- หน้าแรก
- ภรรยาของฉันเป็นท่านลอร์ดผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 206 แส้แห่งพันธสัญญา
บทที่ 206 แส้แห่งพันธสัญญา
บทที่ 206 แส้แห่งพันธสัญญา
บทที่ 206 แส้แห่งพันธสัญญา
"ใต้เท้าทุกท่าน ทหารทั้งสามประเภทนี้คือของขวัญที่สมาคมการค้าอัคเตของพวกเราได้ตระเตรียมไว้ให้พวกท่านในครั้งนี้ ไม่ทราบว่าพวกท่านพึงพอใจหรือไม่"
"พึงพอใจยิ่งนัก"
"พูดมาเถิด บอกราคามาได้เลย"
เหล่าขุนนางที่อยู่บนแท่นยกสูงย่อมต้องพึงพอใจเป็นธรรมดา เพราะทหารทั้งสามประเภทนี้ หากผู้ใดได้ครอบครองไปสักประเภทหนึ่ง ย่อมสามารถสร้างผลกำไรและเกียรติยศอย่างมหาศาลในการเดินทัพสู่แดนใต้ได้อย่างแน่นอน ตราบใดที่โชคชะตาของพวกเขาไม่ได้ย่ำแย่จนเกินไปนัก
เหล่าใต้เท้าบนแท่นยกสูงไม่อาจหักห้ามความใจร้อนได้อีกต่อไป เมื่อเห็นว่าผู้ดำเนินรายการยังคงเอ่ยคำพูดเยิ่นเย้อ จึงได้ส่งเสียงเร่งรัดขึ้นมาโดยตรง
"ขอรับใต้เท้าทุกท่าน เช่นนั้นข้าพเจ้าจะขอแจ้งราคาโดยตรงเลยก็แล้วกัน"
"ทหารหอกมีจำนวนทั้งหมด 50 นาย ราคาเริ่มต้นที่ 100 เหรียญทอง"
"ทหารดาบมีจำนวน 30 นาย ราคาเริ่มต้นที่ 150 เหรียญทอง"
"ทหารธนูยาวมีจำนวน 20 นาย ราคาเริ่มต้นที่ 200 เหรียญทอง"
"นี่คือราคาเริ่มต้นของพวกเขา มีใต้เท้าท่านใดปรารถนาจะมอบนามให้แก่พวกเขาเป็นท่านแรกหรือไม่"
สิ่งที่เรียกว่าการมอบนามนั้น แท้จริงแล้วก็คือการซื้อขายครอบครองนั่นเอง แม้ว่าการค้าขายทหารทาสจะเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในโลกใบนี้ ทว่าเหล่าเจ้าของทาสต่างก็มีฐานะเป็นขุนนางเช่นกัน เพื่อเป็นการตกแต่งการค้าขายให้ดูงดงามและมีอารยะขึ้นมาเล็กน้อย พวกเขาจึงใช้ถ้อยคำในการเจรจาให้ดูสละสลวยยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ทหารทาสเหล่านี้ล้วนไม่มีชื่อนามมาตั้งแต่ต้น นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่พวกเขาเข้ารับการฝึกฝนจากเจ้าของทาส พวกเขาจะมีเพียงรหัสเรียกขานเท่านั้น ต่อเมื่อถูกซื้อตัวไปโดยนายท่านคนใหม่ พวกเขาจึงจะได้รับชื่อนามอันเป็นมงคลที่นายท่านคนใหม่มอบให้
สิ้นเสียงประกาศของผู้ดำเนินรายการ ทุกผู้คนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่นั่งอยู่บนแท่นยกสูงหรือกลุ่มคนผู้นั่งชมอยู่ภายนอกรั้วกั้น ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันในทันที พวกเขาล้วนตื่นตะลึงกับราคาที่ได้ยินเป็นอย่างยิ่ง
พึงรู้ไว้ว่า เงินจำนวน 200 เหรียญทองนั้น มากพอที่จะนำไปจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่กองกำลังอารักขาทั่วไปได้มากกว่าหนึ่งพันนาย ทว่าในยามนี้กลับสามารถซื้อทหารธนูยาวได้เพียง 20 นายเท่านั้น
