- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตหมอกมรณะ สู่เส้นทางเทพเร้นลับ
- บทที่ 27 - เด็กสาวกีบเท้าแกะ
บทที่ 27 - เด็กสาวกีบเท้าแกะ
บทที่ 27 - เด็กสาวกีบเท้าแกะ
บทที่ 27 - เด็กสาวกีบเท้าแกะ
เธอมัน "สอง" จริงๆ ด้วย
ทว่า ขณะที่คำพูดล้อเล่นกำลังจะหลุดออกจากปาก เจียงหลินก็คิดว่าช่างมันเถอะ
เสี่ยวอิ๋งเชื่อฟังมากเกินไป เธอให้ความสำคัญกับความคิดของเขาเป็นพิเศษ
และด้วยเหตุนี้ เจียงหลินจึงรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพูดจาล้อเล่นเวลาที่คุยกับเธอ มีอะไรก็พูดไปตรงๆ เธอสามารถทำตามได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ถ้าจะใช้สำนวนเปรียบเทียบก็คงจะเรียกว่า ว่านอนสอนง่าย นั่นแหละ
ใช่แล้ว เสี่ยวอิ๋งมีดีทุกอย่าง ทั้งเชื่อฟัง ฉลาด ช่างสังเกต
แต่เธอก็มักจะทำตามคำสั่งและกฎเกณฑ์ของเจียงหลินอย่างเคร่งครัด จนดูจริงจังและทื่อเกินไปหน่อย
นิสัยแบบนี้อาจจะทำให้รู้สึกอุ่นใจและพึ่งพาได้ แต่มันก็ทำให้รู้สึกห่างเหินอย่างบอกไม่ถูก จนเผลอคิดว่าเธอเป็นแค่เครื่องมือไปโดยปริยาย
แต่อย่างว่าแหละ เธอเพิ่งจะเกิดมาได้ไม่นาน ทัศนคติหลายๆ อย่างก็ขึ้นอยู่กับเจียงหลิน บางทีเขาควรจะให้เวลาเธอปรับตัวสักหน่อย
ในเมื่อตกลงแผนการได้แล้ว เจียงหลินก็ไม่ลังเลอีก เขาพาเสี่ยวอิ๋งเดินหน้าต่อไปยังเทือกเขาที่ไม่รู้จัก
ตอนนี้เวลา 11:25 น. ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าไปในหมอกลึกขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เขาจึงเดินช้าลงมาก
เดินไปได้สักพัก หมอกก็เริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีเทาที่ค่อนไปทางดำ
"ระวังตัวหน่อยนะ" เจียงหลินเตือน พลางกระชับใบมีดบินเขี้ยวอสรพิษในมือแน่นขึ้น
พื้นที่ตรงนี้ชันผิดปกติ แถมยังมีหิมะกองทับถม ทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้ลำบากมาก
บางทีพวกเขาอาจจะมาถึงบริเวณไหล่เขาแล้ว ดูจากระยะทางที่เดินมา เทือกเขานี้น่าจะใหญ่มากทีเดียว
เสี่ยวอิ๋งเองก็จริงจังขึ้นมา ดวงตาสีเงินเป็นประกายของเธอระแวดระวังเป็นพิเศษ เธอเป็นคนที่เชื่อฟังเจียงหลินมาตลอด
"ฮิฮิฮิ"
จู่ๆ เสียงหัวเราะของเด็กผู้หญิงก็ดังแว่วมาจากมุมใดมุมหนึ่งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เจียงหลินสะดุ้งตกใจ ที่นี่จะมีเด็กผู้หญิงได้ยังไงกัน
เขาหันไปมองเสี่ยวอิ๋งที่อยู่ข้างๆ แต่เสี่ยวอิ๋งกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
"เธอได้ยินไหม" เขาสงสัยว่าตัวเองจะหูแว่วไปเองหรือเปล่า
"ไม่นะ"
เจียงหลินรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
เขายืนรออยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง ก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น
เขาส่ายหน้า เจียงหลินจึงสรุปว่าตัวเองคงหูแว่วไปเอง
แต่เขากลับไม่ทันสังเกตเลยว่า ทำไมคนขี้ระแวงอย่างเขาถึงได้ประมาทขึ้นมาอย่างกะทันหันแบบนี้
เดินต่อไป ข้างหน้าก็ปรากฏรอยเท้าแพะฝูงหนึ่ง รอยเท้านั้นไม่ใหญ่มาก แต่กลับจมลึกลงไปในหิมะ
หมอกจะลบร่องรอยต่างๆ ให้หายไป นี่คือสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่แรกที่มาถึงโลกแห่งสายหมอก การที่ยังเห็นรอยเท้าอยู่ แสดงว่าเจ้าของรอยเท้าเพิ่งจะอยู่ที่นี่เมื่อไม่นานมานี้เอง
เจียงหลินเริ่มตึงเครียดขึ้นมา แต่เนตรมายาของเขากลับไม่มีการเตือนอะไรเลย หรือว่าสิ่งมีชีวิตตัวนี้จะไม่ได้มุ่งร้ายต่อเขากันนะ
เขารู้สึกแปลกๆ จึงไม่อยากเดินหน้าต่อไปแล้ว
