- หน้าแรก
- เมื่อผมหลุดมาเป็นอันธพาลในยุคกันดาร โชคดีที่มีระบบและภรรยาแสนสวย
- บทที่ 7 ท่านพี่ดีที่สุดเลย!
บทที่ 7 ท่านพี่ดีที่สุดเลย!
บทที่ 7 ท่านพี่ดีที่สุดเลย!
วันรุ่งขึ้น ...
สิ่งแรกที่หลี่อี้ทำหลังจากลืมตาตื่นคือการยื่นมือไปแตะหน้าผากของไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ แม้อุณหภูมิที่ปลายนิ้วสัมผัสได้จะยังค่อนข้างร้อนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้อนลวกจนน่าตกใจเหมือนเมื่อคืน หินที่ถ่วงอยู่ในใจก็ถือว่าร่วงหล่นลงพื้นเสียที
ไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาในตอนนั้นพอดี ดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองหลี่อี้ตาไม่กะพริบ น้ำเสียงแหบพร่าแต่นุ่มนวลของคนเพิ่งตื่นนอนเอ่ยขึ้น "ท่านพี่ตื่นแล้ว ..."
หลี่อี้ลุกขึ้นนั่งแล้วใช้ปลายนิ้วชี้แตะปลายจมูกของนางเบาๆ เขาพูดกลั้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อืม ข้าจะไปทำกับข้าว ร่างกายเจ้าเพิ่งจะดีขึ้นต้องกินของบำรุงเสียหน่อย"
"ท่านพี่ ให้ข้าทำเถอะเจ้าค่ะ"
อวี๋เฉี่ยวเชี่ยนที่อยู่อีกฝั่งก็ลุกขึ้นนั่งตาม เสื้อกันหนาวตัวหนาที่สวมอยู่ช่วยขับให้สีหน้าของนางดูดีขึ้นไม่น้อย ก่อนหน้านี้เสื้อผ้าบางเกินไปจนต้องหดตัวอยู่แต่บนเตียง ตอนนี้มีเสื้อผ้าหนาๆ แล้ว นางจะปล่อยให้หลี่อี้เหนื่อยอยู่คนเดียวไม่ได้
หลี่อี้พยักหน้า "ก็ดีเหมือนกัน เชี่ยนเอ๋อร์ทำกับข้าว ข้าจะไปหาบน้ำกับผ่าฟืน"
ที่ห้องโถงด้านนอก ...
อวี๋เฉี่ยวเชี่ยนเฝ้าอยู่หน้าเตาไฟ สายตาจับจ้องไปที่เปลวไฟที่กำลังเต้นระบำ แสงไฟสาดส่องจนแก้มของนางเป็นสีแดงระเรื่อ
นอกลานบ้าน หลี่อี้กำลังเดินง่วนไปมา เขาจัดการเติมน้ำลงในโอ่งที่ว่างเปล่าไปกว่าครึ่งจนเต็ม แล้วแบกฟืนแห้งที่ผ่าเสร็จแล้วเข้ามาหนึ่งมัด สุดท้ายก็หยิบไม้กวาดมากวาดใบไม้แห้งและเศษหินในลานบ้านอย่างละเอียด
เมื่อมองดูแผ่นหลังที่กำลังง่วนกับการทำงาน อวี๋เฉี่ยวเชี่ยนก็รู้สึกหลากหลายอารมณ์ปะปนกันไปในใจ
เวลาผ่านไปเพียงสามวัน หลี่ซานคนที่เคยเกียจคร้านและอารมณ์ร้ายคนนั้น ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ท่าทางเกียจคร้านในอดีตหายไปจนหมดสิ้น เวลาพูดจาหรือทำอะไรก็ดูสุขุมพึ่งพาได้ แม้แต่น้ำเสียงก็ยังแฝงความหนักแน่นที่ทำให้คนฟังรู้สึกอุ่นใจ
[หรือว่าจะเป็นเพราะบรรพบุรุษตระกูลหลี่มาเข้าฝันจริงๆ เขาถึงได้เปลี่ยนนิสัยไปอย่างสิ้นเชิง ...]
