- หน้าแรก
- ถูกสลับตัวเป็นเจ้าสาวทหาร แต่ฉันมีมิติพกพาติดตัว
- บทที่ 7 : แก้ไขปัญหา
บทที่ 7 : แก้ไขปัญหา
บทที่ 7 : แก้ไขปัญหา
ขโมยของ แถมยังเป็นทหารหญิงจากคณะแสดงศิลปวัฒนธรรมที่บอกว่าของของตัวเองถูกขโมยไป
พนักงานรถไฟที่กำลังจัดระเบียบผู้โดยสารให้ออกจากประตู รีบเบียดตัวเข้ามาทันทีและมองไปที่เสิ่นเหนี่ยวซึ่งกำลังถูกซ่งเทียนเหยายื้อแย่งกระเป๋าเดินทางด้วยสายตาเคร่งเครียด
"เกิดอะไรขึ้น?"
แววตาของซ่งเทียนเหยาวูบไหวขณะชี้หน้าเสิ่นเหนี่ยว "เธอขโมยนาฬิกาของฉันไป ฉันต้องการตรวจค้นกระเป๋าเดินทางของเธอ"
เมื่อครู่นี้หล่อนตะโกนออกไปเพราะความโกรธล้วนๆ แต่ในเมื่อตะโกนออกไปแล้ว หล่อนก็ต้องเปิดกระเป๋าใบนั้นให้ได้ เพื่อจะได้รู้ว่านังอ้วนคนนี้เอาอะไรมาทาหน้า
ฝ่ายหนึ่งเป็นถึงทหารหญิงจากคณะแสดงศิลปวัฒนธรรม ส่วนอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้โดยสารธรรมดา แม้ว่าผู้โดยสารคนนี้จะดูงดงามบอบบางและมีบุคลิกที่ไม่ธรรมดาก็ตาม ทว่าพนักงานรถไฟใช้เวลาคิดเพียงครู่เดียวก่อนจะผายมือไปทางเสิ่นเหนี่ยว
"สหาย โปรดเปิดกระเป๋าเดินทางของคุณและให้ความร่วมมือในการตรวจค้นด้วยครับ"
เสิ่นเหนี่ยวที่มองดูการแสดงของซ่งเทียนเหยา นัยน์ตาของเธอแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าพนักงานรถไฟหลงเชื่อคำพูดของหล่อนอย่างง่ายดาย เธอก็กลอกตาอย่างระอา
"ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นงั้นเหรอ? เพียงเพราะคำพูดของเธอฝ่ายเดียวเนี่ยนะ? สหาย ฉันชักจะสงสัยแล้วสิว่าคุณสมรู้ร่วมคิดกับเธอเพื่อใส่ร้ายฉัน จงใจกดขี่ข่มเหงประชาชนตาดำๆ ทุกคนดูนี่สิคะ! พนักงานรถไฟกับทหารจากคณะแสดงกำลังรังแกคน!"
เธอตะโกนสุดเสียง ทำให้คนที่กำลังจะลงจากรถไฟต่างหันมามอง ส่วนคนที่ไม่รีบร้อนก็พากันมุงดูเหตุการณ์อย่างสนใจ
พนักงานรถไฟเริ่มร้อนรน สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก "ใครรังแกคุณกัน? สหายท่านนี้บอกชัดเจนว่าคุณขโมยของของเธอ ผมก็แค่ขอให้คุณเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจสอบเท่านั้น"
ซ่งเทียนเหยาเสริมขึ้นว่า "ถ้าเธอไม่ได้ขโมยไป แล้วทำไมถึงไม่ยอมเปิดกระเป๋าล่ะ?"
ในตอนนั้นเอง ทหารหญิงหลายคนจากตู้อื่นก็เบียดฝูงชนเข้ามา แม้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีนัก แต่พวกหล่อนก็เข้าไปยืนล้อมรอบซ่งเทียนเหยาอย่างเป็นธรรมชาติราวกับจะออกโรงปกป้อง
"ใช่แล้วล่ะ ถ้าไม่ได้ขโมยไป แล้วทำไมถึงไม่ยอมเปิดกระเป๋า?"
