของสำนัก

หลังจากที่หลี่ฉางชิงละจากสำนักไปได้ไม่นาน ก็มีร่างหนึ่งจับจ้องไปยังทิศทางที่เขาจากไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนัย

หลี่ฉางชิงไม่ได้หยุดพักในระหว่างทาง ม้าเกล็ดเขียวควบทะยานด้วยความเร็วสูงสุด มันสามารถวิ่งได้ไกลกว่าสามพันหลี่ภายในหนึ่งวัน เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งวัน หลี่ฉางชิงก็เดินทางมาถึงเมืองเทียนหยวน

เมื่อมายืนอยู่ใต้กำแพงเมืองเทียนหยวน หลี่ฉางชิงก็พลันรู้สึกถึงความต้อยต่ำของตนเอง เมืองแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าเมืองเทียนหยางหลายเท่านัก กำแพงเมืองมีความสูงถึงยี่สิบถึงสามสิบเมตร ทั้งยังหนาและเป็นทรงเหลี่ยมมั่นคง ทหารที่คอยตรวจตราอยู่บนป้อมและประตูเมืองดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง

นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ฉางชิงได้เห็นกลุ่มสิ่งก่อสร้างโบราณที่สูงใหญ่ตระการตาเช่นนี้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสและอัศจรรย์ใจอยู่บ้าง

ทหารและผู้คุมส่วนใหญ่เหล่านี้ประกอบด้วยสมาชิกจากตระกูลของผู้บำเพ็ญเพียร ซึ่งมาช่วยสำนักในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเมืองเทียนหยวน แน่นอนว่ากำลังหลักย่อมยังคงเป็นคนจากหอคุมกฎของสำนัก

หอคุมกฎเป็นผู้ดำเนินการหลัก โดยคัดเลือกผู้คนจากหลายตระกูลมาทำหน้าที่เป็นผู้คุม ซึ่งสิ่งนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งเรืองอำนาจเกินไปด้วย

คนของหอคุมกฎส่วนใหญ่จะคอยจัดการเรื่องราวในตลาด ส่วนเมืองเทียนหยวนจะถูกปกครองโดยญาติพี่น้องของทหารที่มาจากเมืองเทียนหยางเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะในตลาดหรือในเมืองเทียนหยวน ต่างก็มีกฎห้ามการต่อสู้โดยเด็ดขาด

ก่อนหน้านี้เคยมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างฐานรากคนหนึ่งลงมือสังหารคู่ต่อสู้ในเมืองเนื่องจากมีข้อพิพาทกัน ซึ่งเหตุการณ์นั้นได้ดึงดูดให้ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นก่อเกิดแกนปราณที่ประจำอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ลงมือสังหารผู้นั้นทันทีด้วยพลังที่เหนือล้ำ

นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนใดกล้าฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของที่นี่อีกเลย

นอกจากนี้ภายในเมืองยังมีการจัดตั้งลานประลองขึ้น หากมีความแค้นที่ฝังลึกต่อกัน ก็สามารถไปสะสางกันที่นั่นหรือไปตกลงกันที่นอกเมืองได้

ไม่นานนัก หลี่ฉางชิงก็ควบม้าเกล็ดเขียวมาถึงประตูเมือง เมื่อพวกผู้คุมเห็นว่าหลี่ฉางชิงสวมชุดคลุมของสำนักหมื่นธรรม จึงไม่ได้ทำการขัดขวางและปล่อยให้เขาผ่านเข้าเมืองไปโดยตรง

จบบทที่ บทที่ 11 น้ำนมปราณมงคล

คัดลอกลิงก์แล้ว