หลังอาหารเช้า หลังจากมองดูไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ยอมดื่มยาอย่างว่าง่ายแล้ว หลี่อี้ก็สะพายธนูเข้าป่าไปคนเดียวอีกครั้ง
ใกล้กับกับดักที่วางไว้เมื่อวันก่อนมีร่องรอยการดิ้นรนของกระต่ายอยู่จริงๆ น่าเสียดายที่เขามาตื่นสายไปก้าวหนึ่ง บนพื้นจึงเหลือเพียงหยดเลือดสีแดงคล้ำ เป็นไปได้สูงว่าคงจะถูกสัตว์ป่าที่ผ่านมาคาบไปแล้ว
หลี่อี้นึกถึงหมูป่าในช่องเก็บของ เขาลองเอาออกมาตรวจดูก็พบว่าเนื้อยังคงสดใหม่และแน่นตึง ไม่คิดเลยว่าช่องเก็บของนี่จะมีสรรพคุณในการถนอมอาหารด้วย หากไม่มีความสะดวกสบายนี้ เนื้อสัตว์ที่เหลือคงต้องรีบเอาไปทำเป็นเนื้อรมควันหรือเนื้อแดดเดียวเพื่อไม่ให้เน่าเสีย
คล้อยหลังเที่ยงวันไปไม่นาน ในช่องเก็บของของหลี่อี้ก็มีกระต่ายป่าตัวอ้วนกับไก่ป่าเพิ่มมาอีกอย่างละตัว หลังจากทักษะการล่าสัตว์เลื่อนระดับ ฝีมือยิงธนูในระยะยี่สิบเมตรของเขาเรียกได้ว่าแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ เหยื่อที่ถูกเขาหมายหัวแทบจะไม่มีโอกาสหนีรอดไปได้เลย
"อาศัยป่าหากินก็ต้องรู้จักพึ่งพากันไปยาวๆ จะหวังผลแค่ตรงหน้าไม่ได้"
หลี่อี้ล้มเลิกความคิดที่จะเดินลึกเข้าไปในป่า เขาหันหลังเดินกลับไปทางหมู่บ้าน
ตอนที่เดินผ่านหน้าบ้านของหวังไล่จื่อ เขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเมียจอมขี้เกียจที่เลื่องชื่อของมัน กำลังถือเศษกิ่งไม้แห้งไม่กี่อันเดินโยกเยกเข้าลานบ้านอย่างเชื่องช้า ในบ้านมีเสียงร้องโหยหวนของหวังไล่จื่อดังแว่วมา แต่นางกลับไม่ได้สนใจเลยสักนิด ฝีเท้าที่ลากเดินช้าๆ นั้นราวกับกำลังเดินเล่นในตลาด
พอกลับมาถึงบ้าน อวี๋เฉี่ยวเชี่ยนก็รีบเข้ามาช่วยรับฟืนบนบ่าของหลี่อี้ นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ท่านพี่ วันนี้ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะเจ้าคะ เป็นห่วงเสวี่ยเอ๋อร์หรือเจ้าคะ"
"ก็เป็นห่วงอยู่บ้าง" หลี่อี้พยักหน้า จากนั้นก็กวาดสายตามองดูกระท่อมไม้พังๆ ที่มีลมโกรกเข้ามาจากทุกทิศทางพลางขมวดคิ้ว "อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แล้ว ถ้าไม่ซ่อมแซมบ้านพังๆ หลังนี้ พอเข้าหน้าหนาวพวกเราคงได้ทรมานกันแน่"
ไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ที่อยู่ในห้องไข้ลดลงแล้ว แต่ร่างกายยังคงอ่อนแอ นางสะลึมสะลือไปหมดทั้งตัว แม้แต่เรี่ยวแรงจะยกมือก็ยังไม่มี
