- หน้าแรก
- หวนคืนสู่ปี 1980 แก้ไขชีวิตครอบครัว
- บทที่ 51 บนโลกนี้ไม่ได้มีรักแรกพบมากมายขนาดนั้น
บทที่ 51 บนโลกนี้ไม่ได้มีรักแรกพบมากมายขนาดนั้น
บทที่ 51 บนโลกนี้ไม่ได้มีรักแรกพบมากมายขนาดนั้น
ตอนที่ 51 บนโลกนี้ไม่ได้มีรักแรกพบมากมายขนาดนั้น
เมื่อรู้ว่าวันนี้ต้องไปดูตัว ใต้ฟางหลานจึงตื่นแต่เช้ามาจัดการงานที่ควรทำจนเสร็จ แล้วถึงหาเวลาว่างมาแต่งตัวให้ตัวเอง
ที่บอกว่าแต่งตัว ความจริงก็แค่เปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าสะอาด ๆ ที่มีรอยปะชุนน้อยหน่อย แล้วมัดผมให้ดูดีกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลย กระทั่งรองเท้าที่สวมอยู่บนเท้าก็ยังเป็นรองเท้าผ้าที่เย็บขึ้นเองจากเศษผ้า
รองเท้าผ้าที่น่าเกลียดจนขอทานในยุคหลังยังรังเกียจคู่นี้ ปกติใต้ฟางหลานมักจะเก็บถนอมไว้อย่างดีและไม่กล้าหยิบมาใส่ เพราะการจะทำรองเท้าผ้าแบบนี้สักคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย จะยอมหยิบมาใส่ก็ต่อเมื่ออากาศหนาวจนทนไม่ไหวจริง ๆ หรือต้องไปร่วมงานสำคัญเท่านั้น
ไม่เหมือนหญิงสาวในยุคหลัง อย่าว่าแต่ไปดูตัวหรือออกเดตเลย แค่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อน นอกจากจะต้องแต่งหน้าเป็นพื้นฐานแล้ว เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ฯลฯ ล้วนต้องจับคู่กันอย่างพิถีพิถัน ทรงผมยิ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาจัดการกับมันไปตั้งเท่าไหร่
ใต้ฟางหลานไม่มีต้นทุนแบบนั้น เสื้อผ้าสะอาดที่มีรอยปะชุนน้อยหนึ่งตัว กับรองเท้าผ้าทำเองหนึ่งคู่ ก็ถือเป็นของกินหีบของเธอแล้ว
ส่วนทรงผม ปกติใต้ฟางหลานจะมัดหางม้าแบบเรียบง่ายที่สุด แต่วันนี้ต้องไปดูตัว เธอจึงตั้งใจใช้เวลาไม่น้อยไปกับการถักเปียสองข้าง ซึ่งสำหรับเธอแล้ว นี่เป็นทรงผมที่ยากที่สุดแล้ว
ช่วงเช้าเวลาประมาณเก้าโมงครึ่ง เติ้งซื่อหรงก็ปั่นจักรยานมาถึงบ้านของใต้ฟางหลาน
หลังจากทักทายตามมารยาทกันเล็กน้อย แล้วนั่งลงสูบยาเส้นไปสองบ้อง เติ้งซื่อหรงก็พาใต้ฟางหลานและแม่ของเธอเดินทางไปยังตลาดซวงว่างด้วยกัน
สถานที่ที่เติ้งซื่อหรงจัดเตรียมไว้ให้พวกเขาดูตัวกัน ก็ยังคงเป็นใต้ต้นไทรใหญ่ต้นนั้น ส่วนขั้นตอนการดูตัวก็เหมือนกับครั้งก่อน ๆ แทบทุกอย่าง
หลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง “เดินสวนกัน” ไปมาสองสามรอบ เติ้งซื่อหรงก็เอ่ยถาม “ชางว่าง นายเห็นหน้าชัดแล้วใช่ไหม”
เติ้งชางว่างพยักหน้าตอบ “เห็นชัดแล้ว!”
