- หน้าแรก
- หวนคืนสู่ปี 1980 แก้ไขชีวิตครอบครัว
- บทที่ 125 น้องสามี เงินนี้เธอต้องรับไป
บทที่ 125 น้องสามี เงินนี้เธอต้องรับไป
บทที่ 125 น้องสามี เงินนี้เธอต้องรับไป
อย่างไรก็เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของตัวเอง เติ้งซื่อหรงยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่สาม ผมรู้ดี งานที่ภูเขาลิ้นจี่ค่อนข้างเยอะ ให้พวกเขาสามีภรรยาช่วยกันดูแลพร้อมกันน่ะดีที่สุดแล้ว”
เติ้งซื่อหลานเองก็รู้ว่าโรงงานเครื่องปั้นดินเผาที่น้องชายของตนร่วมเปิดกับอวิ๋นกุ้ยนั้นทำเงินได้ดีทีเดียว เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงแต่จดจำความหวังดีของน้องชายไว้ในใจ จากนั้นก็หันไปพูดกับลูกสาวและลูกเขยว่า “ยังไม่รีบขอบคุณคุณน้าอีก”
ปู่ต้าฟางกล่าวด้วยความยินดีว่า “ขอบคุณคุณน้า”
เจียงเต๋อหู่เองก็รีบกล่าวขอบคุณตามไปด้วย
เติ้งซื่อหรงโบกมือพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องเกรงใจ คนกันเองทั้งนั้น กลับไปก็จัดการเรื่องที่ดินกับเรื่องลูกให้เรียบร้อย อีกไม่กี่วันฉันก็จะไปขนต้นกล้าลิ้นจี่กลับมาปลูกแล้ว”
ปู่ต้าฟางพยักหน้าซ้ำ ๆ พลางกล่าวว่า “ตกลง เดี๋ยวฉันกลับไปจะรีบจัดการเรื่องพวกนี้ทันที”
ปู่ต้าสือที่คอยฟังอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าพี่สาวและพี่เขยต่างก็ได้งานที่ดี ในใจก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง
แน่นอนว่าไม่มีความริษยาเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะในยุคสมัยนี้หรือยุคหลัง พี่สาวส่วนใหญ่ต่างก็ดีกับน้องชายมาก เพราะหลังจากแต่งงานออกไปแล้วหากถูกรังแกที่บ้านสามี คนเดียวที่จะคอยหนุนหลังให้พวกเธอได้ก็มีเพียงพี่น้องชายจากบ้านเดิมเท่านั้น
ส่วนน้องชายก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง สำหรับผู้ชายบางคน หากนายรังแกเขา เขายังพอทนได้ แต่หากนายรังแกพี่สาวของเขา ร้อยทั้งร้อยย่อมทนไม่ได้แน่
หลังจากเติ้งซื่อหรงพูดเรื่องของหลานสาวและหลานเขยเสร็จ เขก้หันมามองหลานชายแล้วกล่าวว่า “ต้าสือ สองปีนี้งานของนายคือช่วยพ่อแม่ทำนาอยู่ที่บ้านก่อน เวลาว่างจากงานเกษตรก็มาเรียนทำอาหารกับฉัน ดูว่านายมีพรสวรรค์ด้านนี้ไหม ถ้ามีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารก็ตั้งใจเรียนกับฉันให้ดี ถึงเวลานั้นย่อมมีโอกาสทำเงินให้นายแน่นอน”
ปู่ต้าสือได้ยินดังนั้นก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง พยักหน้าซ้ำ ๆ พลางกล่าวว่า “ตกลง ผมจะตั้งใจเรียนอย่างแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าน้องเขยจัดการทางออกให้กับลูกสาว ลูกเขย และลูกชายคนโตเรียบร้อยแล้ว ปู่เอ้อร์จูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เอาแต่ถูมือหัวเราะอย่างโง่เขลา ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่งว่า “ซื่อหรง นายจะก่อกำแพงน้ำเมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันจะพาต้าสือมาช่วยงาน”
เติ้งซื่อหรงรู้ดีถึงนิสัยของพี่เขยสามคนนี้ จึงไม่ได้เกรงใจเขาและกล่าวว่า “รอให้ผ่านพ้นช่วงปีใหม่และปลูกต้นลิ้นจี่เสร็จก่อน ค่อยก่อกำแพงน้ำ”
ปู่เอ้อร์จูหันไปมองเติ้งอวิ๋นเจินแล้วกล่าวว่า “อาเจิน ถึงเวลานั้นเธอมาบอกที่บ้านด้วยนะ”
เติ้งอวิ๋นเจินพยักหน้ายิ้มพลางกล่าวว่า “ตกลง ลุงเขยสาม”