ด้วยอิทธิพลจากความทรงจำในยุคปัจจุบัน หลี่อี้เคยคิดว่ายาจีนมักจะออกฤทธิ์ช้า ตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่าเทียบยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งแต่คุณภาพของตัวยาสมุนไพรต่างหากที่สำคัญกว่า คิดดูแล้วเถ้าแก่เฉินแห่งร้านขายยาในตำบลคงจะจัดแต่ยาสมุนไพรชั้นดีที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันให้ ถึงได้มีสรรพคุณรักษาโรคได้ชะงัดนัก
เมื่อวานเขาเอาสมุนไพรไปแลกข้าวฟ่างมาได้สองโต่วกับข้าวบาร์เลย์อีกหนึ่งโต่ว ประกอบกับผลงานจากการล่าสัตว์ในแต่ละวัน ขอเพียงหลี่อี้ขยันขันแข็งแบบนี้ต่อไป การกักตุนเสบียงให้เพียงพอก่อนฤดูหนาวก็คงไม่ใช่ปัญหา
หลังจากรีบกินอาหารกลางวันเสร็จ หลี่อี้ก็ถือชามใส่ข้าวฟ่างเดินไปที่บ้านของเหอเถี่ยนิว เขาตั้งใจจะมาขอยืมรถเข็น
เหอเถี่ยนิวถือเป็นลูกผู้ชายตัวจริงเสียงจริงอันดับต้นๆ ในหมู่บ้านต้าฮวง เขามีรูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรง ปีนั้นเพื่ออยู่ดูแลแม่แก่ๆ ที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก เขาถึงกับยอมเสี่ยงภัยหลบหนีการเกณฑ์ทหาร เป็นคนขยันขันแข็งและกตัญญู เสียอย่างเดียวคือเมียที่แต่งเข้ามานั้นนิสัยใจคอคับแคบ วันๆ เอาแต่คิดเล็กคิดน้อย
ในอดีตเหอเถี่ยนิวเกลียดชังพวกอันธพาลจอมเกียจคร้านอย่างหลี่ซานและหวังไล่จื่อที่สุด แต่วันนี้พอหลี่อี้เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เมียของเหอเถี่ยนิวก็รีบตาไวคว้าชามข้าวฟ่างไป นางฉีกยิ้มประจบประแจงและตกปากรับคำเรื่องยืมรถเข็นอย่างรวดเร็ว
"น้องหลี่ซาน แค่รถเข็นคันเดียวเอง เอาไปใช้ได้เลย จะเกรงใจทำไมกัน!"
"เถี่ยนิว รีบเอารถเข็นไปให้น้องหลี่ซานสิ ถือโอกาสเดินไปส่งเขาด้วยเลย"
แค่ข้าวฟ่างชามเดียว ก็ทำให้นางเปลี่ยนท่าทีไปได้ขนาดนี้ เรียกน้องหลี่ซานคำน้องหลี่ซานคำ ทำตัวสนิทสนมราวกับเป็นเพื่อนเก่ากันมาหลายปี
พอเดินพ้นประตูบ้าน เหอเถี่ยนิวมองดูหลี่อี้ที่กำลังเข็นรถด้วยท่าทางเงอะงะก็อดหัวเราะซื่อๆ ออกมาไม่ได้ "ฮะฮะ ... เจ้าเข็นแบบนี้ไม่ได้หรอก มีหวังได้เหนื่อยตายพอดี การใช้รถเข็นต้องมีเทคนิค มา ... ข้าจะสอนเจ้าเอง"
มองดูเหอเถี่ยนิวบังคับรถเข็นอย่างคล่องแคล่ว ในใจของหลี่อี้ก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา พี่เหอเถี่ยนิวคนนี้เรี่ยวแรงเยอะ แถมยังไม่เอาเปรียบใคร เป็นลูกมือที่ดีเลยทีเดียว
"พี่เถี่ยนิว ท่านมาช่วยข้าทำงานสักวัน ข้าจะให้ข้าวฟ่างท่านอีกชาม ท่านว่าดีไหม"
เหอเถี่ยนิวหยุดเดินแล้วหันมามองหลี่อี้ด้วยความสงสัย "งานอะไรล่ะ ช่วงนี้ข้าก็ว่างอยู่ งานที่ทำก็มีแค่ผ่าฟืนเท่านั้นแหละ"
"ข้าตั้งใจจะทำอิฐดินดิบไว้ก่อนเข้าหน้าหนาว" หลี่อี้ตอบตามความจริง
เหอเถี่ยนิวเกาหัวด้วยความงุนงงหนักกว่าเดิม "อิฐดินดิบงั้นหรือ เจ้าจะสร้างบ้านหรือไง"