ฝ่ายผู้ดำเนินรายการนั้นคุ้นชินกับภาพเหตุการณ์เช่นนี้เป็นอย่างดี เขาเผยรอยยิ้มพลางก้าวเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าทหารหอกนายหนึ่ง ก่อนจะชักมีดสั้นเล่มคมออกมาจากอกเสื้อ แล้วตวัดกรีดลงบนท่อนแขนของทหารหอกผู้นั้น เกิดเป็นบาดแผลลึกยาวถึง 5 เซนติเมตร
เมื่อกลุ่มคนผู้เฝ้าชมได้เห็นการกระทำของผู้ดำเนินรายการ และเห็นใบมีดอันคมกริบบาดลึกผ่านผิวเนื้อบนท่อนแขนของทหารหอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่บาดแผลนั้นปริแยกจนเห็นเนื้อในของทหารทาส ผู้อื่นที่มองดูอยู่ต่างก็รู้สึกเสียวแปลบที่ท่อนแขนของตนเองจนหนังศีรษะชาหนึบไปตามๆ กัน
การกระทำของผู้ดำเนินรายการไม่ได้เกิดจากการเสียสติแต่อย่างใด เขาเพียงต้องการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าอันแท้จริงของทหารทาสเหล่านี้เท่านั้น
ในยามที่ผู้ดำเนินรายการชักมีดสั้นออกมา แล้วจรดคมมีดลงบนท่อนแขนของทหารหอก ทหารผู้นั้นกลับไม่ได้กะพริบตาเลยแม้แต่แวบเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ร่างกายของเขายังคงตั้งตรงแน่วแน่ราวกับรูปสลักหิน
และเมื่อใบมีดสั้นกรีดลึกจนโลหิตสีแดงฉานรินไหลออกมาไม่ขาดสาย ทหารผู้นั้นก็ยังคงมีท่าทีราวกับไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด แม้ว่าร่างกายจะประกอบขึ้นด้วยเลือดเนื้อทว่าผู้คนรอบข้างที่จ้องมองอยู่ ต่างรู้สึกว่าไม่มีผู้ใดเลยที่จะสามารถทนทานต่อความเจ็บปวดสาหัสเช่นนั้นได้
การกระทำของผู้ดำเนินรายการและการแสดงออกของทหารทาส ได้ช่วยกระตุ้นความปรารถนาของเหล่าใต้เท้าบนแท่นยกสูงให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ขุนนางหลายท่านที่ไม่อาจเก็บงำความต้องการไว้ได้อีกต่อไปเริ่มส่งเสียงขานราคาออกมา
"ทหารธนูยาวกลุ่มนั้น ข้าเอา"
"ข้าก็ต้องการทหารธนูยาวเช่นกัน ข้าให้ราคา 201 เหรียญทอง"
"ข้าต้องการทหารดาบ..."
เมื่อมีคนเริ่มเปิดฉาก ผู้คนจำนวนมากต่างก็ทยอยเข้าร่วมการแข่งขันประมูลในครั้งนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่ตัวของเหล่าเจ้าของทาสเองก็ใช่ว่าจะสามารถฝึกฝนทหารทาสที่จงรักภักดีและไร้ความกลัวราวกับนักรบเดนตายเช่นนี้ออกมาได้ในทุกๆ ปี
แม้ว่าในลานฝึกแห่งนี้จะมีทหารทาสปรากฏกายอยู่เพียงหนึ่งร้อยนาย ทว่าพวกเขาลูกคัดสรรมาจากผู้คนนับ 1,000 ชีวิต และถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากการสูญเสียชีวิตของเพื่อนร่วมชะตากรรมไปถึง 900 ชีวิตเลยทีเดียว
กระนั้น จุดสนใจในการแข่งขันประมูลของทุกผู้คนกลับตกไปอยู่ที่ทหารดาบและทหารธนูยาวเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลสำคัญเป็นเพราะผู้ที่เดินทางมาซื้อทหารทาสในครั้งนี้ ส่วนมากเป็นเพียงขุนนางระดับล่าง ขุนนางระดับล่างเหล่านี้มีหน้าที่เป็นเพียงทัพหน้าภายใต้การบังคับบัญชาของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พวกเขาจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในยามที่ต้องบุกเข้าตีเมือง การรบในสมรภูมิทุ่งโล่ง หรือการลอบโจมตีอย่างฉับพลัน ทว่าเมื่อใดที่สงครามเผชิญหน้าขนาดใหญ่ปะทุขึ้น กำลังหลักในการรบย่อมต้องเป็นขบวนทัพทหารราบและกองทัพทหารม้าของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ดั้งเดิม
