เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 - เรื่องด่วนที่สุด

บทที่ 23 - เรื่องด่วนที่สุด

บทที่ 23 - เรื่องด่วนที่สุด


ซ่า!

กู้เป่ยลุกพรวดขึ้นมาจากสระน้ำรวม เผยให้เห็นคราบมันลอยฟ่องอยู่บนผิวน้ำบริเวณที่เขาเพิ่งแช่ตัวเสร็จ

บรรดาลุง ๆ ในสระต่างพากันถอยห่างด้วยความกลัวว่าจะติดเชื้อ พอเห็นกู้เป่ยเดินจากไปก็ยังอดกระซิบกระซาบกันไม่ได้

ไอ้หนุ่มบ้านนอกนี่มาจากไหนเนี่ย สกปรกชะมัด

"พ่อหนุ่ม ไม่ได้ขัดขี้ไคลมาหลายวันแล้วล่ะสิ"

ช่างขัดขี้ไคลลงมือขัดพลางเอ่ยแซวด้วยรอยยิ้ม

อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ!

กู้เป่ยทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้าบนเตียงใหญ่ ทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจเสียงรอบข้าง

เมื่อคืนกลับมาดึกมากเขาจึงไม่อยากรบกวนคนในบ้าน พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ต้องพร้อมลุยอีกครั้ง

หลี่ซู่เฟินเห็นลูกชายเหนื่อยล้าจึงไม่เข้าไปกวน

กู้เป่ยยังไม่ทันได้กินข้าวเช้าก็รีบมาที่โรงอาบน้ำสาธารณะ พอเดินออกมาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ยังคงเป็นหนุ่มหล่อที่สุดในเขตตงเฉิงเช่นเคย

เขาปั่นจักรยานกลับบ้าน เรื่องไปบ้านตาเฒ่าหวังยังไม่ต้องรีบร้อน วันนั้นก็ไม่ได้นัดเวลาไว้ชัดเจน ถ้าสมิธอยากได้ของจริงก็ต้องรู้จักรอ

สัปดาห์นี้บ้านกู้มีเสบียงเหลือไม่มาก พอกู้เป่ยกลับถึงบ้านก็เห็นเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่นถูกซักและตากไว้เรียบร้อยแล้ว

"ลูกคนนี้นี่ ใช้เงินเปลืองอีกแล้วนะ"

ในห้องโถงกลางกู้เป่ยกำลังหยิบของฝากจากเซ่าซิงออกมาทีละชิ้น แม้จะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากแต่ก็เป็นของที่หาดูได้ยากในปักกิ่ง

มีทั้งผักกาดแห้ง หัวไชเท้าแห้ง เต้าหู้ยี้เสียนเฮิง และยังมีเหล้าเหลืองเซ่าซิงไหเล็ก ๆ อีกหนึ่งไห

"หนานหนาน พี่ซื้อถั่วฮุ่ยเซียงมาฝาก"

กู้หนานที่ยืนรออยู่ข้าง ๆ รีบคว้าไปทันที เธอหยิบขึ้นมาโยนเข้าปากหนึ่งเม็ด พอได้ลิ้มรสหน้าตาก็บิดเบี้ยวไปหมด

ใครที่เคยอ่านเรื่องขงอี้จี่คงต้องเคยได้ยินชื่อถั่วฮุ่ยเซียงกันทั้งนั้น

'มีมากไหม ไม่มากแล้ว'

กู้เป่ยเพิ่งเคยได้กินของแท้เป็นครั้งแรกตอนไปเซ่าซิงนี่แหละ จะว่ายังไงดีล่ะ

รู้ไว้แค่ว่ามีของแบบนี้อยู่บนโลกก็พอ อย่าไปลองสุ่มสี่สุ่มห้าเลย

รสชาติมันแปลก ๆ ทั้งแห้งทั้งแข็งเหมือนก้อนหิน คนที่ฟันไม่ดีมีหวังฟันบิ่นแน่

"พี่! นี่มันอะไรเนี่ย"

กู้หนานกระแทกถุงลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด

เอาล่ะ!

