- หน้าแรก
- พลิกยุคแปดศูนย์ ล่าสมบัติมหาเศรษฐี
- บทที่ 61: เตรียมตัวกลับบ้าน
บทที่ 61: เตรียมตัวกลับบ้าน
บทที่ 61: เตรียมตัวกลับบ้าน
บทที่ 61: เตรียมตัวกลับบ้าน
มองดูเจ้าอ้วนสวาปามอาหารอย่างเอร็ดอร่อย หยางจิ้งก็หัวเราะแล้วถามขึ้นว่า
"ไอ้อ้วน สรุปมันยังไงกันแน่เนี่ย? ทำไมศาสตราจารย์วิลสันถึงยอมช่วยฉันขนาดนี้?"
เจ้าอ้วนวางมีดกับส้อมลง ใช้ผ้าเช็ดปากซับมุมปากอย่างพึงพอใจ มื้อนี้เขาฟินสุดๆ แม้หยางจิ้งจะเพิ่งออกไป
แค่สามวัน แต่เจ้าอ้วนกลับรู้สึกเหมือนตัวเองอดอยากมานานสามเดือน ดังนั้นเขาจึงแฮปปี้กับอาหารฝรั่งเศสมื้อใหญ่แบบจัดเต็มนี้มาก
"จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาฉันแวะไปฝากท้องที่บ้านศาสตราจารย์วิลสัน
บ่อยไปหน่อย จนตาแก่เริ่มรำคาญ ถามฉันว่าทำไมไม่ยอมกินข้าวที่บ้านตัวเองจะมาแย่งข้าวคนแก่อย่างแกกินทำไม
ฉันก็เลยบอกไปว่าแกน่ะรวยแล้ว หนีไปลัลลาที่ฝรั่งเศสกับเยอรมันทิ้งฉันไว้ ตาแก่เลยเริ่มสนใจขึ้นมาน่ะสิ"
"เช้ด! แกสิที่ลัลลา ฉันออกไปพักผ่อนหย่อนใจโว้ย เข้าใจไหม?"
เจ้าอ้วนหัวเราะร่า
"จริงๆ แล้วศาสตราจารย์วิลสันเขาเป็นห่วงแกนะ แกก็รู้ว่าช่วงนี้มีปัญหาผู้อพยพจากตะวันออกกลาง
ทั้งฝรั่งเศสทั้งเยอรมันก็ไม่ค่อยสงบ ยุโรปทั้งทวีปดูจะไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ โดยเฉพาะฝรั่งเศสเนี่ย สองปีมานี้มีเหตุการณ์ก่อการร้ายตั้งกี่ครั้งแล้ว? ศาสตราจารย์เลยกลัวว่าแกไปคนเดียวจะเกิดเรื่อง ส่วนเรื่องสอบป้องกันวิทยานิพนธ์น่ะมันก็แค่นั้นแหละ ถ้ามีเส้นสายหน่อยเขาก็ลัดคิวให้ได้ ศาสตราจารย์วิลสันกับศาสตราจารย์ฟิชบอร์ดน่ะซี้ปึ้กกัน แค่เอ่ยปากขอให้จัดสอบล่วงหน้ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย"
พอได้รับคำอธิบายจากเจ้าอ้วน หยางจิ้งก็รู้สึกตื้นตันใจไม่น้อย ศาสตราจารย์วิลสันไม่ใช่แม้แต่อาจารย์ที่ปรึกษาโดยตรงของเขาด้วยซ้ำ แต่เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของเจ้าอ้วน ท่านกลับยอมใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมาจัดการเรื่องนี้ให้ ไว้มีโอกาสต้องหาทางตอบแทนตาแก่ใจดีคนนี้ให้ได้จริงๆ
"ไอ้อ้วน ศาสตราจารย์วิลสันชอบอะไรเป็นพิเศษไหม? นายสนิทกับท่านขนาดนั้นต้องรู้แน่ๆ"
เจ้าอ้วนหยิบมีดกับส้อมขึ้นมาหั่นสเต็กเข้าปากอีกคำ
"ศาสตราจารย์อายุมากแล้ว ของที่ชอบนอกจากพวกของเก่าก็เหลือแค่ 'ชาแดง' นี่แหละ เหล่าหยาง ถ้ามีโอกาสก็หาซื้อชาแดงดีๆ ไปฝากท่านหน่อยเถอะ ท่านน่ะเลิฟสิ่งนี้สุดๆ"
หยางจิ้งจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจทันที หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คุยไปกินไป มื้ออาหารฝรั่งเศสมื้อนี้ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงเต็ม ก่อนจะพากันกลับมายังห้องเช่าด้วยความอิ่มเอม ห้องเช่าเล็กๆ นี้แม้จะดูคับแคบไปนิด แต่พอได้อาศัยอยู่มานานถึงสองปี หลังจากออกไปข้างนอกแค่สามวันพอกลับมาถึง หยางจิ้งก็ยังรู้สึกว่าห้องนี้ช่างอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ช่วงไม่กี่วันต่อมา หยางจิ้งฝังตัวอยู่ในห้องสมุดเพื่อเตรียมตัวสำหรับสอบป้องกันวิทยานิพนธ์รอบแรกที่กำลังจะมาถึง