"รีบเปิดซะสิ มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเธอขโมยไปหรือเปล่า"
"หน้าตาก็ดูสะสวยดีอยู่หรอก แต่ทำไมถึงได้มีนิสัยขี้ขโมยแบบนี้นะ? ถึงขนาดกล้าขโมยนาฬิกาเลยเชียว"
สถานการณ์เอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ซ่งเทียนเหยามองดูเสิ่นเหนี่ยวที่ถูกโดดเดี่ยวและไร้ทางสู้ มุมปากของหล่อนยกขึ้นเล็กน้อย
ในทางกลับกัน สีหน้าของเสิ่นเหนี่ยวกลับไม่แปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทุกคน เธอเหลือบมองซ่งเทียนเหยาที่กำลังยิ้มกริ่มอย่างได้ใจแล้วแค่นเสียงเย็น "ฉันต้องการพบตำรวจรถไฟ ฉันจะแจ้งความสหายหญิงคนนี้และพนักงานรถไฟในข้อหาใส่ความฉันโดยไม่มีหลักฐาน และมีเจตนาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของฉัน ฉันจะรอให้ตำรวจรถไฟมาถึงก่อนแล้วค่อยอธิบาย"
เธอพูดจาฉะฉานและไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ทำให้พนักงานรถไฟเริ่มลังเล เขาปรายตามองซ่งเทียนเหยาด้วยความไม่แน่ใจ
ซ่งเทียนเหยาก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าเธอจะเรียกหาตำรวจรถไฟโดยตรง ในเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว หล่อนก็ทำได้เพียงดึงดันต่อไป
หล่อนแข็งใจพูดออกไป "ที่ว่า 'ใส่ความ' หมายความว่ายังไง? ถ้าไม่ได้ขโมยไป แค่เปิดกระเป๋าให้ตรวจดูมันจะเป็นไรไป? ในเมื่อไม่ยอมเปิดนัก แสดงว่าข้างในต้องมีของน่ารังเกียจซ่อนอยู่แน่ๆ!"
ในยุคนี้ยังมีสายลับแฝงตัวอยู่มากมาย ดังนั้นท่าทีหวงแหนกระเป๋าเดินทางของเสิ่นเหนี่ยวจึงดูน่าสงสัยในสายตาของผู้คนรอบข้างจริงๆ
พนักงานรถไฟพยักหน้าเห็นด้วย สายตาที่มองมายังเสิ่นเหนี่ยวเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ
เสิ่นเหนี่ยวคร้านที่จะต่อล้อต่อเถียงอีกต่อไป เมื่อเห็นตำรวจรถไฟในเครื่องแบบกำลังเดินเข้ามา เธอจึงพูดขึ้นทันที "คุณตำรวจคะ สหายหญิงคนนี้ใช้กำลังยื้อแย่งกระเป๋าเดินทางของฉันตอนที่กำลังจะลงจากรถไฟ โดยมีเจตนาจะยึดครองเอาไว้ นี่ถือเป็นการละเมิดทรัพย์สินของผู้อื่น และเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลรวมถึงทรัพย์สินของฉันอย่างร้ายแรงค่ะ"
"และพนักงานรถไฟคนนี้ ก็อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวของเธอ มาบีบบังคับให้ฉันเปิดกระเป๋าเดินทางเพื่อทำการตรวจสอบ ขอถามหน่อยเถอะค่ะว่า พนักงานรถไฟมีสิทธิ์มาตรวจค้นกระเป๋าของผู้โดยสารด้วยเหรอคะ?"
"สุดท้ายนี้ หากนาฬิกาของเธอไม่ได้อยู่ในกระเป๋าของฉัน นั่นจะเข้าข่ายข้อหาแจ้งความเท็จใช่ไหมคะ?"
เมื่อเธอพูดจบ เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟทั้งสองนายก็จ้องมองเสิ่นเหนี่ยวอยู่นาน เจ้าหน้าที่ที่อายุมากกว่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
"สหาย สิ่งที่คุณพูดมานั้นถูกต้องตามกฎหมาย การยื้อแย่งกระเป๋าเดินทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของถือเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น พนักงานรถไฟเองก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องให้คุณเปิดกระเป๋าสัมภาระ และหากนาฬิกาไม่ได้อยู่ในกระเป๋าของคุณ ก็จะถือเป็นการแจ้งความเท็จจริงๆ"
ทันทีที่เขาพูดจบ ฝูงชนรอบข้างก็ฮือฮาขึ้นมาทันที พระเจ้ายอด แค่สงสัยว่ามีคนขโมยของแล้วอยากจะขอค้นกระเป๋า สามารถตั้งข้อหาได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ?