เติ้งซื่อหรงถามต่อ “รู้สึกยังไงบ้าง”
เติ้งชางว่างตอบอย่างลังเลเล็กน้อย “ปู่เก้า ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูดีอยู่ แต่ไม่ได้มีความรู้สึกแบบใจเต้นแรงน่ะ”
เติ้งซื่อหรงยื่นมือไปตบไหล่เขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ชางว่าง บนโลกนี้ไม่ได้มีรักแรกพบมากมายขนาดนั้นหรอก ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ บ่มเพาะกันได้ ที่สำคัญที่สุดคือคนสองคนต้องมีนิสัยเข้ากันได้ หลังแต่งงานไปถึงจะมีความสุข ถ้านิสัยเข้ากันไม่ได้ สามวันทะเลาะเรื่องเล็ก ห้าวันทะเลาะเรื่องใหญ่ ชีวิตคู่แบบนั้นก็ไม่มีความหมายหรอก”
แม่ของชางว่างก็เป็นคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน เธอพูดเห็นด้วยว่า “อาเก้าพูดถูก นิสัยเข้ากันได้สำคัญที่สุด”
เติ้งชางว่างครุ่นคิด “งั้นก็ลองทำความรู้จักกันให้มากขึ้นดูดีไหม”
เติ้งซื่อหรงกล่าว “ในเมื่อตอนนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ งั้นวันนี้ก็เลี้ยงข้าวพวกเขาก่อน ไว้ฉันจะจัดการให้พวกเธอได้คุยกันมากขึ้นอีกสักหน่อย ถึงตอนนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะไปดูบ้านไหม”
การเป็นแม่สื่อสองครั้งก่อนหน้านี้ เติ้งซื่อหรงมีความทรงจำในชาติที่แล้วคอยหนุนหลัง ในใจจึงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่การเป็นแม่สื่อครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของเขาอย่างแท้จริง ในใจเขาจึงระมัดระวังเป็นอย่างมาก และรู้สึกว่าการให้พวกเขาสองคนได้คุยกันมากขึ้นแล้วค่อยตัดสินใจนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
เติ้งชางว่างได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก พยักหน้าตอบ “แบบนี้ดีที่สุด ลองทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นดูก่อนก็น่าจะพอดูออกแล้วว่าเราสองคนเหมาะสมกันไหม ถึงตอนนั้นค่อยตัดสินใจก็คงไม่ผิดพลาดง่าย ๆ”
“ตกลง เอาตามนี้แหละ เดี๋ยวฉันไปบอกพวกเธอให้ไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันก่อน”
“ได้ ถ้าพวกเธอตกลง ก็ไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐด้วยกันเลย”
ข่าวที่เติ้งชางฝูเลี้ยงข้าวฝ่ายหญิงที่ร้านอาหารของรัฐตอนมาดูตัว กับข่าวที่เติ้งชางเหมยถูกฝ่ายชายเลี้ยงข้าวที่ร้านอาหารของรัฐตอนมาดูตัว ไม่ใช่ความลับในหมู่บ้านน่าเยียอีกต่อไป เติ้งชางว่างเป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน พี่ใหญ่กับพี่รองก็แต่งงานมีครอบครัวไปนานแล้ว แถมช่วงไม่กี่ปีมานี้พี่สาวทั้งสามคนก็ทยอยแต่งงานออกไป ทำให้พ่อแม่ของเขามีเงินเก็บก้อนโตอยู่ในมือ
ขนาดเติ้งชางฝูที่มีฐานะทางบ้านไม่ดีเท่าบ้านเขา ตอนมาดูตัวยังกล้าเลี้ยงข้าวฝ่ายหญิงที่ร้านอาหารของรัฐ เติ้งชางว่างก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมแพ้ในเรื่องนี้ ดังนั้นการมาดูตัวในครั้งนี้ เติ้งชางว่างกับพ่อแม่จึงตกลงกันไว้แล้วว่า ขอแค่มีความคิดที่จะทำความรู้จักกับฝ่ายหญิงให้มากขึ้น ก็จะเลี้ยงข้าวอีกฝ่ายที่ร้านอาหารของรัฐ
เติ้งซื่อหรงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสะท้อนใจเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเริ่มทำอาชีพแม่สื่อ หนุ่มสาวในหมู่บ้านเวลาออกไปดูตัวกัน ส่วนใหญ่ก็มักจะกินข้าวกันที่แผงขายก๋วยเตี๋ยวหรือร้านอาหารเล็ก ๆ แต่ผลปรากฏว่าการทำหน้าที่แม่สื่อทั้งสามครั้งของเขาล้วนกินข้าวกันที่ร้านอาหารของรัฐทั้งสิ้น ซึ่งนั่นเป็นการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงข้าวตอนดูตัวให้สูงขึ้นโดยตรง
...
