เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 409 เหตุพลิกผันและใกล้สิ้นใจ

บทที่ 409 เหตุพลิกผันและใกล้สิ้นใจ

บทที่ 409 เหตุพลิกผันและใกล้สิ้นใจ


ชาติก่อน หลี่ผิงเคยเห็นข่าวมาบ้าง องค์กรบางแห่งถนัดนักเรื่องการใช้งานพนักงานหญิงเยี่ยงพนักงานชาย ใช้งานพนักงานชายเยี่ยงวัวเยี่ยงควาย ทำให้พนักงานอายุยังน้อยกลับมีโรคภัยรุมเร้า ซ้ำร้ายยังมีกรณีที่ทำงานหนักจนใหลตายในหน้าที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

การเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แท้จริงแล้วเป็นผลเสียต่อทั้งองค์กรและพนักงานเอง

ด้วยเหตุนี้ พวกหัวหมอบางคนจึงคิดวิธีแก้ปัญหาขึ้นมาได้สองทาง

หนึ่งคือใช้พนักงานสัญญาจ้างภายนอกให้มากเข้าไว้ หากพนักงานสัญญาจ้างตายไปก็ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทของตน

สองคือเมื่อพนักงานอายุมากขึ้น อย่างเช่นเกินสามสิบห้าปี สมรรถภาพร่างกายถดถอย ไม่สามารถใช้งานเยี่ยงวัวเยี่ยงควายได้อีก แถมยังมีความเสี่ยงที่จะใหลตายสูง ก็จัดการเชิญออกไปเสียให้หมด

ส่วนเรื่องการดูแลพนักงานให้ดี ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานน่ะหรือ นั่นเป็นไปไม่ได้หรอก

สถานการณ์ของหอไฉ่ไป๋นั้นแตกต่างออกไป หลี่ผิงเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ตลอดทั้งปี ย่อมไม่มีเวลาไปจัดการเรื่องการทำงานโดยละเอียดของผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสอง และไม่ได้กำหนดการประเมินผลงานใดๆ ให้กับพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ ภาระงานในแต่ละวันของพวกเขาจึงสบายมาก และไม่มีแรงกดดันมากนัก

ทว่าคนอื่นไม่รู้เรื่องนี้ หากพวกเขามาสิ้นอายุขัยในหอไฉ่ไป๋ มันก็จะนำเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาสู่หอไฉ่ไป๋และหลี่ผิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่ผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองขอลาออกด้วยตัวเอง ก็เป็นเพราะพิจารณาถึงจุดนี้ พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจที่หลี่ผิงดูแลพวกเขามาตลอดสามสิบกว่าปี จึงไม่อยากนำความเดือดร้อนมาให้เขา

เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลี่ผิงก็พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "อืม ข้าตกลงให้พวกเจ้าลาออก"

"ขอบคุณผู้อาวุโสขอรับ" ผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ทว่าในแววตาของพวกเขากลับมีความรู้สึกอ้างว้างแฝงอยู่

ทำงานในหอไฉ่ไป๋มาสามสิบกว่าปี ลาออกได้สำเร็จ ต่อไปก็ไม่ต้องทำงานอีกแล้ว ในเวลานี้ภายในใจของทั้งสองคนจึงรู้สึกว่างเปล่าอยู่บ้าง

หลังจากที่หลี่ผิงอนุมัติการลาออกของทั้งสองคนแล้ว เขาก็นำกองหินวิญญาณออกมาจากถุงเก็บของ วางไว้บนโต๊ะตรงหน้า และใช้มือข้างเดียวลากแบ่งพวกมันออกเป็นสองกอง

จากนั้นเขาก็ยิ้มพลางมองไปที่ผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสอง "พวกเจ้าสองคนเหน็ดเหนื่อยในหอไฉ่ไป๋มาสามสิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้จะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ข้าคงอดไม่ได้ที่จะมอบของน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้ จึงขอมอบหินวิญญาณให้พวกเจ้าคนละห้าร้อยก้อน เพื่อเป็นรางวัลสำหรับความเหนื่อยยากตลอดหลายปีมานี้ก็แล้วกัน"

"ผู้อาวุโส แบบนี้จะได้หรือขอรับ อย่าได้ลดทอนบุญวาสนาของผู้น้อยเลย!"

"หลายปีมานี้ผู้อาวุโสก็ดูแลพวกเราสองคนมากพอแล้ว พวกเราสองคนจะกล้ารับหินวิญญาณของผู้อาวุโสอีกได้อย่างไรขอรับ"

……

เรื่องที่หลี่ผิงมอบหินวิญญาณให้ ผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองต่างพากันปฏิเสธเสียงแข็ง ทว่าภายใต้คำขอร้องของหลี่ผิง สุดท้ายพวกเขาก็รับหินวิญญาณไว้ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง

หินวิญญาณห้าร้อยก้อนถือว่าไม่มากนักสำหรับหลี่ผิง การที่เขาลงมือหลอมยาเม็ดระดับสามเตาหนึ่งตามใจชอบ ค่าตอบแทนที่ได้รับก็ยังมากกว่าตัวเลขนี้เสียอีก

