- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยเมนูอสูรในห้องเผาซาก สู่เส้นทางอมตะ
- บทที่ 6 พวกเจ้าหาที่ตาย!
บทที่ 6 พวกเจ้าหาที่ตาย!
บทที่ 6 พวกเจ้าหาที่ตาย!
เมื่อเห็นท่าทางเคารพยำเกรงของทั้งสองคน อู๋เหลียงกลับไม่ได้พูดอะไร
เพราะเขากำลังจะทะลวงระดับพลังเช่นกัน
เสือดาวสายฟ้าทมิฬตัวนี้สมกับที่เป็นอสูรขอบเขตสร้างรากฐาน พลังที่แฝงอยู่ในเนื้อเลือดนั้นเหนือกว่าเนื้อของอสูรขอบเขตกลั่นลมปราณอย่างเทียบไม่ได้
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะสรีระของตนเองหรือไม่ ทุกครั้งที่อู๋เหลียงกินเนื้ออสูรเข้าไป เขาสามารถดูดซับมันได้อย่างรวดเร็วเสมอ
เพียงได้ยินเสียงปังปังดังขึ้นจากภายในร่างกาย
กลิ่นอายของเขาก็เริ่มลุ่มลึกยิ่งขึ้น รอบกายมีพลังปราณที่มองไม่เห็นค่อยๆ รวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง
ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ด
(กินเสือดาวสายฟ้าทมิฬหนึ่งตัว, สำเร็จวิชาทักษะติดตัวเสือดาวสายฟ้าทมิฬ: หมัดอัสนีกัมปนาท)
อู๋เหลียงมองตัวอักษรสีทองที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า มุมปากก็เผยรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดออกมา
หมัดอัสนีกัมปนาท ซัดออกไปหนึ่งหมัดแฝงพลังสายฟ้า ประหนึ่งอัสนีสวรรค์ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์
ผู้ที่อยู่ในระดับพลังเดียวกันหากโดนเข้าสักหมัด ต่อให้ไม่ตายก็ต้องพิการ
ต่อให้เป็นคนที่ระดับพลังสูงกว่าเขาสองสามขั้น หากประสานเข้ากับผลของการทำให้เสียสติจากทักษะคำราม ก็ต้องคุกเข่าลงแทบเท้าเขาอยู่ดี
เขายกมือขึ้น จิตใจขยับไหว
บนหมัดของเขามีประจุไฟฟ้าสีทองปรากฏขึ้นทันที ราวกับงูตัวน้อยหลายสายเลื้อยพันอยู่ที่ปลายนิ้ว ส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะดังสนั่น
พวกเจ้าถอยออกไปก่อน ไปดูดซับพลังและทำให้ระดับพลังมั่นคงเสีย การประลองประจำสำนักในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า จะได้เป็นศิษย์สายนอกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว
บนใบหน้าของเตียวชีและหลิวปาไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นไว้ได้ ศิษย์สายนอกนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึง
ไม่นึกเลยว่ามันกำลังจะกลายเป็นจริง
ขอเพียงบรรลุขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ห้า พวกเขาก็มีความมั่นใจว่าจะหลุดพ้นจากฐานะศิษย์รับใช้ได้
มีเพียงการหลุดพ้นจากฐานะศิษย์รับใช้เท่านั้น พวกเขาถึงจะนับว่าเป็นผู้บำเพ็ญที่แท้จริงได้
และทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่เด็กหนุ่มตรงหน้ามอบให้พวกเขา
หลังจากประสานมือถอยออกไป อู๋เหลียงก็นั่งขัดสมาธิบนพื้น
หลังจากกินเสือดาวสายฟ้าทมิฬตัวนี้เข้าไป ค่าต้านทานไออสูรของเขาก็เพิ่มขึ้นถึงห้าสิบหน่วย
ไออสูรที่ค่อนข้างบางเบา ต่อให้ไม่ต้องสวมเกราะสมบัติคุ้มกาย ตอนนี้ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อเขาอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เขาซ้อมโหวซานจนน่วมและเก็บแกนอสูรเม็ดนั้นไว้คนเดียว เวินโส่วจั๋วต้องไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่
ในหมู่ศิษย์สายใน เวินโส่วจั๋วผู้นี้ยังเป็นตัวเก็งอันดับต้นๆ ในการชิงสิบอันดับแรกของการประลองครั้งนี้
ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นที่สาม ความแข็งแกร่งระดับนี้เหนือกว่าสวีจื่อเหวินอยู่ขั้นหนึ่ง และถือเป็นบุคคลระดับแนวหน้าในสำนัก
แต่หากจะมาจัดการเขานิสัยของอีกฝ่ายย่อมไม่ลงมือด้วยตนเองอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว ในสายตาของอีกฝ่าย เขาในตอนนี้คงเป็นได้เพียงมดปลวก