เก็บไว้เป็นกับแกล้มให้กู้เซี่ยวอู่ก็แล้วกัน

หลี่ซู่เฟินดูอารมณ์ดีไม่น้อย แม้จะบ่นเรื่องลูกชายใช้เงินเก่ง แต่การที่ออกไปข้างนอกแล้วรู้จักซื้อของมาฝากคนในบ้านก็ถือว่าน่าชื่นชม

สองวันนี้คงไม่ต้องปวดหัวเรื่องกับข้าวแล้ว ส่วนที่เหลือก็เอาไปแจกจ่ายเพื่อนบ้านเพื่อกระชับมิตรได้อีก

เรื่องอร่อยไม่อร่อยเอาไว้ก่อน ถือว่าให้ลองชิมของแปลกก็แล้วกัน

"พี่! หมดแล้วเหรอ"

กู้หนานยังไม่ยอมแพ้ ชะเง้อคอมองเข้าไปในกระเป๋า

"อะนี่!"

กู้เป่ยหยิบห่อเล็ก ๆ ออกมาอีกห่อ ข้างในเป็นขนมเซียงเกาและปิ่งย่างของดีเมืองเซ่าซิง

"ขอบคุณค่ะพี่!"

แค่ได้กลิ่นหอมทะลุกระดาษห่อออกมา กู้หนานก็ร้องดีใจ ก่อนที่หลี่ซู่เฟินจะทันได้ยึด เธอก็หันหลังวิ่งแจ้นไปหาเพื่อน ๆ เพื่อแบ่งขนมกันกินเสียแล้ว

แจกจ่ายของฝากเสร็จสรรพ

"แม่! ผมมีธุระต้องออกไปข้างนอกหน่อยนะ"

หลี่ซู่เฟินที่กำลังเก็บกวาดอยู่หันมาถาม "เพิ่งกลับมาแท้ ๆ วันหยุดทั้งทีไม่ยอมอยู่บ้าน จะไปไหนอีกล่ะ"

"เสี่ยวเป่ยโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว คุณจะไปจู้จี้อะไรนักหนา"

กู้เซี่ยวอู่พูดพลางขยิบตาให้ภรรยา

สามีภรรยาอยู่กินกันมาตั้งยี่สิบกว่าปี เรื่องแค่นี้มองตาก็รู้ใจ

กู้เป่ยออกไปข้างนอกติดกันสองสุดสัปดาห์แล้ว แบบนี้มันต้องมีอะไรแน่ ๆ

อย่างเช่น ...

มีแฟนแล้ว!

หลี่ซู่เฟินเข้าใจความหมายทันที ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างผู้ที่ผ่านโลกมามาก "เสี่ยวเป่ย! จะพามาให้แม่ดูตัวเมื่อไหร่ล่ะ"

เอ่อ ...

ทำไมถึงโยงไปเรื่องนั้นได้เนี่ย!

"แม่! ผมเพิ่งจะสิบเก้าเอง จะรีบไปไหน"

อายุสิบเก้าในยุคก่อนยังถือว่าเป็นเด็กอยู่เลย

แต่สำหรับยุคนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ขอแค่มีงานทำ ในสายตาของพ่อแม่และคนรอบข้างก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ในเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องแต่งงานมีครอบครัวก็ต้องรีบจัดการให้เรียบร้อย

โดยเฉพาะในครอบครัวกู้อย่างพวกเขา กู้เซี่ยวอู่กับหลี่ซู่เฟินแต่งงานช้า ตอนคลอดกู้เป่ยก็อายุยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดเข้าไปแล้ว พอมองดูเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันที่บางคนได้อุ้มหลานกันแล้ว พวกเขาก็อดอิจฉาไม่ได้

พอเห็นกู้เป่ยไม่ยอมตอบ หลี่ซู่เฟินก็คิดว่าลูกชายคงเขิน

"ได้ ๆ แม่ไม่รีบ ไม่ถามแล้ว เย็นนี้จะกลับมากินข้าวไหม"

เอาเข้าไป!

นี่กะจะฟันธงให้ได้เลยใช่ไหมว่าเขามีแฟนแล้ว

กู้เป่ยขี้เกียจอธิบาย ปล่อยให้เข้าใจผิดไปก็แล้วกัน

แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน วันหลังจะออกไปข้างนอกช่วงสุดสัปดาห์จะได้มีข้ออ้าง

เขากลับเข้าห้องไปห่อภาพวาดให้เรียบร้อยแล้วยัดใส่กระเป๋าหิ้ว ก่อนจะเข็นจักรยานออกจากบ้านไป

เรื่องหาเงินต่างหากที่สำคัญที่สุด ใครจะไปมีเวลาหาแฟนกันล่ะ!