หลี่อี้ยิ้ม "ตอนนี้สร้างบ้านคงไม่ทันแล้วล่ะ ข้าอยากจะสร้างเตียงเตาไว้สู้ภัยหนาวน่ะ"
"เตียงเตา มันคืออะไรกัน"
หลี่อี้ชะงักไปนิด ไม่คิดเลยว่าเตียงเตาจะยังไม่เป็นที่รู้จักในยุคนี้ เขาอธิบายโครงสร้างและสรรพคุณการกักเก็บความร้อนของเตียงเตาคร่าวๆ เหอเถี่ยนิวฟังแล้วก็ตาเป็นประกาย
"มีของดีแบบนี้ด้วยหรือ ตกลง! ถึงยังไงข้าก็อยู่ว่างๆ อยู่แล้ว ช่วยเจ้าทำอิฐดินดิบน่ะไม่ต้องให้ข้าวฟ่างหรอก รอให้เจ้าสร้างเตียงเตาแล้วสอนข้าทำก็พอ วันหลังข้าจะได้สร้างให้แม่ข้าบ้าง หน้าหนาวนางจะได้ไม่ต้องเป็นแผลหิมะกัดอีก"
"ไม่มีปัญหา รอข้าสร้างเสร็จแล้ว เราค่อยไปสร้างให้ท่านป้าด้วยกัน"
ก่อนจะขึ้นมัธยมต้นหลี่อี้เคยใช้ชีวิตอยู่ในชนบทกับปู่และย่ามาตลอด เขาเคยเห็นการสร้างเตียงเตามาไม่น้อย แม้จะไม่เชี่ยวชาญแต่ก็รู้โครงสร้างและหลักการทำงานคร่าวๆ ส่วนที่เหลือก็ค่อยๆ งมวิธีทำไปพร้อมกันได้
ทั้งสองคนไปตักดินเหลืองที่เนินเขาฝั่งตะวันตกก่อน หลังจากเข็นรถเองไปหนึ่งเที่ยว หลี่อี้ก็แอบดีใจที่ได้เถี่ยนิวมาเป็นลูกมือ แค่เที่ยวเดียวเขาก็เหนื่อยจนแขนขาอ่อนแรงและเหงื่อท่วมตัวไปหมดแล้ว เหอเถี่ยนิวเห็นเขาทำงานงุ่มง่ามจึงไล่ให้เขาไปเก็บเศษฟางข้าวฟ่างในทุ่งนาแทน
การทำอิฐดินดิบไม่ใช่เรื่องยากอะไร ตามประสบการณ์ของเหอเถี่ยนิว แค่เอาดินเหลืองมาผสมกับเศษฟางแล้วใส่แม่พิมพ์ตากให้แห้งก็พอ แต่หลี่อี้จำได้ว่า ตอนเด็กๆ เวลาเห็นผู้ใหญ่ทำอิฐ พวกเขาจะผสมขี้เถ้าและทรายลงไปในดินด้วย วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งและอายุการใช้งานของอิฐดินดิบได้อย่างมาก
ทรายนั้นหาไม่ได้ในตอนนี้ แต่ขี้เถ้านั้นหาได้ง่ายมาก แค่หาหญ้าหรือกิ่งไม้แห้งมาเผาให้เป็นเถ้า หรือไม่ก็ไปเก็บรวบรวมขี้เถ้าจากเตาไฟของแต่ละบ้านมาก็พอ
ตลอดช่วงบ่ายทั้งสองคนต่างง่วนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบ เหอเถี่ยนิวเข็นดินเหลืองกลับมาได้กองเบ้อเริ่มจนลานบ้านมีเนินเขาขนาดย่อมๆ โผล่ขึ้นมา
เขาเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม เหอเถี่ยนิวมองดูดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก "เวลาไม่เช้าแล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะ พรุ่งนี้เราค่อยมาเริ่มทำอิฐกัน"
เขากำลังจะหันหลังเดินกลับ แต่หลี่อี้ก็คว้าตัวไว้ก่อน "พี่เถี่ยนิว ท่านเหนื่อยมาทั้งบ่ายแล้ว คืนนี้มากินข้าวบ้านข้าเถอะ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าคงไม่กล้าเรียกท่านมาช่วยอีกแล้วล่ะ"
เหอเถี่ยนิวตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ท้องเจ้ากรรมดันร้องโครกครากขึ้นมาเสียก่อน เขาจึงจำต้องพยักหน้ารับคำ