การนำทหารกองโจรจำนวนไม่กี่สิบคนที่ขุนนางระดับล่างรวบรวมขึ้นมา ไปเข้าต่อกรกับขบวนรบทหารราบของกองทัพหลวง ผลลัพธ์ย่อมมีเพียงการถูกระดมยิงจนร่างพรุนราวกับเม่นเท่านั้น
ดังนั้น ทหารธนูยาวและทหารดาบจึงเป็นกลุ่มทหารที่สอดคล้องกับความต้องการในสมรภูมิของขุนนางระดับล่างได้อย่างพอดิบพอดี
ขบวนรบทหารหอกที่มีจำนวนเพียง 50 นายนั้น ถือว่ามีข้อจำกัดมากเกินไปสำหรับขุนนางระดับล่าง เนื่องจากจะสามารถสำแดงอานุภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในศึกทุ่งโล่งที่เปิดกว้างเท่านั้น ทำให้ความคุ้มค่าต่อราคาที่ต้องจ่ายไปไม่สูงนัก หากต้องแตกกระบวนรบเพื่อบุกตะลุย สู้พวกเขาใช้เงินจำนวนนี้ไปจัดตั้งกองกำลังอารักขาของตนเองขึ้นมาเพิ่มยังจะดีเสียกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ทวนของทหารหอกเหล่านี้ยังมีความยาวถึง 5 เมตร
ในเมื่อยามนี้มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า ย่อมเป็นธรรมดาที่ตัวเลือกอันคุ้มค่ามากกว่าจะตรงใจของเหล่าใต้เท้าขุนนาง
เมื่อเห็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่บนแท่นยกสูงกำลังแข่งขันประมูลทหารธนูและทหารดาบกันอย่างดุเดือด ผู้ดำเนินรายการก็รู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น เขาไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์พลางเอ่ยขึ้นทันที "ใต้เท้าทุกท่านโปรดฟังข้าพเจ้าก่อน ในเมื่อใต้เท้าทุกท่านต่างก็ให้ความสำคัญกับทหารธนูยาว เช่นนั้นพวกเรามาตัดสินสิทธิ์ในการมอบนามของทหารธนูยาวกลุ่มนี้กันก่อนเถิดขอรับ"
"ใต้เท้าท่านเมื่อครู่นี้ให้ราคาไว้ที่ 201 เหรียญทอง ไม่ทราบว่ามีใต้เท้าท่านใดปรารถนาจะให้ราคาสูงกว่านี้อีกหรือไม่"
การที่สมาคมการค้าอัคเตเชิญชวนขุนนางจำนวนมากให้ขึ้นมาบนแท่นยกสูง พร้อมทั้งจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มรสเลิศไว้คอยต้อนรับ ก็เพื่อผลลัพธ์ในยามนี้นี่เอง ราคา 200 เหรียญทองถือเป็นราคาที่พวกเขามีกำไรอยู่แล้ว ทว่าย่อมไม่มีผู้ใดปฏิเสธหากสามารถหาเงินได้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในยามที่มีผู้สนใจในตัวสินค้าชิ้นเดียวกันหลายฝ่าย จึงเป็นช่วงเวลาทองที่สมาคมการค้าจะได้กอบโกยผลกำไรจากผู้ที่เสนอราคาสูงที่สุด
"205 เหรียญทอง ข้าต้องได้ครอบครองทหารธนูยาวกลุ่มนี้"
สิ้นเสียงของผู้ดำเนินรายการ ขุนนางผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนผู้หนึ่งก็รีบส่งเสียงขานราคาออกมาในทันที
"210 เหรียญทอง..."
"215 เหรียญทอง..."
ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ขุนนางเจ็ดถึงแปดท่านบนแท่นยกสูงต่างผลัดกันขานราคาอย่างต่อเนื่อง ดันราคาของทหารธนูเหล่านี้ที่เดิมทีมีราคาเพียง 200 เหรียญทอง ให้พุ่งทะยานไปถึง 240 เหรียญทอง แม้ว่าด้านหลังจะมีสาวใช้คอยโบกพัดให้ความเย็นอยู่ตลอดเวลา ทว่าบนหน้าผากของขุนนางบางท่านที่เข้าร่วมการประมูลกลับเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาให้เห็น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ราคาในยามนี้ได้พุ่งสูงจนถึงขีดจำกัดที่พวกเขาจะสามารถแบกรับได้ไหวแล้ว
ในความเป็นจริงแล้ว เจอร์วิสเองก็มีความปรารถนาในตัวของทหารธนูยาวเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย เพราะทหารธนูยาวเหล่านี้เชี่ยวชาญทั้งวิชาดาบและศาสตร์แห่งการยิงธนู นับเป็นยอดฝีมือในหมู่ทหารธรรมดาทั่วไปของโลกใบนี้ ทว่าเมื่อได้ยินราคาประมูลและตระหนักได้ว่ากองกำลังอารักขาส่วนตัวของตนเองนั้นมีอาวุธปืนอยู่แล้ว เขาจึงได้ล้มเลิกความคิดนั้นไป
"250 เหรียญทอง"
ในยามที่ขุนนางผู้ร่วมประมูลรายอื่นเริ่มเงียบเสียงลง และทหารธนูยาวทั้ง 20 นายกำลังจะตกเป็นของผู้ที่เสนอราคา 240 เหรียญทอง เสียงขานราคาครั้งใหม่ก็ดังก้องขึ้นมาในลานประมูล เจอร์วิสและแพตต่างคุ้นเคยกับน้ำเสียงนี้เป็นอย่างดี เพราะนั่นคือเสียงของเควินนั่นเอง
"250 เหรียญทอง ใต้เท้าท่านนั้นเสนอราคาที่ 250 เหรียญทอง มีใต้เท้าท่านใดปรารถนาจะเสนอราคาสูงกว่านี้อีกหรือไม่"
ผู้ดำเนินรายการเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระทึกใจ
ทว่าเห็นได้ชัดว่าราคา 240 เหรียญทองนั้นคือขีดจำกัดของขุนนางเหล่านั้นแล้ว หลังจากที่ผู้ดำเนินรายการร้องประกาศจนครบสามครั้งและเห็นว่าไม่มีผู้ใดขานราคาเพิ่มอีก แม้ในใจจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ทว่าบนใบหน้าของเขายังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอันเบิกบาน จากนั้นจึงได้หันไปเอ่ยกับเควินด้วยความนอบน้อม "ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าหนุ่มท่านนี้ด้วยขอรับ ที่ได้รับสิทธิ์ในการมอบนามให้แก่ทหารธนูทั้ง 20 นาย"
ในเวลาต่อมา ผู้รับใช้สามคนพร้อมกับถาดเงินอันหรูหราได้ก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเควิน ในยามนั้น สายตาของทุกผู้คนในลานประมูลต่างจับจ้องไปที่เควินเป็นตาเดียว เควินลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยท่าทางอันองอาจพองโต ก่อนจะหยิบถุงเงินสามถุงออกมาจากอกเสื้อ หลังจากนับเหรียญทองจำนวนหนึ่งออกจากถุงหนึ่งในนั้นแล้ว เขาก็ส่งมอบถุงเงินทั้งสามให้แก่ผู้รับใช้
ผู้รับใช้ทั้งสามคนยกถาดที่เต็มไปด้วยเหรียญทองคำกลับเข้าไปในกระโจมที่อยู่ใกล้เคียง เพียงครู่เดียว ผู้ดำเนินรายการก็ก้าวเดินออกมาจากกระโจมพร้อมกับถือแส้เส้นเล็กอยู่บนมือ แส้เส้นนั้นมีความงดงามน่ามองยิ่งนัก แม้ว่าจะค่อนข้างสั้น โดยมีความยาวเพียงสามสิบเซนติเมตรเท่านั้น
ผู้ดำเนินรายการรีบก้าวขึ้นมาบนแท่นยกสูงพลางประคองแส้เส้นนั้นด้วยมือทั้งสองข้าง มอบให้แก่เควินด้วยความเคารพ
เควินรับแส้เส้นนั้นมา ก่อนจะชูมันขึ้นสูงด้วยความภาคภูมิใจพลางกวาดสายตามองไปรอบกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่เขาทอดสายตามายังเจอร์วิสและแพต ดวงตาของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยแววตาแห่งการท้าทายอย่างเด่นชัด