"หนานหนาน พี่สาวเธอไปไหนน่ะ"

จีเพยเจี๋ยที่อยู่บ้านข้าง ๆ มองผ่านหน้าต่างเห็นกู้เป่ยเข็นจักรยานออกไปจึงเอ่ยถามลอย ๆ พลางหยิบปิ่งย่างขึ้นมาเคี้ยวช้า ๆ รสชาติออกเค็ม ๆ หวาน ๆ ตอนแรกอาจจะไม่คุ้นชิน แต่พอกินไปกินมากลับรู้สึกติดใจเสียอย่างนั้น

"ฉันจะไปรู้ได้ไง เอ๊ะ เธอยังอ่านหนังสือเล่มนั้นอยู่อีกเหรอ"

กู้หนานพูดพลางมองไปที่หนังสือความฝันในหอแดงที่วางอยู่ข้างมือจีเพยเจี๋ย จากที่เธอรู้จักเพื่อนคนนี้ การที่จะสนใจอะไรได้นานขนาดนี้นับว่าเป็นเรื่องแปลกมาก

"อ่านสิ! ฉันว่ามัน ... ก็สนุกดีนะ"

"เธอตั้งใจจะไปเป็นนักแสดงจริง ๆ เหรอ"

หลิวเป้ยที่กำลังกินขนมเซียงเกาอยู่เอ่ยถาม ปกติแล้วแม่ไม่ยอมให้เธอกินของหวานแบบนี้เพราะกลัวจะเสียเส้นเสียง

แต่เด็กสาววัยสิบสามสิบสี่คนไหนบ้างล่ะจะไม่ชอบของหวาน!

"ก็ลองดูสิ พวกเธออยากไปลองด้วยกันไหมล่ะ"

ดวงตาของหลิวเป้ยเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะหม่นลงอย่างรวดเร็ว "ช่างเถอะ แม่ฉันคงไม่ยอมแน่"

เป้าหมายของคุณน้าหลิวคือการปั้นให้หลิวเป้ยเป็นนางเอกงิ้วชื่อดังบนเวที เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้ถือว่าอยู่นอกสายตา

"หนานหนาน แล้วเธอล่ะ"

"ฉันเหรอ พี่บอกให้ฉันตั้งใจเรียน โตขึ้นจะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย"

จีเพยเจี๋ยได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าผิดหวัง "ทำไมเธอต้องเชื่อฟังพี่สาวไปซะทุกเรื่องเลยล่ะ"

กู้หนานกลอกตา "ไม่ต้องมาว่าฉันเลย เธอก็เหมือนกันนั่นแหละ พอพี่บอกให้ขโมยบุหรี่ที่บ้านเธอก็ช่วยขโมย พอพี่บอกให้เลิกสนใจบทหลินไต้อวี้แล้วหันไปเอาดีบทแม่ชีเมี่ยวอวี้ เธอก็ ..."

"ฉัน ... ฉันตัดสินใจเองต่างหาก ไม่เกี่ยวกับพี่เป่ยสักหน่อย"

แม่หนูตัวน้อยยังคงปากแข็ง พูดจบก็หยิบปิ่งย่างไส้ผักกาดแห้งขึ้นมาอีกชิ้น

รสชาตินี้มันหยุดกินไม่ได้จริง ๆ

ตัดภาพมาที่กู้เป่ย หลังจากออกจากเขตบ้านพักเขาก็มุ่งหน้าไปยังบ้านของตาเฒ่าหวัง ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกล ปั่นจักรยานประมาณยี่สิบนาทีก็ถึง

ส่วนเรื่องที่ว่าบ้านอยู่ใกล้กันขนาดนี้ วันหน้าจะมีปัญหาตามมาหรือไม่นั้น ไม่ต้องกังวลเลย ปักกิ่งคนตั้งเยอะแยะ ต่อให้อยู่บ้านติดกันก็อาจจะไม่ได้เจอกันเลยทั้งชีวิตก็ได้