อวี๋เฉี่ยวเชี่ยนทำกับข้าวเสร็จตามคำสั่งของหลี่อี้เรียบร้อยแล้ว นางต้มโจ๊กข้าวฟ่างข้นๆ หนึ่งหม้อ ด้านในยังใส่ข้าวบาร์เลย์ลงไปอีกหนึ่งกำมือ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว หลี่อี้ยังเอาเนื้อไก่ป่าที่เหลือออกมาทั้งหมด ตั้งใจจะใช้รับรองเหอเถี่ยนิวโดยเฉพาะ
"ไก่ป่าตัวนี้เจ้าล่ามาหรือ"
เหอเถี่ยนิวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ในความทรงจำของเขา หลี่ซานก็คืออันธพาลจอมเกียจคร้านคนหนึ่ง นอกจากทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อยและปีนกำแพงบ้านแม่ม่ายแล้ว ก็ไม่เคยทำงานทำการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
หลี่อี้เกาหัวด้วยความเขินอาย "พี่เถี่ยนิว เมื่อก่อนข้ามันโง่เขลา เกียจคร้าน แถมยังทำเรื่องระยำไว้เยอะ หลายวันก่อนท่านพ่อมาเข้าฝันแล้วด่าทอข้าเสียยกใหญ่ หวังว่าตอนนี้จะยังกลับตัวทันนะ"
เหอเถี่ยนิวหัวเราะร่า "ไม่สายหรอก รู้จักสำนึกผิดก็ดีแล้ว! ข้าเห็นว่าน้องสะใภ้ทั้งสองคนก็เป็นคนรู้จักทำมาหากิน พวกเจ้าก็ตั้งใจพยายามหน่อย ขยันขันแข็งเข้าไว้ ชีวิตความเป็นอยู่จะต้องดีขึ้นแน่นอน"
เหอเถี่ยนิวดื่มโจ๊กไปสองชามใหญ่รวดเดียว เขาเกรงใจเกินกว่าจะตักชามที่สาม จึงวางชามและตะเกียบลงแล้วบอกว่าอิ่มแล้ว ก่อนจะรีบขอตัวกลับบ้านไป
หลังจากส่งเหอเถี่ยนิวกลับไปแล้ว หลี่อี้ก็นำไก่ป่าที่ล่ามาได้ในวันนี้ไปจัดการจนสะอาด หั่นครึ่งตัวแล้วเอาลงไปตุ๋นในหม้อ ไป๋เสวี่ยเอ๋อร์และอวี๋เฉี่ยวเชี่ยนต้องทนทุกข์ทรมานในคุกมาไม่น้อย ร่างกายจึงซูบผอมและทรุดโทรมอย่างหนัก ต้องค่อยๆ ใช้เมนูอาหารบำรุงให้กลับมาแข็งแรง
ส่วนไก่ป่าอีกตัวที่ล่าได้เมื่อวันก่อน หลี่อี้เอาไปขายที่ตลาดในตำบลอย่างเร่งรีบเพื่อแลกกับเกลือเม็ดหยาบและเต้าซี่อีกหนึ่งไหเล็ก เครื่องปรุงรสในยุคสมัยนี้มีน้อยจนน่าสงสาร ไม่เหมือนในยุคปัจจุบันที่อาหารหนึ่งจานมักจะต้องใช้เครื่องปรุงถึงสิบกว่าชนิด
ก่อนที่หลี่อี้จะทะลุมิติมา นอกจากจะชอบศึกษาเรื่องอาหารแล้ว เขายังชอบดูคลิปวิดีโอสอนทำของตามวิธีโบราณของบล็อกเกอร์คนหนึ่งด้วย เป็นซีรีส์การทำด้วยมือเปล่า ตั้งแต่สบู่ เกลือ เหล้า ไปจนถึงเครื่องมือต่างๆ ชื่อคลิปแต่ละตอนมักจะตั้งว่าทะลุมิติกลับไปยุคโบราณจะสร้างความร่ำรวยได้อย่างไร
ตอนนั้นเขาดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าวันนี้มันจะมีประโยชน์ขึ้นมาจริงๆ ยุคสมัยที่หลี่อี้อาศัยอยู่ในตอนนี้ช่างล้าหลังเหลือเกิน ข้าวของหลายอย่างที่คนยุคหลังมองว่าเป็นเรื่องปกติ กลับไม่เคยมีใครได้ยินหรือพบเห็นในยุคนี้เลย