ดังนั้นมันจะส่งคนมาจัดการเขา
และคนผู้นี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
จะเป็นใครกันนะ
อู๋เหลียงส่ายหัว น่าเสียดายที่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทราบข้อมูลเพียงเท่านี้ ไม่รู้ว่าศิษย์สายนอกคนไหนบ้างที่เป็นคนของเวินโส่วจั๋ว
ช่างเถอะ ด้วยระดับพลังขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดของข้าในตอนนี้ รวมกับทักษะคำรามและหมัดอัสนีกัมปนาท ในหมู่ศิษย์สายนอกที่ข้าเห็นอยู่ในสายตาจริงๆ แทบไม่มีเลย
เขากำหมัดแน่น ประจุไฟฟ้าสายเล็กๆ เลื้อยพันไปมาบนหมัดของเขาคล้ายกับงูทองคำตัวจ้อย
ในวันนี้ ทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์เถาหยวนเงียบสงัดดั่งเช่นทุกวัน
ทุกคนต่างเก็บตัวฝึกฝนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประลองประจำสำนัก
ทั่วทั้งสำนักอบอวลไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดประหนึ่งก่อนการศึกใหญ่
ยามค่ำคืน ลำแสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งทะยานไปมาในเขตศิษย์สายนอก
ซูชิงหานยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา คิ้วของนางขมวดเข้าหากันแน่น
ไอ้หัวขโมยบัดซบ ซ่อนตัวได้ลึกนักนะ
แต่ถึงเจ้าจะซ่อนตัวเก่งเพียงใด ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะซ่อนตัวได้ตลอดรอดฝั่ง
มาแหย่ข้าซูชิงหานผู้นี้เข้าแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้เจ้าอยู่อย่างสุขสบายแน่
เมื่อความคิดยุติลง นางก็หายตัวไปจากที่เดิมทันที
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
อู๋เหลียงนอนอยู่บนเตียงยังไม่ทันได้ตื่นจากภวังค์ เสียงแหลมดุจเสียงกระบี่ก็ดังขึ้นข้างหูเขาเสียแล้ว
เขาลืมตาขึ้นทันที บนใบหน้าไม่มีความประหลาดใจใดๆ
ลูกสมุนของเวินโส่วจั๋วมาเร็วกว่าที่คิด
เขาใส่เสื้อผ้าแล้วเดินทอดน่องออกไป
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าห้องเผาซากอสูร เตียวชีและหลิวปายืนขวางหน้าเจียงเหอไว้อย่างมั่นคง
วันนี้ถ้าเจ้ากล้าบุกห้องเผาซากอสูร เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะไปฟ้องผู้อาวุโส
เมื่อเผชิญหน้ากับเจียงเหอผู้เป็นยอดฝีมือขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่แปด หลิวปากล่าวขู่ด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำใจกล้า
เจ้าล้อข้าเล่นอยู่หรือ
เจียงเหออยู่ในชุดสีขาว ด้านหลังสะพายกระบี่เล่มยาวที่แผ่ไอสังหารออกมาอย่างคมกริบ
เขามองดูคนทั้งสองอย่างเย่อหยิ่งประหนึ่งมองมดปลวก
เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า ต่อให้ข้าฆ่าเจ้าตอนนี้ข้าก็จะไม่ได้รับโทษใดๆ ชีวิตของศิษย์รับใช้นั้นด้อยค่ากว่าสุนัขเสียอีก ตายไปคนหนึ่งข้างนอกก็มีคนนับไม่ถ้วนที่ยอมหัวแตกเลือดอาบเพื่อเข้ามาแทนที่
สีหน้าของหลิวปาซีดเผือด
เขารู้ดีว่านั่นคือเรื่องจริง
และผู้คนโดยรอบเริ่มรวมตัวกันเป็นวง มีทั้งศิษย์รับใช้และศิษย์สายนอก
คนยิ่งรวมตัวกันมากขึ้น สายตาต่างวนเวียนอยู่บนสนาม
ช่วงนี้ห้องเผาซากอสูรครึกครื้นเหลือเกิน เริ่มจากโหวซาน มาจนถึงเจียงเหอในตอนนี้
ศิษย์พี่เจียงเหอเป็นถึงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่แปด ความแข็งแกร่งระดับนี้ถือว่าติดอันดับท็อปห้าในหมู่ศิษย์สายนอกเลยนะ
ใครจะไม่รู้ว่าเบื้องหลังเจียงเหอและโหวซานก็คือศิษย์พี่เวิน พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อวานอู๋เหลียงซ้อมโหวซานไว้ วันนี้ศิษย์พี่เจียงเหอมาที่นี่ ต้องมาล้างแค้นให้แน่นอน
ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่แปด อู๋เหลียงจะรับมือไหวหรือ ได้ยินว่าฐานพลังของอู๋เหลียงถูกทำลายไปแล้วถึงได้ถูกส่งตัวมาที่นี่
ทำลายพลังบ้าอะไร ถ้าทำลายพลังแล้วจะซ้อมโหวซานได้หรือ ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้เขามีพลังระดับขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าแล้ว
ขั้นที่ห้ารึ นั่นยังห่างชั้นกันถึงสามขั้น หนึ่งขั้นความแตกต่างประหนึ่งฟ้ากับดิน ห่างกันสามขั้นใช้นิ้วเดียวก็ขยี้เขาให้แหลกได้แล้ว
เหอะ งั้นก็น่าชมแล้ว
ข้าอยากรู้เหมือนกันว่า อู๋เหลียงที่ซ้อมโหวซานได้ จะรับมือศิษย์พี่เจียงเหอได้หรือไม่
เสียงจากฝูงชนดังไม่ขาดสาย ทุกคนต่างคิดว่าในเมื่อเจียงเหอบุกมาถึงที่เช่นนี้ อู๋เหลียงวันนี้ต่อให้ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส
เตียวชีและหลิวปาแม้ในใจจะหวาดกลัว แต่ก็ไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
ในขณะเดียวกัน หัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เจียงเหอกล่าวได้ถูกต้อง และด้วยระดับพลังขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่แปดของเขา การจัดการกับคนเช่นพวกเขาถือเป็นเรื่องง่ายดายเสียยิ่งกว่าง่ายดาย
ฮ่าฮ่าฮ่า เมื่อวานพวกเจ้ายังปากดีกันอยู่นี่ อู๋เหลียง เจ้าไอ้ขยะ ออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้
ด้านข้าง โหวซานหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง สายตาของเขามองข้ามคนทั้งสองไป แล้วตะโกนก้องเข้าไปในห้องเผาซากอสูร
เพียงแต่รอยฟกช้ำที่เขาโดนซ้อมยังไม่ทันจางหายไป ตอนนี้ดูแล้วตลกขบขันไม่น้อย
เวลาผ่านไปทีละนาที แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของอู๋เหลียง
นั่นทำให้โหวซานที่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ข้างๆ ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้น
เขาหยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วขว้างเข้าไปในห้องเผาซากอสูร
จะให้เขาเข้าไปน่ะหรือ เขาไม่กล้าหรอก แต่แค่โยนก้อนหินไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ความอดทนของเจียงเหอในเวลานี้ดูเหมือนจะใกล้หมดลงแล้ว
เขากวาดสายตามองไปที่เตียวชีและหลิวปา
ในเมื่อเจ้าไม่ออกมา งั้นก็ให้พวกมันรับโทษแทนเจ้าก็แล้วกัน
เขามองด้วยสายตาเย็นชา ยื่นมือออก มีมีดสั้นสี่เล่มลอยออกมาจากเอว จากนั้นใช้นิ้วชี้ไปที่คนทั้งสอง
มีดสั้นทั้งสี่เล่มพุ่งทะลุฝ่ามือของคนทั้งสอง ตรึงมือของพวกเขาไว้บนผนังด้านหลังอย่างแน่นหนา
อ๊าก
ทั้งสองกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างถูกแขวนไว้บนผนัง เท้าลอยจากพื้น ร่างกายสั่นกระตุกด้วยความทรมาน
เลือดสดๆ ไหลรินออกมาตามตัวมีดสั้นไม่ขาดสาย
หลิวปาเหงื่อท่วมหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่เขากัดฟันแน่นไม่ส่งเสียงร้องออกมาอีก
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ จ้องมองเจียงเหอเขม็ง
ไอ้สารเลว ไอ้เดรัจฉาน ถ้าเก่งจริงก็ฆ่าท่านปู่คนนี้เสียสิ
โอ้ เจ้ายังกล้าพูดจาข่มขู่ศิษย์พี่เจียงเหออีกหรือ
โหวซานหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากด้านข้าง เดินเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
ไอ้ศิษย์รับใช้ชั้นต่ำ ตายไปแล้วยังปากดีอีก
สิ้นเสียง ไม้ท่อนนั้นก็แหวกอากาศพุ่งเข้าใส่ศีรษะของเขาอย่างแรง
ปัง
เสียงดังปึ้กดังขึ้น วินาทีต่อมา โหวซานก็รู้สึกราวกับว่าท้องน้อยของเขาถูกอุกกาบาตพุ่งเข้าชนอีกครั้ง ความเจ็บปวดรุนแรงจนอวัยวะภายในเคลื่อนย้ายทำให้เขากระเด็นลอยละลิ่วออกไปทันที
เจ้าขยะทั้งสอง พวกเจ้ารนหาที่ตายกันจริงๆ
(จบบท)