ในเวลานี้ที่บ้านของตาเฒ่าหวัง สมิธกำลังชะเง้อคอรออย่างใจจดใจจ่อ เขาจองตั๋วเครื่องบินกลับวันพุธหน้าแล้ว ถ้าวันนี้ยังหาของจริงไม่ได้ก็คงต้องกลับประเทศมือเปล่า

ของเก่าคร่ำครึที่โดนหลอกขายว่าเป็นของล้ำค่าก่อนหน้านี้ หลังจากให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตรวจสอบแล้ว เอาไปชั่งกิโลขายเป็นของเก่ายังได้ราคาแค่ไม่กี่เหมาเอง

"คุณหวัง เด็กคนนั้นจะไม่มาแล้วใช่ไหม"

สมิธร้อนใจจนนั่งไม่ติด ลุกขึ้นเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง

ตาเฒ่าหวังปรายตามองพร้อมกับยิ้มมุมปาก "คุณสมิธ ใจเย็น ๆ สิครับ ของดีก็ต้องใช้เวลารอ ถ้าวันนี้ได้เห็นของจริง จะให้รอนานแค่ไหนก็คุ้ม"

พูดจบเขาก็หันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นี่คือผู้ช่วยที่สมิธจ้างมา เห็นได้ชัดว่าฝรั่งคนนี้ไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไปแล้ว

"อาจารย์หม่า!"

"เกรงใจไปแล้วครับ คุณเป็นผู้อาวุโสในวงการ เรียกผมว่าเสี่ยวหม่าก็พอ"

ถ้ากู้เป่ยอยู่ที่นี่ เขาคงจำชายหนุ่มคนนี้ได้ตั้งแต่แรกเห็น อีกยี่สิบปีข้างหน้าคนคนนี้จะเป็นถึงบุคคลมีชื่อเสียงในวงการนักสะสมของปักกิ่งเชียวนะ

หม่าเว่ยตูนั่นเอง!

แต่ตอนนี้หม่าเว่ยตูยังเป็นแค่คนมีชื่อเสียงระดับเล็ก ๆ เท่านั้น หลังจากกลับเข้าเมืองมาเมื่อปีก่อน เขาก็ถูกจัดสรรให้ไปเป็นช่างกลึงที่โรงงานซ่อมเครื่องจักร ครึ่งปีแรกของปีนี้เขาเพิ่งตีพิมพ์นิยายเรื่อง 'คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง' ลงในหนังสือพิมพ์เยาวชน และประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่วงการวรรณกรรมของปักกิ่ง

ที่เขารู้จักกับสมิธก็เพราะมีเพื่อนแนะนำ สมิธรู้ว่าเขามีความรู้เรื่องวัตถุโบราณและภาพวาดเขียนอย่างลึกซึ้งจึงขอให้มาช่วยดูของให้

แน่นอนว่าไม่ได้มาช่วยฟรี ๆ ค่าตัวแต่ละครั้งก็ต้องมีสามสิบห้าสิบหยวน ซึ่งพอ ๆ กับเงินเดือนทั้งเดือนของหม่าเว่ยตูเลยทีเดียว

แต่ที่สำคัญที่สุดคือการได้มีโอกาสเห็นของจริงต่างหาก

"ดูท่าทางอายุยังน้อย เมื่อก่อนที่บ้านมีคนอยู่ในวงการนี้ด้วยหรือ"

หม่าเว่ยตูรู้ดีว่าตาเฒ่าหวังกำลังหยั่งเชิงเขาอยู่

"คุณหวัง คุณ ..."

เพิ่งจะอ้าปากพูดก็มีเสียงตะโกนดังมาจากหน้าประตู

"ตาเฒ่าหวัง ฉันมาแล้ว"

เฮอะ!

เรียกซะ ...

หม่าเว่ยตูได้ยินก็อดขำไม่ได้

ตาเฒ่าหวังหน้าเจื่อน ยังไม่ทันได้อ้าปากประตูก็ถูกผลักออก คนที่เดินเข้ามาก็คือกู้เป่ย

"ไอ้หนู แกยังกล้ามาอีกเหรอ"

กู้เป่ยปรายตามองตาเฒ่าหวังแล้วหัวเราะ "ทำไมจะรไม่กล้าล่ะ หรือว่าคุณจะปล้นผม"

เอ่อ ...

