- หน้าแรก
- ยอดภรรยาชาวนาผู้มีพลังวิเศษ
- บทที่ 44 ไขคดีดั่งเทพสวรรค์
บทที่ 44 ไขคดีดั่งเทพสวรรค์
บทที่ 44 ไขคดีดั่งเทพสวรรค์
บทที่ 44 ไขคดีดั่งเทพสวรรค์
นายอำเภอและผู้นำตระกูลหรงเป็นสหายที่ดีต่อกัน เขาจึงอยากจะเข้าข้างหรงอวี้ฝานสักหน่อย ทว่าเมื่อมองไปทางถังจิ่งหงที่กำลังเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบและแข็งกร้าว เขาก็เกิดลังเลขึ้นมา "คุณชายหรง ท่านรู้จักพวกเขารึไม่?"
หรงอวี้ฝานมองชายทั้งสี่ด้วยสายตาแปลกหน้า ก่อนจะส่ายหน้าและกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "เรียนใต้เท้า ข้าน้อยไม่รู้จักคนพวกนี้ขอรับ"
ฉู่ชิงจื่ออดไม่ได้ที่จะค่อนขอดในใจว่าทักษะการแสดงนี้มันยอดเยี่ยมระดับรางวัลออสการ์ชัดๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อันธพาลทั้งสี่ต่างก็ตกตะลึง
นายอำเภอมองลงไปยังอันธพาลทั้งสี่ที่อยู่เบื้องล่างแล้วเอ่ยขึ้น "คุณชายหรงบอกว่าไม่รู้จักพวกเจ้า พวกเจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?"
อันธพาลร่างสูงรีบละล่ำละลัก "คุณชายหรง ท่านพูดได้อย่างไรว่าไม่รู้จักพวกข้า?! วันนั้นท่านเรียกพวกข้าเข้าไปในตรอก ให้เงินพวกข้าคนละ 5 ตำลึง แล้วสั่งให้ไปก่อกวนร้านขายไอศกรีม ท่านลืมไปแล้วหรือ?"
หรงอวี้ฝานตวาดลั่น "เหลวไหล! ข้าผู้เป็นถึงคุณชายแห่งตระกูลหรงอันสูงส่ง จะไปสั่งให้พวกเจ้าทำเรื่องน่าละอายเช่นนั้นได้อย่างไร? ต่อให้ข้าอยากทำจริงๆ เหตุใดข้าต้องลดตัวไปสั่งการด้วยตัวเองด้วยเล่า? นั่นมิใช่การจงใจทิ้งหลักฐานไว้ให้คนอื่นจับได้หรอกหรือ?!"
อันธพาลร่างเตี้ยได้ยินดังนั้นก็รีบสวนขึ้นมาทันควัน "คุณชายหรง เป็นท่านที่สั่งพวกข้าด้วยตัวเอง และพอเห็นพวกข้าบาดเจ็บ ท่านยังสั่งให้พวกข้ามาแจ้งความที่ศาลาว่าการอีกด้วย"
หรงอวี้ฝานชี้หน้าอันธพาลร่างเตี้ยพลางกล่าวอย่างดุดัน "ข้าโง่เขลาขนาดนั้นเชียวรึ? ข้าว่าพวกเจ้าเพียงแค่อยากหาคนมารับเคราะห์แทน แล้วใส่ร้ายข้ามากกว่า"
อันธพาลร่างเตี้ยทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ "พวกข้าไม่ได้ใส่ร้ายท่าน มิเช่นนั้นพวกข้าจะไปหาเรื่องพวกนางโดยไม่มีสาเหตุทำไมกัน?"
หรงอวี้ฝานกล่าวอย่างขุ่นเคือง "กมลสันดานของพวกเจ้ามันเลวทรามอยู่แล้ว จะทำเรื่องเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่าได้คิดจะมากรรโชกทรัพย์ข้าเสียให้ยาก"
อันธพาลร่างสูงตกใจกลัวจนขาสั่นพั่บๆ "คุณชายหรง ท่านเป็นคนสั่งพวกข้าชัดๆ"
หรงอวี้ฝานยังคงยืนกรานปฏิเสธ "ข้าสั่งพวกเจ้ารึ? พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่เล่า?"
"หลักฐานรึ?" อันธพาลทั้งสี่หน้าถอดสี เรื่องนี้เป็นเพียงการตกลงกันด้วยปากเปล่า ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ แล้วพวกเขาจะเอาหลักฐานที่ไหนมาแสดงเล่า?