หลังจากคุยเรื่องสำคัญเสร็จและกล่าวลากันเรียบร้อย ครอบครัวของพี่สามก็เดินจากไปภายใต้สายตาที่คอยส่งของเติ้งซื่อหรง
……
หมู่บ้านซานถัง
วันนี้เป็นวันที่สองของปีใหม่ สะใภ้ทั้งสองคนของตระกูลเจียงต่างก็พาสามีของตนกลับไปเยี่ยมครอบครัวฝั่งแม่ ที่แตกต่างคือสะใภ้ใหญ่พาลูก ๆ ทั้งหมดไปยังบ้านเดิม ส่วนสะใภ้รองกลับทิ้งลูก ๆ ไว้ให้พ่อแม่เจียงคอยดูแล
ส่วนลูกสาวคนโตของตระกูลเจียง ปีนี้น้องสามีของฝั่งสามีพาเขยใหม่กลับมาเยี่ยมบ้านเดิม จึงไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดในวันที่สองของปีใหม่ คาดว่าน่าจะรอจนถึงวันที่ห้าหรือหกถึงจะกลับมา
ในตอนนั้น แม่เจียงกำลังบ่นพึมพำกับเจียงเต๋อฟ่งลูกสาวคนเล็กถึงสะใภ้รองว่า “สะใภ้รองของแกนี่หัวดื้อจริง ๆ กลับบ้านเดิมช่วงตรุษจีนแท้ ๆ แต่ดันไม่พาลูกไปด้วย นี่มันชี้ชัดเลยว่ายอมทำเรื่องขาดทุนชัด ๆ ทำได้เพียงให้เงินอั่งเปากับลูกคนอื่น แต่ลูกตัวเองไม่อยู่ คนอื่นอยากจะให้คืนมาก็ทำไม่ได้”
เจียงเต๋อฟ่งขณะที่กำลังแหย่เล่นกับหลานชายตัวน้อยก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “แม่ จะพูดแบบนั้นไม่ได้หรอก วันนี้พี่สะใภ้รองพาพี่รองกลับบ้านเดิมเพราะมีเรื่องสำคัญต้องทำ พาลูกเล็กไปด้วยจะส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว แล้วจะคุยเรื่องงานได้ยังไง”
แม่เจียงเบ้ปากพลางเอ่ยว่า “ทำไมจะคุยเรื่องงานไม่ได้ล่ะ หล่อนจะคุยเรื่องงาน ก็ให้พี่รองของแกอุ้มเด็กแยกออกไปไม่ก็สิ้นเรื่อง อีกอย่างคุยเรื่องงานจะใช้เวลาสักเท่าไหร่กัน ฉันว่าหล่อนแค่ไม่อยากเลี้ยงลูกเองต่างหากล่ะ ถึงได้หาข้ออ้างโยนเด็กมาให้พวกเราช่วยเลี้ยง”
“แม่ อย่างไรก็แค่ครึ่งวันเอง พวกเราช่วยเลี้ยงหน่อยจะเป็นไรไป” เจียงเต๋อฟ่งกล่าว
เธอรู้ดีว่าพ่อแม่คอยแต่จะลำเอียงไปทางพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ หากเป็นพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ทิ้งลูกไว้ให้แม่เลี้ยง คาดว่าแม่คงจะไม่พูดจาทำนองนี้แน่นอน
แม่เจียงฮึดฮัดว่า “หล่อนดีที่สุดก็ควรจะพาพี่รองของแกไปทำงานกับคุณน้าของหล่อนให้ได้จริง ๆ เถอะ ถ้าทำไม่ได้ล่ะก็ พอกลับมาอย่าหวังว่าฉันจะปั้นหน้าดี ๆ ให้เห็น”
เจียงเต๋อฟ่งกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “แม่ แม่พูดให้น้อยลงสักสองสามประโยคไม่ได้หรือไง นี่ก็เป็นหลานชายของแม่นะ แม่ที่เป็นย่าช่วยดูแลสักหน่อยก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว”
แม่เจียงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจพลางกล่าวว่า “นังเด็กคนนี้ แกกำลังช่วยใครพูดอยู่กันแน่”
เจียงเต๋อฟ่งย่อมไม่มีทางจะโต้เถียงกับมารดา ทำได้เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาว่า “เจ้าตัวเล็กนี่ไม่ได้ฉี่มาสักพักแล้ว ฉันไปช่วยอุ้มเขาปัสสาวะก่อนนะ”
……
ปู่ต้าฟางกับเจียงเต๋อหู่กลับมาถึง ก็เห็นน้องสามีกำลังช่วยอุ้มลูกชายของตนปัสสาวะอยู่ เธอจึงรีบก้าวเท้าขึ้นไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า “น้องฟ่ง ให้ฉันทำเถอะ”
“พี่รอง พี่สะใภ้รอง พวกพี่กลับมาแล้ว”
เจียงเต๋อฟ่งยิ้มกล่าวทักทาย จากนั้นก็เอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ฉันทำเองได้ พี่สะใภ้รองเพิ่งกลับมาจากข้างนอก มือเย็นเฉียบอยู่เลย อย่าทำให้ลูกหนาวล่ะ”
ปู่ต้าฟางได้ยินเช่นนั้นก็ยอมให้น้องสามีช่วยอุ้มลูกชายปัสสาวะต่อไป เธอแต่งงานเข้ามาอยู่ในตระกูลเจียงมาได้สามปีเศษแล้ว ก็มีเพียงน้องสามีคนนี้แหละที่ทำดีกับเธอไม่น้อย