แต่เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมปราณแล้ว มันสามารถเทียบได้กับรายได้นานกว่าสิบปีของพวกเขาเลยทีเดียว ผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองย่อมตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก

หลี่ผิงยิ้มพลางมองส่งผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองจากไป แล้วจึงเรียกเหมิงหว่านจวินเข้ามา

"คุณชาย จะเปิดรับคนเพิ่มไหมเจ้าคะ?" เหมิงหว่านจวินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

หลี่ผิงส่ายหน้า "ไม่รับแล้ว เจ้าไปจัดการในตลาดนัดสักหน่อย แล้วเซ้งหอไฉ่ไป๋ออกไปเถอะ อีกไม่กี่ปี พวกเราอาจจะต้องเปลี่ยนสถานที่บำเพ็ญเพียรแล้ว"

ผ่านการขัดเกลามาสามสิบกว่าปี ตอนนี้เหมิงหว่านจวินได้กลายเป็นแม่ค้าผู้มากประสบการณ์แล้ว การจัดการเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ด้วยตัวเองก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้หลี่ผิงออกหน้าอีก

"ได้เจ้าค่ะคุณชาย ข้าเข้าใจแล้ว" เหมิงหว่านจวินพยักหน้า

นางไม่สนว่าจะต้องเปลี่ยนสถานที่บำเพ็ญเพียรหรือไม่ ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างคุณชายตลอดไป นางก็พอใจแล้ว

หลังจากสั่งให้เหมิงหว่านจวินไปจัดการเรื่องการโอนกิจการหอไฉ่ไป๋ หลี่ผิงก็เดินมาที่ลานบ้านด้วยตัวเอง เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของอสูรวิญญาณทั้งสองตัว

หนูดินได้รักษาระดับพลังของตนเองให้มั่นคงแล้ว และในเวลานี้มันกำลังบำรุงหลอมอาวุธวิเศษคู่กายอย่างเชือกผนึกวิญญาณอยู่

ส่วนวิหคเพลิงเถื่อนอยู่ห่างจากการเลื่อนระดับเป็นขั้นกลางอีกไม่ไกล เวลาส่วนใหญ่มันจึงหลับตาจำศีล เพื่อปลุกสายเลือดภายในร่างให้ตื่นขึ้นไปอีกขั้น

ศพทองแดงทั้งสองตัวมีความเร็วในการดูดซับปราณปฐพีเพื่อบำรุงหลอมอยู่ในระดับทั่วไป จึงยังไม่สามารถนำออกมาใช้งานได้ในตอนนี้

หลี่ผิงหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องฝึกตน แล้วนั่งขัดสมาธิลง

จิตสำนึกของเขามองไปที่ต้นไม้เทวะสองต้นบนเกาะลอยสีเทาแห่งที่สอง

ไม้บำรุงวิญญาณที่ปลูกไว้เมื่อสิบปีก่อน ตอนนี้มีอายุถึงห้าพันปีแล้ว ส่วนไม้ดาราจักรเหยาจี๋ที่มีความสูงกว่าหกสิบฉือยังอยู่ห่างไกลจากการเติบโตเต็มที่อีกมาก

บนต้นไม้เทวะ เพลิงเหมันต์ไท่อินสองกลุ่มกำลังกลืนกินกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากไม้เทวะดาราจักรอย่างตะกละตะกลาม

ตอนที่เพิ่งถูกหลี่ผิงบังคับแยกออกจากกัน ระดับของเพลิงเหมันต์ทั้งสองกลุ่มอยู่เพียงระดับสามขั้นสูงเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปอย่างยาวนานบนเกาะลอยสีเทา เพลิงเหมันต์ทั้งสองกลุ่มก็เลื่อนระดับขึ้นสู่ระดับสี่อีกครั้ง

ทุกอย่างไม่มีปัญหา หลี่ผิงหลับตาลง และจมดิ่งเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรอย่างหนักอีกครั้ง

……

ทว่าการเก็บตัวในครั้งนี้ผ่านไปไม่ถึงสี่เดือน เขาก็ได้รับข้อความสื่อสารอันเร่งด่วนจากเหมิงหว่านจวิน จึงต้องออกจากด่านบำเพ็ญเพียร

ในตอนแรก เขาคิดว่าการเซ้งหอไฉ่ไป๋คงพบเจอปัญหา แต่เมื่อเหมิงหว่านจวินนำกล่องกลสวรรค์ใบหนึ่งมาส่งให้ถึงมือของเขา สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

"ใครเป็นคนส่งกล่องกลสวรรค์ใบนี้มา?" หลี่ผิงมองไปที่เหมิงหว่านจวิน

เหมิงหว่านจวินรับรู้ได้ถึงสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหลี่ผิง นางไม่กล้าชักช้า จึงรีบกล่าวทันที "ผู้ที่ส่งกล่องมาคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานแปลกหน้าคนหนึ่งเจ้าค่ะ เขาบอกว่าผู้อาวุโสเฝิงท่านหนึ่งสั่งให้เขานำมาส่งให้คุณชายเจ้าค่ะ"