หรงอวี้ฝานประสานมือคารวะนายอำเภอ "เรียนใต้เท้า พวกมันจงใจใส่ร้ายข้าน้อยอย่างชัดเจน ขอใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมด้วยขอรับ"
ฉู่ชิงจื่อเข้าใจแจ่มแจ้ง หรงอวี้ฝานผู้นี้อาศัยช่องโหว่ที่ไม่มีหลักฐานมายืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง หากไม่มีหลักฐาน พวกเขาก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้จริงๆ
แต่มารังแกคนอย่างนาง ต่อให้ไม่มีหลักฐาน นางก็สามารถงัดมันออกมาได้อยู่ดี
มือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวขยับเล็กน้อย นางร่ายคาถาสัจจะขึ้นมา ไม่ว่าใครหน้าไหน หากโดนคาถานี้เข้าไปก็ต้องพูดความจริงออกมาทั้งสิ้น
นางดีดคาถาสัจจะเข้าไปในร่างของหรงอวี้ฝาน
ประกายตาของถังจิ่งหงไหววูบ เมื่อครู่นี้เขาเห็นแสงสีขาววาบขึ้นและหายไปจากปลายนิ้วของฉู่ชิงจื่อ มันรวดเร็วมากราวกับภาพลวงตา แต่เขามั่นใจว่ามันไม่ใช่ภาพลวงตาแน่ สิ่งนั้นมันคืออะไรกันแน่?
ฉู่ชิงจื่อจ้องหรงอวี้ฝานด้วยสายตาเย็นชา "หรงอวี้ฝาน ก่อนหน้านี้ท่านมาขอร่วมมือกับข้า แต่ข้าปฏิเสธ ท่านเลยไปจ้างอันธพาลมาก่อกวนใช่หรือไม่?"
หรงอวี้ฝานไม่อาจระงับความอยากที่จะพูดความจริงได้ ความคิดนี้ทำให้เขาตื่นตระหนกสุดขีด "ใช่แล้ว ข้าคือคุณชายหรง การไปขอร่วมมือกับเจ้าถือว่าเป็นการไว้หน้าเจ้ามากแล้ว แต่เจ้ากลับปฏิเสธ ก็อย่ามาโทษว่าคุณชายอย่างข้าไร้น้ำใจก็แล้วกัน"
ทุกคนต่างเบิกตากว้างมองหรงอวี้ฝานอย่างงุนงง เมื่อครู่นี้เขายังปฏิเสธเสียงแข็งอยู่เลยมิใช่หรือ? เหตุใดตอนนี้ถึงได้ยอมรับสารภาพออกมาง่ายๆ เล่า?
ฉู่ชิงจื่อแค่นรอยยิ้มเย้ยหยัน "สรุปว่าหลังจากท่านจากไปในวันนั้น ท่านก็ไปหาพวกอันธพาลสินะ?"
นิ้วมือของหรงอวี้ฝานจิกแน่นเข้าไปในฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้อยากจะพูดออกไป แต่เมื่ออ้าปาก เขากลับพูดออกมาด้วยความโกรธแค้น "ใช่ ข้าให้เงินพวกมันไปคนละ 5 ตำลึง สั่งให้พวกมันไปก่อกวน ทำให้พวกเจ้าค้าขายไม่ได้ ข้าไม่คิดเลยว่าไอ้สี่คนนั้นจะไร้น้ำยาถึงขั้นสู้เจ้าคนเดียวไม่ได้ แต่ข้าก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ภายหลังข้าสั่งให้พวกมันมากล่าวหาเจ้า แค่วางแผนตุกติกนิดหน่อย ข้าก็ส่งเจ้าไปนอนในคุกได้สักสองสามปีแล้ว จากนั้นข้าก็จะไปหาครอบครัวของเจ้า แล้วพวกเขาก็จะต้องยอมมอบสูตรทำไอศกรีมให้ข้าอย่างแน่นอน"
ในยุคโบราณ การไร้ซึ่งอำนาจบารมี ต่อให้มีของดีอยู่กับตัวก็มิอาจปกป้องเอาไว้ได้ ฉู่ชิงจื่อทอดถอนใจอย่างจนปัญญา "หรงอวี้ฝาน ท่านมันโหดเหี้ยมจริงๆ"
"บุรุษไร้พิษสงมิใช่ลูกผู้ชายตัวจริง หากอยากจะประสบความสำเร็จ จะมัวมาลังเลใจไม่ได้เด็ดขาด" เหงื่อเย็นเฉียบหยดแหมะลงมาจากหน้าผากของหรงอวี้ฝาน คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจะเอ่ย แต่เขาไม่สามารถควบคุมปากของตัวเองได้เลย
ฉู่ชิงจื่อประสานมือคารวะนายอำเภอ "ใต้เท้าเจ้าคะ คดีนี้ควรตัดสินเช่นไรดีเจ้าคะ?"