ตาเฒ่าหวังจุกจนพูดไม่ออก จึงตัดสินใจเงียบไป วันนี้เขาแค่ทำหน้าที่จัดหาสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าและรับค่านายหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

แถมตาเฒ่าคนนี้ยังแอบหวังจะรอดูความอัปยศของกู้เป่ยด้วย

เรื่องสายตาแหลมคม ตาเฒ่าหวังยอมรับว่าเขาสู้กู้เป่ยที่เป็นคนหนุ่มไม่ได้ ภาพปลอมของเหวินเจิงหมิงใบนั้น เขาเองก็ใช้เวลาหลายปีถึงจะดูออกว่ามีจุดบกพร่อง แต่กู้เป่ยกลับมองแค่ครึ่งภาพก็ฟันธงได้เลยว่าเป็นของปลอม

แต่เขาก็คลุกคลีอยู่ในวงการของเก่ามานาน ของที่กู้เป่ยเอามาถ้ามีตำหนิแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ ...

หึหึ!

"สวัสดีครับเพื่อน คุณ ... เอาของมาหรือเปล่า"

สมิธไม่สนใจ 'ความบาดหมาง' ระหว่างกู้เป่ยกับตาเฒ่าหวัง สิ่งเดียวที่เขาสนใจตอนนี้คือวันนี้จะได้เห็นของจริงหรือไม่

รอมาครึ่งค่อนวัน สมิธร้อนรนใจจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว

"นี่คือเพื่อนของผม คุณหม่า เขาได้ยินเรื่องนี้ก็เลยอยากมาชมด้วยน่ะครับ"

สมิธแกล้งแนะนำหม่าเว่ยตูอย่างไม่ใส่ใจนัก

หืม

เมื่อกี้ไม่ได้สังเกต พอมาพิจารณาดูดี ๆ กู้เป่ยก็รู้สึกคุ้นหน้า ตาเล็ก ๆ หางตาตก ๆ มีรอยย่นข้างแก้มลึกสองเส้น

เหล่าหม่างั้นเหรอ!

กู้เป่ยรู้จักหม่าเว่ยตู ในชาติก่อนเขาเคยเจออีกฝ่ายอยู่สองสามครั้ง ของบางชิ้นที่หม่าเว่ยตูไม่แน่ใจก็ยังเคยให้เขาช่วยดูให้ ความสัมพันธ์ถือว่าไม่ลึกซึ้งแต่ก็ไม่ห่างเหิน

หม่าเว่ยตูกำลังจะอ้าปากพูด แต่พอสบตากับกู้เป่ยเขาก็สะดุ้งโหยง

ไอ้หมอนี่รู้จักเราเหรอ

ในความทรงจำไม่เห็นมีคนคนนี้เลยนี่นา

"เรามาดูของกันก่อนดีกว่า ตาเฒ่าหวัง วันนี้ฉันจะเปิดหูเปิดตาให้คุณเอง"

พูดจบกู้เป่ยก็หยิบม้วนภาพที่ห่ออย่างแน่นหนาออกมาจากกระเป๋าหิ้ว เขาแกะผ้าห่อออกแล้วคลายเชือกผูก

ตาเฒ่าหวังเห็นดังนั้นก็รีบเดินเข้าไปจะรับของแต่กู้เป่ยเบี่ยงตัวหลบ

"คุณหม่า รบกวนคุณช่วยจับหน่อยได้ไหมครับ"

หม่าเว่ยตูชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา เขาไม่ปฏิเสธเพราะวันนี้เขามาเพื่อสิ่งนี้อยู่แล้ว จึงเดินเข้าไปจับปลายภาพด้านหนึ่งไว้และค่อย ๆ กางออกพร้อมกับกู้เป่ย

"แกไม่กลัวฉันพังงานหรือไง"

กู้เป่ยยิ้ม

ก็อย่างที่บอก ของปลอม ยิ่งปลอมก็ยิ่งไม่กลัวคนดู

จบบทที่ บทที่ 23 - เรื่องด่วนที่สุด

คัดลอกลิงก์แล้ว