เมื่อตุ๋นน้ำซุปไก่เสร็จแล้ว หลี่อี้ก็รีบเรียกอวี๋เฉี่ยวเชี่ยนกับไป๋เสวี่ยเอ๋อร์มากินข้าว
สีหน้าของไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ดูดีขึ้นมากและในที่สุดก็เริ่มมีความอยากอาหาร นางซดน้ำซุปไก่แสนอร่อยพลางฉีกยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นรูปสระอิ
[ท่านพี่ดีจังเลย ไม่ได้ไล่เสวี่ยเอ๋อร์ออกไปแถมยังไปหายามาให้ แล้วยังมีน้ำซุปไก่กับเนื้อไก่ให้กินอีก]
[ไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ ความประทับใจ +10]
หญิงสาวทั้งสองเอาแต่พูดว่าอร่อยไม่ขาดปาก แต่หลี่อี้กลับรู้สึกว่าในน้ำซุปยังมีกลิ่นคาวอ่อนๆ หลงเหลืออยู่ กระเพาะอาหารที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยอาหารรสเลิศในยุคปัจจุบัน หากอยากจะปรับตัวให้ชินกับที่นี่อย่างสมบูรณ์ คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่แน่นอนว่าถ้าถึงคราวที่หิวจนหน้ามืดขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่สนใจเรื่องจู้จี้จุกจิกพวกนี้แล้วล่ะ
วันรุ่งขึ้น ...
ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง เหอเถี่ยนิวก็รีบเดินทางมาด้วยความตื่นเต้น ในใจเขามุ่งมั่นอยากจะทำอิฐดินดิบให้เสร็จเร็วๆ จะได้รีบเรียนรู้วิธีสร้างเตียงเตากับหลี่อี้ ส่วนเมียของเถี่ยนิวเมื่อได้ยินว่าเมื่อคืนเขากินข้าวที่บ้านของหลี่ซาน ในใจของนางก็เริ่มคิดคำนวณ นางอยากให้เขาอยู่กินข้าวบ้านหลี่อี้ทั้งวันไปเลย จะได้ประหยัดเสบียงที่บ้านลงไปได้อีก
ช่วงเช้าทั้งสองคนช่วยกันเตรียมวัตถุดิบต่อ ความเร็วในการเข็นดินเหลืองของเหอเถี่ยนิวนั้นน่าทึ่งมาก เขาเข็นรถมาเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า แทบจะไม่หยุดพักเลย
ถึงช่วงเที่ยงวัน หลี่อี้ใช้น้ำมันไก่ที่เจียวออกมาได้นำไปผัดกับเห็ดแห้งที่แช่น้ำเตรียมไว้ กลายเป็นเมนูเห็ดผัดแบบง่ายๆ แค่เมนูอาหารพื้นบ้านธรรมดาๆ แบบนี้ แต่กลับทำให้เหอเถี่ยนิวเอ่ยปากชมไม่หยุด เขาเอาแต่พูดว่าอีกไม่กี่วันจะต้องเข้าป่าไปหาเห็ดแห้งมาบ้าง จะได้ให้เมียที่บ้านลองทำตามวิธีนี้ดู
หลี่อี้อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ในยุคข้าวยากหมากแพงที่ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหารแบบนี้ ของกินธรรมดาๆ ก็กลายเป็นอาหารเลิศรสบนโลกมนุษย์ได้ เขาแค่ใช้เทคนิคเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าไปอยู่ในวังหลวง เกรงว่าพวกพ่อครัวหลวงของจักรพรรดิฉีอู่คงได้ตกงานกันเป็นแถบแน่
จักรพรรดิฉีอู่: ขนาดชาวนาบ้านนอกยังทำอาหารเก่งกว่าพวกเจ้า แล้วข้าจะเก็บพวกเจ้าไว้ทำไม ลากตัวออกไป ตัดหัวให้หมด!