หรงอวี้ฝานมันโง่เง่าจริงๆ เหตุใดถึงพูดเรื่องพวกนี้ออกมาได้? ทว่าเขาพูดออกมาหมดแล้ว จะให้ทำอย่างไรได้เล่า นายอำเภอทุบไม้พลองลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น พลางปรายตามองถังจิ่งหงที่ยืนทำหน้านิ่งขรึมอยู่ด้านข้าง
ถังจิ่งหงยืนนิ่งสงบ ดูเหมือนจะไม่คิดก้าวก่าย แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเขามาเพื่อคอยคุ้มครองและเป็นผู้หนุนหลังให้ฉู่ชิงจื่อ
"ตามกฎหมายของต้าเหลียง หรงอวี้ฝานในฐานะผู้บงการของเรื่องนี้ ต้องโทษให้ชดใช้เงินแก่ฉู่ชิงจื่อจำนวน 100 ตำลึง และจำคุก 1 ปี ส่วนอันธพาลทั้งสี่ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด เมื่อพิจารณาว่าไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง จึงต้องโทษจำคุก 1 ปีเช่นกัน ฉู่ชิงจื่อเป็นผู้บริสุทธิ์ ให้ปล่อยตัวทันที"
ฉู่ชิงจื่อค่อนข้างพอใจกับคำตัดสินนี้ นางจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
นายอำเภอออกคำสั่ง "หรงอวี้ฝาน จ่ายเงิน 100 ตำลึงให้ฉู่ชิงจื่อเดี๋ยวนี้"
หรงอวี้ฝานไม่กล้าท้าทายอำนาจศาล มิเช่นนั้นคำตัดสินคงจะรุนแรงกว่านี้ ดังนั้นด้วยความสิ้นหวัง เขาจึงทำได้เพียงมอบตั๋วเงิน 100 ตำลึงให้ฉู่ชิงจื่อไป
ฉู่ชิงจื่อรับเงินมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง การทำให้ตัวเองต้องติดคุกและทำให้ครอบครัวต้องเป็นห่วง เงินแค่นี้ถือเป็นเพียงค่าทำขวัญเล็กน้อยเท่านั้น!
จากนั้น เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการก็นำตัวหรงอวี้ฝานที่มีใบหน้าซีดเผือดราวกับขี้เถ้าและอันธพาลทั้งสี่ไปขังไว้ในคุก
ฉู่ชิงจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจยืมบารมีของถังจิ่งหงมาใช้อีกครั้ง "ใต้เท้า ข้ามีเรื่องจะชี้แจงเจ้าค่ะ"
นายอำเภอเอ่ยอย่างสุภาพ "พูดมาเถิด"
ฉู่ชิงจื่อหยั่งเชิงถาม "ไม่ทราบว่าใต้เท้ายังจำเสิ่นชิวเยว่ได้หรือไม่เจ้าคะ?"
นายอำเภอแหงนหน้ามองเพดานทำมุม 45 องศา ครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็นึกไม่ออก เขาปรายตามองถังจิ่งหงก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า "นายอำเภออย่างข้าจำคนผู้นี้ไม่ได้ แต่แม่นาง คงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะถามถึงนางโดยไม่มีเหตุผล มีอะไรก็พูดมาตามตรงเถิด"
ในยุคนี้ การมีสถานะทางสังคมนั้นใช้ได้ผลดีทีเดียว นายอำเภอผู้นี้คอยสังเกตสีหน้าของถังจิ่งหงอยู่ตลอดเวลา ฉู่ชิงจื่อเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "สตรีผู้นั้นถูกใส่ความเจ้าค่ะ"
นายอำเภอตกใจ "แม่นาง โปรดอย่าพูดจาส่งเดช ข้าให้ความสำคัญกับหลักฐานในการทำคดีเสมอ และไม่มีทางกล่าวหาใครอย่างผิดๆ แน่นอน"
ฉู่ชิงจื่อเอ่ย "ใต้เท้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้บอกว่าเป็นความผิดของท่านเสียหน่อย"
เหงื่อบางๆ ผุดซึมขึ้นตามร่างกายของนายอำเภอ การจะบอกว่าไม่เคยมีการตัดสินคดีผิดพลาดเลยนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทุกคนต่างก็รู้กันดี หากเรื่องนี้ถูกนำมาแฉ หมวกขุนนางของเขาคงปลิวเป็นแน่ "แล้วแม่นางหมายความว่าอย่างไรเล่า?"