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุย แม่เจียงก็เดินออกมาจากในห้อง
“แม่” เจียงเต๋อหู่และปู่ต้าฟางเอ่ยทักทายพร้อมกัน
แม่เจียงไม่ได้เอ่ยเรื่องไร้สาระ รีบตรงเข้าประเด็นทันทีว่า “สะใภ้รอง คุณน้าของหล่อนว่ายังไงบ้าง ยินยอมให้เจ้าคนรองไปช่วยงานหรือเปล่า เดือนหนึ่งจะได้ค่าจ้างเท่าไหร่”
ปู่ต้าฟางได้ยินแม่สามีเอ่ยถามเรื่องนี้อย่างเร่งร้อน ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่บ้าง เธอเพิ่งกลับมาถึงพบเพียงลูกชายคนเล็ก ส่วนลูกชายคนโตยังไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน
ทว่า แม่สามีในยุคสมัยนี้ถึงจะไม่เหมือนกับแม่สามีในยุคโบราณที่มีอำนาจล้นฟ้าในบ้าน แต่ความน่าเกรงขามก็ไม่ใช่สิ่งที่ยุคหลังจะเปรียบเทียบได้ ต่อให้จะแยกบ้านกันแล้ว ตราบใดที่แม่สามีไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปนัก ลูกสะใภ้ก็ไม่ควรต่อปากต่อคำหรือแสดงสีหน้าไม่พอใจใส่
ดังนั้น แม้ว่าในใจของปู่ต้าฟางจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่เธอก็ตอบกลับไปว่า “คุณน้ายินยอมแล้ว ส่วนเรื่องค่าจ้างไม่ได้พูดถึง แต่คุณน้าไม่เอาเปรียบพวกเราอย่างแน่นอน”
แม้ว่าจะตอบไปแล้ว แต่ปู่ต้าฟางก็ยังปิดบังเรื่องเงินค่าจ้างเอาไว้ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นอิจฉาตาร้อน
เมื่อได้ยินดังนั้น ในที่สุดแม่เจียงก็เผยรอยยิ้มออกมาบาง ๆ พลางกล่าวว่า “แม้จะเป็นญาติมิตรกัน แต่เรื่องเงินค่าจ้างพูดคุยให้ชัดเจนไว้ย่อมดีที่สุด”
เจียงเต๋อหู่เอ่ยขัดขึ้นมาว่า “แม่ ต้าฟางพูดถูกแล้ว คุณน้าไม่มีทางเอาเปรียบพวกเราหรอก ถึงเวลาไปทำงานแล้วพวกเราก็รู้เองนั่นแหละว่าได้ค่าจ้างเท่าไหร่”
เมื่อแม่เจียงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ในยุคสมัยนี้ขอเพียงมีงานทำมีเงินให้เก็บออม จะได้เงินมากเงินน้อยก็ไม่มีใครเกลียดคร้านหรือบ่นหรอก
ปู่ต้าฟางอุ้มลูกชายคนเล็กมาจากมือน้องสามีแล้วเอ่ยถามว่า “น้องฟ่ง แล้วพี่ใหญ่ล่ะ นอนหลับไปแล้วเหรอ”
เจียงเต๋อฟ่งพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “อืม นอนไปได้สักพักใหญ่แล้วล่ะ คาดว่าใกล้จะตื่นแล้วเหมือนกัน”
ปู่ต้าฟางคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “น้องฟ่ง ฉันเองก็อยากจะไปทำงานช่วยคุณน้าด้วยเหมือนกัน เธอพอจะช่วยดูแลเด็กสองคนนี้ให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันจะให้เงินเธอเดือนละ 10 หยวน”
การได้เงินย่อมทำให้เจียงเต๋อฟ่งหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่การเก็บเงินค่าช่วยดูแลหลานชายนั้นเธอไม่กล้าทำ จึงกล่าวไปทันทีว่า “พี่สะใภ้รอง ฉันช่วยดูแลพวกเขาสองคนให้ได้ เรื่องเงินน่ะช่างมันเถอะ”
เมื่อเห็นว่าแม่สามีกำลังจะอ้าปากก่นด่า ปู่ต้าฟางที่คุ้นเคยกับนิสัยของแม่สามีเป็นอย่างดีจึงรีบแย่งกล่าวตัดบทว่า “เงินนี้จำเป็นต้องให้อย่างแน่นอน ถ้าเธอไม่ยอมรับเงินของฉันแล้วมาช่วยเลี้ยงเด็ก แล้วหากพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ต้องการให้เธอช่วยเลี้ยงบ้างล่ะ เธอจะช่วยหรือไม่ช่วยดี”
ถ้าหากช่วยเลี้ยง เด็กเยอะขนาดนั้นเธอคงไม่มีทางดูแลได้ทั่วถึงแน่ แต่ถ้าไม่ช่วยเลี้ยง เกรงว่าฝั่งนั้นย่อมต้องมีความคิดขุ่นเคืองใจเอาได้
“เพราะฉะนั้น เงินนี้เธอต้องรับเอาไว้”
[จบแล้ว]