ความจริงมันก็ไม่มีอะไรต้องเตรียมมากนักหรอก การสอบรอบแรกค่อนข้างง่าย แค่ศาสตราจารย์อาวุโสไม่กี่ท่านมานั่งรวมตัวกัน ถามคำถามนิดหน่อย แล้วก็ชี้จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในเล่มให้เรากลับไปแก้ไข ก่อนจะเข้าสู่การสอบป้องกันฯ รอบตัดสินอย่างเป็นทางการ แม้การสอบจบ ป.โท จะดูซับซ้อนกว่า ป.ตรี อยู่บ้าง แต่พื้นฐานก็คล้ายกัน หยางจิ้งที่เคยผ่านประสบการณ์สอบจบที่เมืองจีนมาแล้วครั้งหนึ่งจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือกดดันอะไรมากนัก แต่ในเมื่อศาสตราจารย์วิลสันอุตส่าห์ใช้เส้นสายช่วยเขาขนาดนี้ หากเขาทำเป็นเล่นๆ ไม่ใส่ใจ มันคงจะดูเสียมารยาทกับอาจารย์อาวุโสท่านนั้นเกินไป ต่อให้ต้องแสร้งทำเป็นขะมักเขม้นหน่อยก็ยังดีกว่าทำให้ศาสตราจารย์วิลสันเสียหน้า จริงๆ แล้วการสอบป้องกันฯ มันก็คือวิธีการตรวจสอบอย่างหนึ่ง หัวใจสำคัญอยู่ที่ตัววิทยานิพนธ์ต่างหาก ซึ่งเรื่องนี้หยางจิ้งมั่นใจสุดๆ เพราะเขามีไอคิวสูงถึง 142 ระดับอัจฉริยะแบบนี้ กะอีแค่วิทยานิพนธ์เล่มเดียวทำอะไรเขาไม่ได้หรอก! วันศุกร์ของการสอบรอบแรกผ่านไปอย่างราบรื่น วิทยานิพนธ์ที่หยางจิ้งเขียนได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์จากบรรดาศาสตราจารย์อาวุโส เพราะเล่มนี้หยางจิ้งทุ่มเทแรงกายแรงใจทำจริงๆ ดังนั้นรอบแรกจึงแทบไม่มีใครหาจุดบกพร่องเจอเลย ศาสตราจารย์ฟิชบอร์ดดูจะพอใจกับลูกศิษย์ชาวจีนคนนี้มาก ท่านบอกให้หยางจิ้งรีบกลับไปแก้จุดเล็กๆ น้อยๆ ในเล่มให้เรียบร้อย แล้วเตรียมตัวสอบป้องกันฯ รอบตัดสินในวันศุกร์หน้าได้เลย คำขอที่กะทันหันของศาสตราจารย์
ฟิชบอร์ดนี้เป็นสิ่งที่หยางจิ้งโหยหามากที่สุด! เขาเบื่อการอยู่ประเทศอังกฤษจะแย่แล้ว การได้กลับบ้านเร็วขึ้นแม้
วันเดียวก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดสำหรับเขา หยางจิ้งจึงรีบตอบรับคำของศาสตราจารย์ฟิชบอร์ดทันที พร้อมรับรองว่าจะสอบผ่านรอบสุดท้ายให้ได้ในม้วนเดียวจบ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความยุ่งเหยิง พอวันศุกร์ผ่านพ้นไป หยางจิ้งก็เดินออกมาจากห้องสอบด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์รอบตัดสินดำเนินไปอย่างราบรื่นเหมือนรอบแรก สำหรับคำถามเชิงลึกที่บรรดาศาสตราจารย์อาวุโสยิงมา หยางจิ้งสามารถตอบได้อย่างใจเย็นและเฉียบคม ในที่สุด ศาสตราจารย์ที่ร่วมสอบทุกคนก็มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ให้วิทยานิพนธ์ของหยางจิ้ง "ผ่าน" อย่างสมบูรณ์
นั่นหมายความว่า หยางจิ้งเรียนจบจาก Royal Holloway, University of London อย่างเป็นทางการแล้ว! ทว่าหากจะรับใบประกาศนียบัตรต้องรอจนกว่าจะถึงพิธีประสาทปริญญา ซึ่งกำหนดไว้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนหรืออีกประมาณ 20 วันข้างหน้า สำหรับเรื่องนี้ หยางจิ้งไม่อยากจะรออีกต่อไปแล้ว ถ้าไม่ได้เลื่อนคิวสอบให้เร็วขึ้น เขาคงจะอดทนเที่ยวเตร่ในยุโรปต่อไปได้อีกสักพัก แต่พอสอบเสร็จกะทันหันแถมยังผ่านฉลุยแบบนี้ ความคิดที่จะกลับบ้านมันก็พุ่งพล่านจนฉุดไม่อยู่ ความคิดนี้พอเกิดขึ้นแล้วมันก็เหมือนกองไฟที่ลุกโชนจนควบคุมไม่ได้ ทำให้หยางจิ้งอยากจะกระโดดขึ้นเครื่องบินกลับไปเเสียพรุ่งนี้เลย