เขาส่งสายตาให้เสี่ยวอิ๋งตามมา แล้วค่อยๆ ถอยหลังกลับไป
หนึ่งกิโลเมตร สองกิโลเมตร
เจู่ๆ เจียงหลินก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ตามระยะทางนี้ เขาควรจะเดินออกจากเทือกเขาที่ไม่รู้จักแห่งนี้ไปตั้งนานแล้วสิ ทำไมตอนนี้ถึงยังเดินลงเขาอยู่อีก
เขาหยิบเข็มทิศที่หลบภัยถาวรออกมาดู บนนั้นแสดงให้เห็นว่าเขาอยู่ใกล้ที่หลบภัยเข้ามาแล้ว และเขากำลังอยู่ระหว่างทางกลับจริงๆ
เจียงหลินขมวดคิ้ว คิดว่าตัวเองอาจจะกะระยะผิดไป ตอนขามาก็คงไม่ได้สังเกตให้ดี
จริงด้วย พอเดินต่อไปอีกก็ถึงทางราบ หลุดพ้นจากเขตเทือกเขาแล้ว
คงเป็นฉันเองแหละที่กะระยะผิดไป เจียงหลินคิดในใจ
เดินต่อไปจนเกือบหกกิโลเมตร เข็มทิศก็บอกว่าใกล้จะถึงที่หลบภัยแล้ว เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ใกล้เข้ามาแล้ว เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างเริ่มคุ้นตา ข้างหน้าน่าจะเป็นบ้านหินแล้ว
เขาหันไปมองเสี่ยวอิ๋ง ดวงตากลมโตของเสี่ยวอิ๋งก็มองมาที่เขาเช่นกัน
เขาส่ายหน้า สลัดความรู้สึกแปลกๆ ในใจทิ้งไป
วันนี้กลับมาเร็วไปหน่อย บางทีอาจจะใช้โต๊ะคราฟต์สร้างของอะไรได้บ้าง พอดีเลยเมื่อวานเพิ่งแลกเหล็กมา
เดินต่อไป หมอกก็ค่อยๆ ถูกปลอกคอไล่หมอกขับไล่ออกไป
แต่ไม่นานเจียงหลินก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือขอบหลุมขนาดมหึมา
เจียงหลินแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เขารีบก้าวเข้าไปใกล้ เมื่อหมอกจางลง เขาก็พบว่าข้างหน้ามันเหมือนเป็นหน้าผาตัดขาดไปเลย
"มะ ไม่ ไม่จริงน่า"
เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันดูไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย
เขากระโดดพรวดไปข้างหน้าอย่างแรง เตะเอาหิมะหนาเตอะกระเด็นไปไกล
"ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ไม่ใช่อยู่ในช่วงคุ้มครองมือใหม่หรอกเหรอ"
เจียงหลินก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปตรงกลางหลุม มองเห็นแต่เศษหินที่เคยเป็นบ้านหินแตกกระจายเกลื่อนกลาด
เศษซากพวกนี้ราวกับถูกสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์เหยียบย่ำอย่างแรง จนถูกหิมะหนาเตอะฝังกลบเอาไว้
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นก็คือ เสี่ยวเก่าและเสี่ยวฝู่ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน
เจ้าตัวเล็กทั้งสองถูกเหยียบจนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี กลายเป็นเศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระจัดกระจายอยู่บนหิมะอย่างไม่เป็นท่า
"ทำไม"
เจียงหลินพึมพำอย่างไร้สติ แววตาว่างเปล่า เขาสาวเท้าสามก้าวเข้าไปหา
เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ยื่นมือที่สั่นเทาออกไป หวังจะประกอบเศษซากของเสี่ยวเก่าและเสี่ยวฝู่ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม
แต่ทว่าเศษซากพวกนั้นมันแตกละเอียดเกินไป ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้พวกมันกลับมามีสภาพเดิมได้อีกแล้ว
เขาไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อยว่า ตัวเองที่ปกติจะเป็นคนใจเย็น กลับมีอารมณ์รุนแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เจียงหลินยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่กลางหลุมลึก ไม่พูดไม่จา
หิมะปลิวว่อนร่วงหล่นลงบนไหล่ของเขา จนแทบจะกองทับเขาให้กลายเป็นตุ๊กตาหิมะอยู่แล้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