ช่วงบ่ายพวกเขาเริ่มผสมดินทำอิฐดินดิบ เหอเถี่ยนิวมองหลี่อี้ที่ผสมขี้เถ้าลงในดินด้วยสีหน้าสงสัย หลี่อี้ก็แค่อ้างว่าเป็นวิธีที่บังเอิญได้ยินมาจากในตัวอำเภอ ซึ่งจะทำให้อิฐแข็งแรงขึ้น เหอเถี่ยนิวจึงไม่ถามอะไรอีก และก้มหน้าก้มตาช่วยทำต่อไป
พวกเขาง่วนอยู่กับการทำงานถึงสามวันเต็มๆ อิฐดินดิบแต่ละก้อนถูกวางเรียงอย่างเป็นระเบียบจนเต็มลานบ้านของหลี่อี้ แถมยังลามออกไปถึงนอกลานบ้าน ถึงยังไงเหอเถี่ยนิวก็ต้องสร้างเตียงเตาให้แม่อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกลัวว่าจะทำออกมาเยอะเกินไปจนไม่ได้ใช้
แม้ว่าเหอเถี่ยนิวจะเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่ต้องให้ข้าวฟ่าง แต่หลี่อี้ก็มีความคิดความอ่านแบบคนยุคปัจจุบัน จึงรู้สึกว่าไม่ควรให้คนอื่นมาช่วยงานฟรีๆ หลังจากที่เหอเถี่ยนิวกลับบ้านไป หลี่อี้จึงจงใจตักข้าวฟ่างใส่ชามแล้วเอาไปให้เพื่อเป็นการขอบคุณ
เรื่องนี้ทำให้เมียของเหอเถี่ยนิวดีใจจนเนื้อเต้น นางแสดงความสนิทสนมประหนึ่งว่าเป็นพี่น้องกันแท้ๆ
"โอ๊ย น้องหลี่ซาน เจ้าก็เกรงใจเกินไปแล้ว! เถี่ยนิวบ้านข้าน่ะเรี่ยวแรงเยอะแยะ จะไปช่วยเจ้าทำงานนิดหน่อยมันจะเป็นอะไรไปล่ะ แค่เลี้ยงข้าวสักมื้อก็พอแล้ว พี่สะใภ้อย่างข้าไม่ใช่คนที่ไม่รู้ประสีประสาหรอกนะ"
บ้านของเหอเถี่ยนิวมีสองห้อง ห้องฝั่งตะวันออกเป็นห้องของเขากับเมียและลูกอายุยังไม่ถึงสองขวบ ส่วนห้องฝั่งตะวันตกเป็นห้องของแม่ที่ล้มหมอนนอนเสื่อมาหลายปี เห็นเรียกว่าแม่แก่ๆ แต่ความจริงแล้วอายุยังไม่ถึงห้าสิบปีเลยด้วยซ้ำ ทว่าความเจ็บป่วยและการขาดสารอาหารมานานปี ทำให้นางดูแก่ชราเสียยิ่งกว่ายายวัยเจ็ดสิบในยุคปัจจุบันเสียอีก ห้องนั้นมีลมโกรกจากทุกทิศทุกทาง สิ่งที่ใช้กันหนาวได้ก็มีเพียงผ้าห่มเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยขาดผืนเดียวเท่านั้น
ด้วยนิสัยใจคอที่คับแคบของเมียเถี่ยนิว การที่นางทนให้แม่ผัวที่เป็นอัมพาตมาหลายปีอยู่ในบ้านได้ ก็ถือว่าถึงขีดจำกัดของนางแล้ว