ทางด้านซ่งเทียนเหยา หล่อนคิดว่าคำพูดพล่ามยาวเหยียดของเสิ่นเหนี่ยวเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าตำรวจรถไฟจะเห็นพ้องว่าสิ่งที่เธอพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด ตอนนี้หล่อนตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด
"ฉัน... ฉันไม่ตรวจแล้ว หายก็ปล่อยให้มันหายไป ฉันไม่ตรวจแล้ว"
หล่อนเปลี่ยนท่าทีแล้วบอกว่าจะไม่ตรวจค้น ความตื่นตระหนกของหล่อนแสดงออกอย่างชัดเจน ไม่ต้องพูดถึงคนแปลกหน้าที่กำลังมุงดู แม้แต่เพื่อนๆ ที่ออกโรงสนับสนุนหล่อนต่างก็เงียบกริบ
ส่วนพนักงานรถไฟนั้น สีหน้าของเขาย่ำแย่จนเกินบรรยาย เมื่อได้ยินซ่งเทียนเหยาบอกว่าจะไม่ตรวจค้น เขาก็ตวัดสายตามองหล่อนด้วยความขุ่นเคือง
ในขณะเดียวกัน เสิ่นเหนี่ยวมือหนึ่งจับกระเป๋าเดินทางของตัวเองไว้ ส่วนอีกมือยกขึ้นเท้าเอว น้ำเสียงของเธอทั้งเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจ
"สายไปแล้ว เธอประกาศต่อหน้าธารกำนัลว่าฉันขโมยนาฬิกาของเธอ ซึ่งมันได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของฉันไปแล้ว ในขณะเดียวกัน เธอก็ได้ยื้อแย่งกระเป๋าของฉันด้วยเจตนาที่จะบังคับตรวจค้นจริงๆ คิดจะจบเรื่องนี้ด้วยการบอกแค่ว่าไม่ตรวจแล้วงั้นเหรอ? มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ"
"ตรวจสิ ไม่เพียงแต่เราต้องตรวจเท่านั้น แต่ฉันขอเสนอให้คุณตำรวจทำการตรวจค้นทหารหญิงคนนี้รวมถึงสหายคนอื่นๆ อย่างละเอียดด้วย รวมถึงคนที่อยู่ตู้ข้างๆ กับเธอด้วย หลายวันมานี้เธอเดินไปที่ตู้ข้างๆ บ่อยมาก ใครจะไปรู้ล่ะว่าอาจจะมีใครแถวนั้นขโมยไปก็ได้"
ไม่ใช่ว่าอยากตรวจค้นนักหรอกหรือ? งั้นก็มาทำการตรวจสอบครั้งใหญ่กันไปเลย ตรวจมันให้หมดทุกคน กวนน้ำให้ขุ่นไปเลยก็แล้วกัน
บรรดาทหารหญิงไม่คาดคิดเลยว่าไฟจะลามมาถึงตัวพวกเธอ หลายคนเริ่มมองไปที่ซ่งเทียนเหยาด้วยความหงุดหงิดอย่างมาก
"ซ่งเทียนเหยา นาฬิกาของเธอถูกขโมยไปจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?"
"ตกลงจะตรวจหรือไม่ตรวจ? พูดอะไรสักอย่างสิ"
"หรือว่าเธอจงใจใส่ร้ายหล่อนกันแน่?"