"รังทองรังเงิน ก็ไม่สู้รังหญ้าที่บ้านเรา!" (สำนวนจีนหมายถึง บ้านเราดีที่สุด)
หยางจิ้งที่มาใช้ชีวิตที่อังกฤษห่างไกลจากบ้านเกิดนับหมื่นลี้มานานถึงสองปี เข้าใจความหมายของประโยคนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร โดยเฉพาะการที่เขาไม่เคยกลับบ้านเลยตั้งแต่มาถึงอังกฤษ ตอนนี้เรียนจบแล้ว ไม่มีอะไรจะมาขวางทางก้าวเดินกลับบ้านของเขาได้อีกต่อไป ยังไงใบประกาศฯ ก็ฝากคนอื่นรับแทนได้ เขาเลยกะว่าจะไหว้วานให้เจ้าอ้วนจัดการให้ เพราะการรับใบประกาศแทนกันในอังกฤษน่ะทำได้อยู่แล้ว เมื่อเห็นหยางจิ้งกำลังเก็บข้าวของ เจ้าอ้วนก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ พร้อมร่ายกลอนออกมาประโยคหนึ่งว่า
"เฮ้อ... งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ต่อให้คบหากันพันปี สุดท้ายก็ต้องมีวันจากลา"
หยางจิ้งกำลังอารมณ์ดี เลยหันไปแซวกลับว่า
"วันนี้แกเป็นอะไรของแกเนี่ย? แค่พี่ชายจะกลับบ้านล่วงหน้าไม่กี่วันเอง แกอยู่ที่นี่มาหกปียังอยู่ได้ รออีกไม่กี่วันมันจะเป็นไรไป ไว้กลับไปเมืองจีนเราสองคนก็ได้เจอกันอีกไม่ใช่เหรอ?"
เจ้าอ้วนเล่นมุมผ้าปูเตียงแก้เซ็ง พรางพูดอย่างหัวเสียว่า
"แกน่ะจบเรื่องแล้วก็กลับบ้านได้เร็ว แต่ถ้าแกไปแล้วใครจะทำกับข้าวให้ฉันกินล่ะวะ? แค่คิดว่าต้องกลับไปแทะเบอร์เกอร์อีก ฉันก็รู้สึกว่าชีวิตมันช่างไร้รสชาติสิ้นดีเลยว่ะ..."
หยางจิ้งหัวเราะพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อ จริงๆ ก็ไม่มีอะไรให้เก็บมากนักหรอก หยางจิ้งตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว และตามประสาวันรุ่นอย่างพวกเขา ขอแค่มีเงินในกระเป๋า ของใช้อื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องหอบหิ้วไปให้พะรุงพะรัง ดังนั้นหยางจิ้งจึงเก็บแค่ของรักของสะสมสามชิ้นที่ซื้อมาจากเถ้าแก่หวง, เสื้อผ้าไม่กี่ชุดและโน้ตบุ๊กคู่ใจก็เกือบจะเสร็จแล้ว ส่วนของที่เหลือหยางจิ้งไม่คิดจะหิ้วกลับเมืองจีน กะว่าจะทิ้งไว้ให้เจ้าของบ้านเช่านั่นแหละ แน่นอนว่านาฬิกาสามเรือนนั่น หยางจิ้งจะไปเบิกออกมาจากตู้นิรภัยที่ธนาคารก่อนออกเดินทาง เรือนที่มีค่าที่สุดแน่นอนว่าต้องใส่ไว้ที่ข้อมือ ส่วนอีกสองเรือนที่ซื้อฝากพ่อกับแม่ก็ใส่กระเป๋าเป้ผ่านด่านตรวจความปลอดภัยได้สบายๆ ด่านตรวจในสนามบินอังกฤษไม่ได้เข้มงวดเวอร์แบบที่เมืองจีน ที่นั่นแทบจะถอดผ้าตรวจกันเลยทีเดียว แต่ที่อังกฤษจะค่อนข้างผ่อนปรนกว่า นาฬิกาสองเรือนนั้นถ้าเป็นที่เมืองจีนคงต้องโดนเรียกเก็บภาษีแน่ๆ แต่ที่อังกฤษใส่เป้ไปมักจะผ่านได้ฉลุย ส่วนเรือนที่อยู่ที่ข้อมือ ด่านตรวจอังกฤษแทบจะไม่ตรวจอยู่แล้ว นั่นแหละคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
จบตอนที่ 61