"เป็นพวกนางจริงๆ ด้วย"

เมื่อฟังคำพูดของเหมิงหว่านจวินจบ และได้เห็นสัญลักษณ์อันคุ้นเคยที่ตกลงกันไว้บนกล่องกลสวรรค์ ในที่สุดหลี่ผิงก็มั่นใจ

กล่องกลสวรรค์ใบนี้เป็นของเว่ยและเฝิงที่ส่งมาให้เขา

ทั้งสองคนไม่เข้าเมือง แต่กลับต้องผ่านผู้บำเพ็ญเพียรแปลกหน้า เพื่อส่งข้อความถึงเขาด้วยวิธีใช้กล่องกลสวรรค์เช่นนี้น่ะหรือ?

หลี่ผิงสังหรณ์ใจลึกๆ ว่า ทั้งสองคนคงจะเกิดเรื่องขึ้นแล้ว

เขาไม่ได้ลังเลมากนัก เขาใช้เคล็ดวิชาลับที่ตกลงกันไว้เปิดกล่องกลสวรรค์ออกโดยตรง

"แกรก" เสียงเปิดกล่องดังขึ้น กล่องกลสวรรค์ในมือถูกหลี่ผิงเปิดออก

ข้างในว่างเปล่า มีเพียงแผ่นหยกสีม่วงแผ่นหนึ่งวางอยู่ก้นกล่อง

หลี่ผิงเก็บกล่องกลสวรรค์ไป เขาคว้าแผ่นหยกสีม่วงไว้ในมือ จากนั้นก็จมจิตสัมผัสลงไปอ่านอย่างละเอียด

แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้ขึ้นมาทันที

เหมิงหว่านจวินที่อยู่ด้านข้างเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของคุณชาย ก็อดไม่ได้ที่จะเดาว่าแผ่นหยกนั้นเขียนอะไรไว้กันแน่

และในขณะที่นางกำลังคาดเดาอยู่นั้น เสียงอันราบเรียบของคุณชายก็ดังเข้าหูมาแล้ว "หว่านจวิน เรื่องทางหอไฉ่ไป๋จัดการไปถึงไหนแล้ว?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหมิงหว่านจวินก็รีบตอบ "เรียนคุณชาย ข้าหาคนที่ยอมรับช่วงต่อได้แล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่ราคายังตกลงกันไม่ได้ อีกฝ่ายอยากให้เราลดราคาลงมาบ้างเจ้าค่ะ"

หลี่ผิงพยักหน้าพลางเอ่ย "เจ้ารีบไปจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเถอะ ลดราคาให้บ้างก็ไม่เป็นไร"

"เจ้าค่ะ คุณชาย หว่านจวินเข้าใจแล้ว!" เมื่อรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่ไม่ปกติของหลี่ผิง เหมิงหว่านจวินก็รีบรับคำ แล้วรีบรุดไปที่ตลาดนัดอย่างเร่งรีบ

หลี่ผิงมองส่งเหมิงหว่านจวินจากไป ถึงได้ครุ่นคิดทบทวนเรื่องราวที่ถูกเขียนไว้ในแผ่นหยกซึ่งเฝิงซีซวงฝากคนส่งมาให้ตนอย่างเงียบๆ

ภารกิจปราบปรามอธรรมที่สมาคมต้าถงมอบหมายให้ ในตอนแรกเป้าหมายคือผู้บำเพ็ญฝ่ายอธรรมระดับหลอมรวมแก่นปราณ ต่อมาก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญฝ่ายอธรรมระดับสร้างรากฐาน จนมาถึงครั้งนี้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญฝ่ายอธรรมระดับรวบรวมปราณ หรือกระทั่งโจรผู้ร้ายในหมู่คนธรรมดาก็ยังปรากฏตัวขึ้น

ในช่วงแรก เว่ยอี่หลิงและเฝิงซีซวงระแวดระวังตัวมาก พวกนางต้องตรวจสอบตัวตนของเป้าหมายทีละคนให้แน่ชัดเสียก่อนถึงจะลงมือ

ทว่าเมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรของเป้าหมายลดต่ำลงเรื่อยๆ ประกอบกับข้อมูลข่าวสารของสมาคมต้าถงก็ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ทั้งสองคนจึงค่อยๆ วางใจ และไม่มีความระแวดระวังเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

ไม่นานมานี้ พวกนางได้สังหารกลุ่มคนธรรมดาที่ถูกระบุไว้ในคำอธิบายภารกิจของสมาคมต้าถงว่าเป็น 'สาวกลัทธิมาร' ไปกลุ่มหนึ่ง

แต่ผลปรากฏว่าหลังจากส่งมอบภารกิจ อาคมกลืนวิญญาณภายในสมองของเว่ยอี่หลิงก็ปะทุขึ้นมาโดยตรง ส่งผลให้จิตวิญญาณของนางได้รับบาดเจ็บสาหัสจนใกล้สิ้นใจ และหมดสติไป

จบบทที่ บทที่ 409 เหตุพลิกผันและใกล้สิ้นใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว