- หน้าแรก
- ฝึกเซียนสำนักพี่ ฟรีทุกอย่าง
- ตอนที่ 40 กายเทวมารแปรเปลี่ยน แขกผู้ลึกลับ
ตอนที่ 40 กายเทวมารแปรเปลี่ยน แขกผู้ลึกลับ
ตอนที่ 40 กายเทวมารแปรเปลี่ยน แขกผู้ลึกลับ
ตอนที่ 40 กายเทวมารแปรเปลี่ยน แขกผู้ลึกลับ
ศิษย์คนที่ห้าของสำนักเทียนเต้ารับเข้ามาได้อย่างราบรื่น
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากมู่หลิงเซียนกราบไหว้เป็นอาจารย์แล้ว นางก็ยังคงอยากจะท้าทายขีดจำกัดของตัวเองต่อไป
บันไดสวรรค์แปดสิบเอ็ดขั้น ไม่ใช่จุดสูงสุด!
ในเวลานี้ สายตาของมู่หลิงเซียนแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ความเชื่อมั่นภายในใจก็ไปถึงจุดสูงสุดเช่นกัน
"ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากจะลองบันไดขั้นที่เก้าสิบดูเจ้าค่ะ"
นางเงยหน้ามองดูบันไดขั้นที่เก้าสิบ ส่วนลึกของแววตาส่องประกายความคาดหวังและความดื้อรั้นดันทุรังออกมา
บันไดสวรรค์เก้าสิบขั้น ศิษย์รุ่นที่สองของสำนักเทียนเต้า!
"เจ้าแน่ใจหรือ?"
ซูไป๋เอ่ย โดยไม่ได้ปฏิเสธ
เพราะในลมหายใจที่นางกราบไหว้เป็นอาจารย์นั้น ความจงรักภักดีของมู่หลิงเซียน ก็ก้าวข้ามผ่านเก้าสิบไปแล้ว
มู่หลิงเซียนพยักหน้าโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย "แน่ใจเจ้าค่ะ"
ขั้นที่แปดสิบสอง ขั้นที่แปดสิบสาม ขั้นที่แปดสิบสี่...
ในที่สุด นางก็ก้าวเข้าสู่บันไดขั้นที่เก้าสิบได้สำเร็จ!
"ศิษย์น้องหลิงเซียน ยินดีด้วย!"
เซียวหลิงซีและเย่ชิงเหยาต่างพากันก้าวไปข้างหน้าเพื่อต้อนรับ มองดูมู่หลิงเซียนด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
มู่หลิงเซียนยิ้มเล็กน้อย โค้งคำนับให้แก่ทั้งสองคน "ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสองท่านสำหรับบุญคุณช่วยชีวิตก่อนหน้านี้เจ้าค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง"
ทั้งสองคนรีบดึงตัวมู่หลิงเซียนเอาไว้ พลางพูดคุยพลางเดินมุ่งหน้าไปยังหอวิชาเซียน
สิ่งแรกที่ศิษย์สำนักเทียนเต้าต้องทำเมื่อเข้าสู่สำนัก ก็คือเลือกวิชาเซียนหนึ่งบทเปล่าๆ!
ตอนนี้ศิษย์หลายคนสามารถจัดการเรื่องราวทุกอย่างในการรับศิษย์ใหม่เข้าสู่สำนักได้แล้ว ซูไป๋จึงพลอยสงบสบายไปด้วย
และจากการที่มู่หลิงเซียนฝ่าด่านไปแบบนี้ ผู้คนจำนวนมากบนบันไดสวรรค์ ต่างพากันปีนป่ายอย่างออกแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก
ซูไป๋เหลือบมองดูเล็กน้อย ก็พบว่ามีคนปีนขึ้นถึงขั้นที่สี่สิบแล้ว
มองดูแบบนี้แล้ว ไม่แน่ว่านอกจากมู่หลิงเซียนแล้ว ผ่านไปไม่กี่วัน ก็อาจจะมีคนสามารถปีนขึ้นถึงขั้นที่หกสิบแล้วใช่หรือไม่?
ภายนอกหอวิชาเซียน
"ศิษย์น้องหลิงเซียน นี่คือหอวิชาเซียน ที่ข้าเคยบอกเจ้าไว้ก่อนหน้านี้ เจ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ก็เอ่ยถามผู้พิทักษ์วิญญาณที่อยู่ด้านในได้เลย" เซียวหลิงซีเอ่ยเตือนขึ้น
"ผู้พิทักษ์วิญญาณท่านนั้นไม่มีรูปกาย ได้ยินเสียงแต่ไม่เห็นคนก็อย่าได้หวาดกลัวไปล่ะ" เย่ชิงเหยาเอ่ยเสริมขึ้น
มู่หลิงเซียนพยักหน้าเล็กน้อย "ขอบคุณศิษย์พี่หลิงซีและศิษย์พี่ชิงเหยาเจ้าค่ะ เช่นนั้นศิษย์ขอเข้าไปก่อนนะคะ"
"ไปเถอะ พวกเราจะรอเจ้าอยู่ที่หน้าประตู"
มู่หลิงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผลักประตูเดินเข้าสู่ภายในหอวิชาเซียน
เมื่อเข้ามาในหอวิชาเซียน สิ่งแรกที่เห็นก็คือม้วนคัมภีร์วิชาเซียนที่ลอยอยู่อย่างหนาแน่นอัดแน่น ถึงแม้จะได้รับการเตือนมาแล้ว แต่นางก็ยังคงรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่งอยู่ดี
ท่านพ่อเคยบอกว่า หมอที่เคยอ่านและจดจำตำราแพทย์ได้มากเท่าไหร่ วิชาแพทย์ก็จะยิ่งสูงส่งขึ้นเท่านั้น
วิชาเซียนก็เหมือนตำราแพทย์ วิชาเซียนยิ่งมาก สำนักเซียนก็จะยิ่งแข็งแกร่ง!
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าแผ่นศิลา นางกราบไหว้อย่างนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง "ผู้อาวุโสผู้พิทักษ์วิญญาณ ศิษย์มู่หลิงเซียน มาเลือกวิชาเซียนเจ้าค่ะ"
"วูบ~"
สิ้นเสียงของมู่หลิงเซียน แผ่นศิลาก็ส่งเสียงครางเบาๆ หยกบันทึกเล่มหนึ่งลอยล่องออกมาจากความว่างเปล่า มาลอยอยู่ตรงหน้าของมู่หลิงเซียน ส่องประกายแสงสีฟ้าอันอ่อนโยนออกมา
"เจ้ามีกายเทวมาร และภายในร่างกายยังให้กำเนิดเปลวเพลิงมารเก้าปรโลก นี่คือ 《เทวมารแปรเปลี่ยน·บทฝึกปราณ》 สามารถช่วยเจ้าสะกดเปลวเพลิงมารเก้าปรโลกได้"
เสียงอันเลือนลางของผู้พิทักษ์วิญญาณดังขึ้น จากนั้น รอยประทับเคล็ดวิชาที่เข้าใจยากบทหนึ่ง ก็ลอยล่องออกมาจากหยกบันทึก ปรากฏขึ้นตรงหน้า
มู่หลิงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยถามออกมาว่า "บังอาจถามผู้อาวุโสผู้พิทักษ์วิญญาณ วิชาภูมินี้สามารถสำเร็จเป็นเซียนได้หรือไม่คะ?"
นางไม่ได้เอ่ยถามว่าการฝึกฝนเทวมารแปรเปลี่ยนจำเป็นต้องระมัดระวังสิ่งใด แต่นางใส่ใจเรื่องที่ว่าจะสามารถสำเร็จเป็นเซียนได้หรือไม่ต่างหาก
ความยึดมั่นในการสำเร็จเป็นเซียนของนางในเวลานี้ได้หยั่งรากลึกไปแล้ว
ผู้พิทักษ์วิญญาณดูเหมือนจะไม่เคยได้ยินคำถามนี้ หลังจากเงียบไปชั่วครู่ ก็เอ่ยว่า "จะสามารถสำเร็จเป็นเซียนได้หรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่วิชา แต่อยู่ที่ตัวบุคคล"
"วิชาต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด แต่คนไม่ได้เรื่อง เช่นนั้นอย่าว่าแต่สำเร็จเป็นเซียนเลย แม้กระทั่งการสร้างรากฐานก็ยังเป็นปัญหา"
"วิชาไม่ได้เรื่อง แต่คนโดดเด่นมาก ถึงแม้หนทางข้างหน้าจะยากลำบาก ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสำเร็จเป็นเซียนได้"
"ผู้ที่เรียกตนว่าผู้สำเร็จเป็นเซียน พึงแสวงหาจิตใจดั้งเดิมไม่แปรเปลี่ยน ถึงจะสามารถได้รับความหลุดพ้นอันยิ่งใหญ่!"
"การแบ่งแยกขอบเขตระหว่างเซียนและปุถุชน บางครั้งก็เป็นเพียงแค่เส้นยาแดงกั้น การแบ่งแยกขอบเขตระหว่างเซียนและปุถุชน บางครั้งกลับราวกับเป็นเหวขวางกั้น"
คำพูดข้อคิดเหล่านี้ ทำให้มู่หลิงเซียนตกอยู่ในความครุ่นคิด
เนิ่นนาน นางถึงได้เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาทั้งคู่ทอประกายสดใสและเอ่ยว่า "ขอบพระคุณผู้อาวุโสผู้พิทักษ์วิญญาณสำหรับคำสั่งสอน ศิษย์เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วเจ้าค่ะ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่หลิงเซียนก็ยื่นมือไปจับหยกบันทึกเอาไว้
ในลมหายใจนั้น รอยประทับเคล็ดวิชาในหยกบันทึกทั้งหมด ก็แปรสภาพกลายเป็นจุดแสง มุ่งตรงไปยังระว่างคิ้วของมู่หลิงเซียน
มู่หลิงเซียนหลับตาลงรับรู้ ข้อมูลอันสลับซับซ้อนจำนวนมาก พลันหลั่งไหลเข้าเติมเต็มทั่วทั้งทะเลความรับรู้ของนางทันที!
ผ่านไปเนิ่นนาน มู่หลิงเซียนก็ลืมตาทั้งคู่ขึ้นมา ในแววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เทวมารแปรเปลี่ยนบทฝึกปราณ ได้สลักแน่นอยู่ในความทรงจำของนางทั้งหมดแล้ว!
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสผู้พิทักษ์วิญญาณที่ประทานวิชา ศิษย์ขอตัวลาเจ้าค่ะ"
มู่หลิงเซียนกราบไหว้ไปยังความว่างเปล่าอีกครั้ง แล้วหันหลังเดินจากไป
...........
จวบจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน การทดสอบของวันหนึ่งในที่สุดก็สิ้นสุดลง
นอกจากมู่หลิงเซียนแล้ว คนที่ได้สูงที่สุดก็เป็นเพียงแค่ขั้นที่ห้าสิบพอดี น่าเสียดายที่ไม่มีใครประสบความสำเร็จเลยสักคนเดียว
ทว่า สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกพ่ายแพ้ ในทางตรงกันข้ามมันกลับปลุกเร้าความอยากเอาชนะของผู้คนขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีคนที่ในวันนี้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เดิมทีแม้แต่ขั้นเดียวก็ปีนไม่ขึ้น หลังจากพยายามลองดูอีกหลายครั้ง กลับขึ้นมาได้ถึงสิบขั้น!
ก้าวหน้าวันละนิด เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งจะสามารถเข้าไปได้อย่างไรล่ะ!
บางคนถึงกับสาบานว่าจะมาทุกวัน ไม่เชื่อว่าจะผ่านขั้นที่หกสิบไปไม่ได้
หลังจากทุกคนจากไปหมดแล้ว ตรงเบื้องหน้าของจูเก๋อเฟิง ยังคงมีคนเหลืออยู่อีกสองคน
"ทั้งสองท่าน การทดสอบของวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว โปรดมาใหม่ในวันพรุ่งนี้เถอะขอรับ"
จูเก๋อเฟิงเอ่ยปากเอ่ยเตือนขึ้น เพียงแต่ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น กลับต้องชะงักไปเล็กน้อย
ด้านหน้า มีผู้เฒ่าที่มีท่วงท่าราวกับเซียนท่านหนึ่ง และยังมีหญิงสาวผู้งดงามอีกหนึ่งคน กำลังยืนตระหง่านอยู่ทางด้านหลังของเขา
ภายในใจของจูเก๋อเฟิงตื่นตระหนกตกใจ มองแวบเดียวก็สามารถดูออกได้เลยว่า สองคนนี้ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน!
มีที่มาอันยิ่งใหญ่!
ทว่า เมื่อนึกถึงท่านอาจารย์ของตนเองที่อยู่ในตำหนัก เขาก็ทำจิตใจให้สงบมั่นคงลงได้
"ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมาที่สำนักเทียนเต้า มีธุระอันใดหรือขอรับ?" จูเก๋อเฟิงประสานมือโค้งคำนับ เอ่ยถามอย่างสุภาพ
ผู้เฒ่ายิ้มบางๆ และเอ่ยว่า "ผู้เฒ่ามีนามว่าหลี่ฉางคง ได้ยินมาว่าที่นี่มีผู้แข็งแกร่งระดับหยวนอิงปรากฏขึ้น จึงมาขอชมดูสักหน่อย"
ผู้เฒ่าหันไปมองหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง และเอ่ยว่า "เยียนเอ๋อร์ เจ้าไปลองดูซิ ว่าจะสามารถก้าวขึ้นได้กี่ขั้น?"
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า 'เยียนเอ๋อร์' เมื่อได้ยินดังนั้น ก็แลบลิ้นออกมาอย่างซุกซน และเอ่ยเสียงหวานว่า "ได้เลยเจ้าค่ะท่านปู่ อย่างนั้นข้าไปละนะ"
หลังจากหญิงสาวพูดจบ ก็ก้าวฝ่าเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังบันไดสวรรค์ทันที
จูเก๋อเฟิงเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ภายในใจก็แอบคาดเดาที่มาของคนทั้งสองนี้อยู่อย่างเงียบๆ
ตบะความเพียรของหญิงสาวคนนั้น เขาดูไม่ออก ไม่ว่าตบะความเพียรของหญิงสาวจะอยู่เหนือกว่าเขาหรือไม่บนตัวก็ต้องมีของวิเศษสำหรับปิดบังตบะความเพียรเอาไว้
ส่วนผู้เฒ่าท่านนั้น ดูจากคำพูดแล้ว รู้ว่าท่านอาจารย์ของตนเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับหยวนอิง แต่ก็ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งตามปกติ นั่นหมายความว่า...
ผู้เฒ่าท่านนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งระดับหยวนอิง และจะไม่ใช่ระดับหยวนอิงธรรมดาทั่วไปแน่นอน!
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ เขาก็ตื่นตระหนกตกใจภายในใจ และกำลังจะไปรายงานให้ท่านอาจารย์ทราบ แต่เสียงสายหนึ่งกลับส่งผ่านเข้าสู่รูหูของเขาในทันใด
"ข้ามาแล้ว เจ้าถอยลงไปก่อนเถอะ"
ซูไป๋ปรากฏตัวขึ้นตรงด้านหน้าของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"ขอรับ! ท่านอาจารย์!" จูเก๋อเฟิงขานรับแล้วถอยออกไป
"เจ้าก็คือซูไป๋อย่างนั้นหรือ? คนรุ่นหลังช่างน่าเกรงขามแท้ๆ!" ผู้เฒ่ามองไปทางซูไป๋ พลางเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
ภายในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยแววตาแห่งความชื่นชม
นี่คือความชื่นชมอย่างแท้จริง โดยไม่มีความริษยาหรืออารมณ์ความรู้สึกอื่นใดเจือปนเลยแม้แต่น้อย
"ถูกต้อง ท่านคือผู้ใดหรือ?" ซูไป๋พิจารณาผู้เฒ่าตรงหน้า พลางเอ่ยปากเอ่ยถาม
บนตัวของคนผู้นี้ไม่มีจิตสังหารและเจตนาร้าย เช่นนั้นก็คงไม่ใช่ศัตรู มิฉะนั้น เขาคงจะตบฝ่ามือออกไปตั้งนานแล้ว
"ผู้เฒ่าหลี่ฉางคง เจ้าอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่ผู้เฒ่ายังมีอีกฐานะหนึ่ง ซึ่งเจ้าต้องเคยได้ยินแน่นอน"
ผู้เฒ่าลูบเคราพลางยิ้มเบาๆ "ผู้อาวุโสแห่งพันธมิตรเซียน"
ในขณะเดียวกัน บนบันไดสวรรค์ก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้น ซูไป๋และหลี่ฉางคงต่างพากันมองไปพร้อมกัน หญิงสาวที่มีนามว่า "เยียนเอ๋อร์" คนนั้น ปีนขึ้นถึงขั้นที่สิบแล้ว