ฉู่ชิงจื่ออธิบายสถานการณ์ของเสิ่นหรูเยว่คร่าวๆ แล้วกล่าวเสริมว่า "ข้าจะหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเสิ่นหรูเยว่เองเจ้าค่ะ"
ตอนนี้นายอำเภอจำเรื่องของเสิ่นหรูเยว่ได้แล้ว เด็กสาวผู้นั้นเกิดความโกรธแค้นต่อเซี่ยฮูหยิน จึงวางยาพิษในลูกพลับที่นางกินเข้าไปจนเซี่ยฮูหยินเกือบสิ้นใจ ทว่าในระหว่างการไต่สวน กลับไม่พบหลักฐานว่าเสิ่นหรูเยว่เป็นคนวางยา นางจึงถูกจับขังคุกเอาไว้
"แม่นาง เจ้าแน่ใจรึว่านางถูกใส่ความ? แล้วเจ้าวางแผนจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางอย่างไร?"
ฉู่ชิงจื่อไม่ได้ตอบคำถามของนายอำเภอ เพียงแต่กล่าวว่า "ใต้เท้า พรุ่งนี้รบกวนท่านเชิญฮูหยินหลายๆ ท่านที่กินลูกพลับในวันนั้นมาที่ศาลาว่าการด้วยเจ้าค่ะ พอข้าได้ถามก็จะรู้ความจริงเอง"
หรือว่าแม่นางผู้นี้จะเป็นยอดฝีมือในการไขคดี? นายอำเภอเกิดความรู้สึกเสียดายคนเก่งขึ้นมา "ตกลง ข้ารับปากตามคำขอของเจ้า"
ฉู่ชิงจื่อค้อมกายคารวะนายอำเภอ "ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ใต้เท้า"
...
"เกี๊ยวน้ำจ้า เกี๊ยวน้ำ..." เสียงร้องตะโกนของพ่อค้าร้องขายของดังแว่วมาแต่ไกล
ฉู่ชิงจื่อเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ดึกป่านนี้แล้ว ยังมีคนตั้งแผงขายของอยู่อีกหรือ?"
ถังจิ่งหงพยักหน้าเล็กน้อย "ใช่ ตรงนั้นมีตลาดกลางคืนที่กว่าจะปิดก็เที่ยงคืน เจ้ายังไม่ได้กินมื้อเย็นนี่นา พวกเราไปหาอะไรกินกันเถอะ" ว่าพลางเขาก็เดินนำฉู่ชิงจื่อมุ่งหน้าไปยังตลาดกลางคืน
ฉู่ชิงจื่อเดินตามไปพลางอมยิ้ม "ข้าเลี้ยงเอง"
ถังจิ่งหงเอ่ยหยอกเย้า "เจ้ายอมควักเงินด้วยหรือ?"
นางไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียวเสียหน่อย ฉู่ชิงจื่อพลันรู้สึกว่าถังจิ่งหงดูเหมือนจะมองนางเป็นคนหน้าเงิน "ถังจิ่งหง ท่านพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?"
ถังจิ่งหงยิ้มบางๆ "ข้าเลี้ยงเองดีกว่า เพื่อฉลองที่เจ้าได้ออกจากคุก เดี๋ยวเจ้าอยากกินอะไรก็สั่งได้ตามสบายเลย"
ฉู่ชิงจื่อปรายตามองถังจิ่งหง "ท่านบอกว่าไม่มีเงินมิใช่หรือ?"
ถังจิ่งหงเอ่ยอย่างใจเย็น "ตอนนี้ข้ามีแล้ว"
ฉู่ชิงจื่อ "..."
ถนนในตลาดกลางคืนเต็มไปด้วยแผงลอยตั้งเรียงรายกันอย่างหนาแน่นทั้งสองฟากฝั่ง มีของขายสารพัดชนิด บางร้านมีควันพวยพุ่งส่งกลิ่นหอมหวนชวนหิว ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาพร้อมกับกินของอร่อยในมือ บรรยากาศดูคึกคักมีชีวิตชีวายิ่งนัก
ถังจิ่งหงโน้มตัวเข้าไปใกล้ฉู่ชิงจื่อเล็กน้อย ก้มหน้าลงเอ่ยถาม "เจ้าอยากกินอะไร?"
ที่นี่มีคนพลุกพล่านเกินไปแถมเสียงยังดังจอแจ หากไม่ขยับเข้าไปใกล้ๆ ก็คงไม่ได้ยินเสียงของกันและกัน
ฉู่ชิงจื่อค่อนข้างชอบบรรยากาศที่คึกคักเช่นนี้ สายตาของนางกวาดมองไปตามแผงลอยใกล้ๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังร้านขายเกี๊ยวปลา "ข้าจะกินเจ้านี่ ท่านล่ะ?"
ถังจิ่งหงไม่ได้พิถีพิถันเรื่องของกินมากนัก ตอนที่ทำศึกอยู่ชายแดน แค่ได้กินอิ่มก็ถือว่าดีมากแล้ว "กลิ่นหอมสดใหม่ดี รสชาติก็น่าจะอร่อย ข้าก็จะกินเหมือนเจ้านี่แหละ"
เจ้าของร้านได้ยินถังจิ่งหงพูดเช่นนั้นก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น "เกี๊ยวปลาของร้านเราทั้งสดใหม่และอร่อย รับรองว่าไม่ทำให้คุณชายผิดหวังแน่นอนขอรับ"
ถังจิ่งหงเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ "ขอ 2 ชาม"
เจ้าของร้านขานรับเสียงดัง "ได้เลยขอรับ!"
ฉู่ชิงจื่อนั่งลงฝั่งตรงข้ามถังจิ่งหง นางช้อนตาขึ้นมองบุรุษตรงหน้า แม้เขาจะเกิดในชนบท แต่ทุกท่วงท่าการกระทำกลับดูมั่นคงและสง่างามยิ่งนัก โครงหน้าของเขาคมสัน โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ดุดันและเฉียบคมราวกับพญาอินทรีที่กำลังโผบินอยู่บนท้องฟ้า
ถังจิ่งหงเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตากลมโตสุกสกาวของฉู่ชิงจื่ออย่างจัง "เจ้ามองข้าแบบนั้นทำไม?"
ฉู่ชิงจื่อไม่มีท่าทีขวยเขินที่ถูกจับได้ กลับกัน นางดูเยือกเย็นยิ่งกว่าคนที่ถูกจ้องเสียอีก "ก็แค่ชื่นชมท่าน"
แม่หนูน้อยผู้นี้ช่างใจกล้าไม่เบา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นหญิงสาวจ้องมองบุรุษตาไม่กะพริบเช่นนี้ ถังจิ่งหงจึงเอ่ยเตือน "วันหลังอย่าจ้องผู้ชายแบบนี้อีก มันไม่ดีต่อชื่อเสียงของลูกผู้หญิงรู้หรือไม่"
การที่สตรีจ้องมองบุรุษจะถูกมองว่าเป็นการยั่วยวน ซึ่งส่อไปในทางที่ไม่เหมาะสม
สังคมยุคศักดินาเฮงซวยเอ๊ย ฉู่ชิงจื่อเอ่ยรับคำ "ข้าเข้าใจแล้ว"
เจ้าของร้านรีบยกเกี๊ยวปลา 2 ชามมาเสิร์ฟ พร้อมกับแย้มยิ้มต้อนรับ "เชิญทานให้อร่อยนะขอรับ ขาดเหลืออะไรก็เรียกข้าได้เลย"
ฉู่ชิงจื่อกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็รับตะเกียบที่ถังจิ่งหงยื่นให้แล้วเริ่มกิน นางรู้สึกประทับใจในรสชาติทันที "อร่อยมาก!"
เมื่อเห็นฉู่ชิงจื่อกินอย่างเอร็ดอร่อย ถังจิ่งหงก็รู้สึกผ่อนคลายลง "กินเยอะๆ เลย"
ฉู่ชิงจื่อส่งยิ้มให้เขา "อืม"
หลังจากกินเสร็จ ทั้งสองก็รีบเดินทางกลับหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
คนตระกูลฉู่ยังคงรอคอยอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน แม้ฉู่ชิงจื่อจะเพิ่งกลับมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน แต่ทุกคนก็ล้วนปฏิบัติกับนางราวกับคนในครอบครัว เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ทุกคนจึงเป็นห่วงและกระวนกระวายใจกันอย่างมาก