เขาสังเกตดูแล้วว่าหลุมนี้มีรูปร่างเหมือนรอยกีบเท้าแพะ อาจจะเป็นฝีมือของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่เกินกว่าเขาจะจินตนาการได้โจมตีเพียงครั้งเดียว
เมื่อสูญเสียที่หลบภัยไป พอตกกลางคืนก็คงถึงคราวตายของเขาแล้วล่ะมั้ง
"เฮ้อ สุดท้ายก็สูญเปล่า"
ในวาระสุดท้ายนี้ จู่ๆ เจียงหลินก็นึกย้อนไปถึงชีวิตของเขา
เกิดมาเป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาอย่างยากลำบาก ตอนวัยรุ่นก็เคยมีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่สุดท้ายก็โดนชีวิตบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
ชีวิตมันช่างน่าเบื่อจริงๆ เพราะงั้นตอนที่โลกถึงจุดจบ เขาถึงได้ดีใจไงล่ะ
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการกลั่นแกล้งของเทพเจ้าองค์ไหนกันแน่ ที่ทำให้เขามายังโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายแต่ก็ยอดเยี่ยมแห่งนี้
ที่นี่ แค่พยายามก็มีผลลัพธ์ แค่ลงมือทำก็มีผลตอบแทน ต่อให้เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังดีกว่าใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้ค่า
เขาได้พบกับเพื่อนตัวน้อยสองตัว แล้วก็ยังมีเสี่ยวอิ๋งด้วย
เขามีบ้านหลังเล็กๆ แต่ก็ไม่ขาดตกบกพร่องอะไรเลย
เขายังเคยตั้งปณิธานไว้ว่าจะสังหารเทพเจ้าให้ได้ด้วยซ้ำ
แต่สุดท้ายความจริงก็ตบหน้าเขาฉาดใหญ่ เหมือนกับตอนที่เขาถูกชีวิตเหยียบย่ำยับเยินบนโลกไม่มีผิด
เพียงแค่มีสิ่งมีชีวิตปริศนาเดินผ่านมา ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาก็มลายหายไปในพริบตา
ความจริงเขาชอบโลกใบนี้มากเลยนะ
แต่ตอนนี้ ไม่ชอบแล้วล่ะ
ในวินาทีนั้นเอง เจียงหลินรู้สึกเหมือนถูกพลังที่มองไม่เห็นดึงกระชากอย่างแรง ร่างกายของเขาดูเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เขาหันไปมองด้านข้างอย่างควบคุมไม่ได้ และสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่เสี่ยวอิ๋ง
เขาเห็นเสี่ยวอิ๋งยังคงยืนเงียบๆ อยู่ข้างเขา ใบหน้าอันเย็นเยียบใสกระจ่างราวกับหยกเย็นเปล่งแสงสีเงินออกมา เป็นปกติเหมือนทุกที
แต่เธอจะดูนิ่งเงียบเกินไปหน่อยไหม
เจียงหลินรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างเอ่อล้นขึ้นมาในใจ เขาขมวดคิ้วพยายามนึกคิด แต่ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างคอยขัดขวางเขาอยู่
ในตอนนั้นเอง เขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาก็ชักใบมีดบินเขี้ยวอสรพิษออกมา แล้วขว้างใส่เสี่ยวอิ๋งอย่างแรงราวกับสายฟ้าแลบ
พริบตาเดียว ใบมีดบินก็แหวกอากาศพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว บริเวณที่ใบมีดพุ่งผ่าน เกล็ดหิมะหลายเกล็ดถูกตัดขาดเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ นับไม่ถ้วน
เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างกะทันหันนี้ เสี่ยวอิ๋งกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ก็แน่ล่ะ เธอเป็นถึงตุ๊กตาระดับ 4 นี่นา
"นี่คุณทำอะไรเนี่ย"
เสี่ยวอิ๋งใช้มือใสกระจ่างที่เปล่งแสงสีเงินรับใบมีดเอาไว้ ใบมีดบินเขี้ยวอสรพิษอันแหลมคมไม่ได้สร้างรอยขีดข่วนให้กับผิวหนังของเธอเลยสักนิด ตอนนี้เธอกำลังมองเจียงหลินด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เจียงหลินที่เดิมทีมีสีหน้าครุ่นคิดก็ยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก
เขาคิดในใจว่า "ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"