เมื่อถูกห้อมล้อม ซ่งเทียนเหยาก็ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ถ้าให้ตรวจค้น มันก็เป็นแค่เรื่องที่หล่อนพูดส่งเดชไปอย่างนั้น จึงไม่มีทางที่นาฬิกาจะไปอยู่ในกระเป๋าของอีกฝ่ายแน่ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นหล่อนก็จะมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ และมันจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานกับตำรวจรถไฟ ยิ่งผู้หญิงคนนี้ดูรับมือยากขนาดนี้ ซ่งเทียนเหยากลัวว่าเธอจะใช้เรื่องนี้ไปฟ้องผู้บังคับบัญชาของคณะแสดงศิลปวัฒนธรรม
แต่ถ้าไม่ตรวจค้น ในเมื่อเรื่องมันบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว หล่อนคงตกเป็นขี้ปากของคนในคณะแสดงไปอีกนานแสนนาน
เมื่อชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียแล้ว ซ่งเทียนเหยาก็กัดริมฝีปากและทำทีราวกับว่าเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ "ฉันจำได้แล้ว! นาฬิกาเรือนนั้นฉันเก็บไว้ในเสื้อโค้ตตัวหนา พออากาศที่นี่เริ่มอุ่นขึ้น ฉันก็เลยลืมหยิบมันออกมาก่อนจะถอดเสื้อโค้ตเก็บ"
ช่างเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย แต่มันก็พอถูไถไปได้ อย่างไรก็ตาม หากถามว่ามีใครเชื่อหล่อนหรือไม่ แค่มองสีหน้าของเหล่าทหารหญิงที่ออกโรงปกป้องหล่อนก่อนหน้านี้ก็รู้แล้ว
และหากสายตาของพนักงานรถไฟสามารถพูดได้ เขาคงด่าทอซ่งเทียนเหยาไปแล้วเป็นร้อยๆ ครั้ง
เสิ่นเหนี่ยวไม่สนใจความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจที่ซ่อนอยู่เหล่านั้น เธอล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดตรงบริเวณที่ซ่งเทียนเหยาจับกระเป๋าด้วยท่าทางขยะแขยงอย่างถึงที่สุด หลังจากเช็ดเสร็จ เธอก็โยนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นใส่หน้าซ่งเทียนเหยาโดยตรง
ผ้าเช็ดหน้าร่วงหล่นลงมาจากใบหน้าที่บิดเบี้ยวของซ่งเทียนเหยา พร้อมกับเสียงของเสิ่นเหนี่ยวที่ดังตามมา
"ในเมื่อสหายจำได้แล้วว่านาฬิกาอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดกระเป๋าของฉันแล้วใช่ไหมล่ะคะ? รบกวนสหายช่วยคิดดูให้ดีด้วยนะว่ามีอะไรหายไปอีกหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะมาคว้ากระเป๋าฉันแล้วร้องโวยวายไร้สาระขึ้นมาอีก"
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความประชดประชัน จนผู้โดยสารหลายคนที่อยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ
ใบหน้าของซ่งเทียนเหยาเต็มไปด้วยความอับอายขายขี้หน้า ในใจหล่อนอยากจะสับเสิ่นเหนี่ยวให้เป็นพันๆ ชิ้น แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันกรอด
"ไม่... ไม่มีอะไรแล้ว"
"ไม่มีอะไรแล้วจริงๆ นะ? ดี งั้นฉันคงต้องขอให้สหายท่านนี้เอ่ยคำขอโทษฉันด้วย อยู่ๆ เธอก็มากระชากกระเป๋าของฉันโดยไม่มีเหตุผล แถมยังปรักปรำว่าฉันเป็นขโมย ทำให้ฉันต้องเสียเวลาเดินทางแถมยังทำให้อารมณ์เสีย การขอให้เอ่ยคำขอโทษแค่นี้คงไม่มากเกินไปหรอกนะ มิฉะนั้น ฉันคงต้องไปถามหัวหน้าทีมของพวกเธอสักหน่อยแล้วล่ะ ว่าทหารหญิงจากคณะแสดงศิลปวัฒนธรรมแห่งเมืองหลวงของเรา ทำไมถึงได้มีนิสัยย่ำแย่ขนาดนี้"
เสิ่นเหนี่ยวจ้องมองซ่งเทียนเหยา รอยยิ้มของเธอดูนุ่มนวลและหอมหวาน
ซ่งเทียนเหยากำหมัดแน่นด้วยความเกลียดชัง หล่อนก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วและเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ฉันขอโทษ!"
"หึ ค่อยยังชั่วหน่อย"
รอยยิ้มของเสิ่นเหนี่ยวลึกซึ้งยิ่งขึ้น เธอเลิกสนใจซ่งเทียนเหยาที่กำลังยืนตัวสั่นเทา หันไปกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟทั้งสองนาย ปรายตามองพนักงานรถไฟอย่างมีความหมายขณะเดินผ่านเขา แล้วก้าวเดินจากไปอย่างสง่างาม
ในขณะที่เสิ่นเหนี่ยวจัดการกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ทางนี้เสร็จสิ้น ตระกูลเสิ่นและตระกูลอู๋ในเมืองหลวงกลับกำลังตกอยู่ในปัญหาใหญ่หลวง