สามนาทีต่อมา
เติ้งซื่อหรงเดินมาหาทางฝั่งฝ่ายหญิง เขาเอ่ยถามตรง ๆ ว่า “อาหลาน เธอเห็นหน้าชัดแล้วใช่ไหม รู้สึกยังไงบ้าง”
ใต้ฟางหลานเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนกับหญิงสาวทั่วไปที่พอพูดถึงเรื่องสำคัญในชีวิตก็มักจะเขินอายจนไม่กล้าพูด เธอยิ้มและตอบว่า “ฉันรู้สึกว่าก็โอเคอยู่ ไม่รู้ว่าเขาจะถูกใจฉันไหม”
ฐานะทางบ้านของฝ่ายชายดีกว่าบ้านเธอมาก และเมื่อวานพ่อของเธอก็ฝากคนไปสืบมาแล้ว ฝ่ายชายเป็นอย่างที่แม่สื่อบอกจริง ๆ คู่ครองแบบนี้ขอแค่ไม่ได้หน้าตาแย่จนเกินไป เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปรังเกียจเขาอยู่แล้ว
เติ้งซื่อหรงไม่ได้ตอบกลับไปตรง ๆ แต่หัวเราะแล้วพูดว่า “ฝ่ายชายอยากเชิญพวกเธอไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐน่ะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สองแม่ลูกตระกูลใต้ที่รู้ถึงกฎแฝงของการดูตัวเป็นอย่างดีต่างก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
...
หลังจากกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐเสร็จ ต่อไปก็เป็นการทำตามขั้นตอน แม้ฝั่งของเติ้งชางว่างจะยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ในเมื่อมีความคิดที่จะทำความรู้จักกันต่อไป การให้ซองแดงแก่ฝ่ายหญิงในการพบกันครั้งแรกจึงย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียว
นอกจากเนื้อห้าอย่างและขนมลูกอมที่ขาดไม่ได้แล้ว ซองแดงที่ให้ฝ่ายหญิงก็คือห้าหยวน ส่วนของแม่สื่อและแม่ของฝ่ายหญิงคือคนละสามหยวน ซึ่งนี่เกินกว่ามาตรฐานปกติไปแล้ว
หลังจากที่เติ้งซื่อหรงมอบซองแดงให้กับสองแม่ลูกตระกูลใต้แล้ว เขาก็เริ่มสอบถามใต้ชุนชิ่งผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเกี่ยวกับค่าตัวของลูกสาวเขา
เรื่องค่าตัวของลูกสาว ใต้ชุนชิ่งได้ปรึกษากับภรรยามาสองวันแล้ว พอเห็นแม่สื่อถาม เขาก็เสนอรายละเอียดออกมาทั้งหมดอย่างไม่มีปิดบัง
ในนั้นระบุว่า ค่าตัวอยู่ที่สามร้อยหกสิบหยวน ข้าวเปลือกสามร้อยหกสิบชั่ง และตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ฝ่ายหญิงอีกหกชุด นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใดอีก
เติ้งซื่อหรงฟังจบก็พยักหน้า “ตกลง เรื่องพวกนี้ฉันจะไปบอกพ่อแม่ฝ่ายชายตามตรง ยังมีอีกเรื่องที่ฉันต้องบอกพวกเธอไว้ก่อน ต่อจากนี้ฝ่ายชายหวังว่าจะได้ทำความรู้จักกับอาหลานให้มากขึ้นอีกหน่อย เพื่อบ่มเพาะความรู้สึกกันล่วงหน้า หวังว่าคนเป็นพ่อแม่อย่างพวกเธอจะเข้าใจนะ”
ใต้ชุนชิ่งได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “อาเก้า แบบนี้เกรงว่าจะไม่ค่อยถูกธรรมเนียมเท่าไหร่นะ”
เติ้งซื่อหรงตอบ “ตอนนี้ประเทศชาติสนับสนุนให้หนุ่มสาวมีอิสระในการรักกัน คนเป็นพ่อแม่อย่างเราจะเอาความคิดแบบเดิม ๆ ไปผูกมัดลูก ๆ ก็ไม่ได้ ถึงพวกเขาจะไปพบกันแบบส่วนตัว ก็แค่ไปพูดคุยเรื่องความฝันกันเท่านั้น ไม่ได้ไปทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียหน่อย อาเปี่ยว นายไม่ต้องกังวลเกินไปหรอก”
ใต้ชุนชิ่งตอบอย่างลังเล “นี่...ก็แค่กลัวคนอื่นจะเอาไปพูดนินทาน่ะ”
เติ้งซื่อหรงหัวเราะร่วน “ฉันเป็นแม่สื่อให้พวกเขา พวกเขาก็สามารถทำความรู้จักกันได้อย่างเปิดเผยอยู่แล้ว ใครจะมาพูดนินทากันล่ะ”
ใต้ชุนชิ่งคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงตอบตกลงเรื่องนี้ไป