- หน้าแรก
- อายุยืนคือจุดเริ่มต้นของความเป็นอมตะ
- บทที่ 407 ภารกิจต่อเนื่อง กิ้งก่าเกล็ดมังกร
บทที่ 407 ภารกิจต่อเนื่อง กิ้งก่าเกล็ดมังกร
บทที่ 407 ภารกิจต่อเนื่อง กิ้งก่าเกล็ดมังกร
ภายในถ้ำสถิตริมแม่น้ำ
เฝิงซีซวงเก็บหุ่นเชิดระดับสองที่นางสร้างขึ้นเอง ตั้งใจว่าเมื่อกลับไปจะปรับปรุงมันอีกสักหน่อย
จากนั้นเว่ยอี่หลิงก็เอ่ยปาก โดยกล่าวว่านางและเฝิงซีซวงได้รับภารกิจมาอีกหนึ่งภารกิจ ภารกิจในครั้งนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด คือให้พวกนางไปสังหารผู้บำเพ็ญมารระดับหลอมรวมแก่นปราณที่ทำความชั่วร้ายในเขตเฉินกวน
เป็นการสังหารคนเพียงอย่างเดียว นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใดอีก
เมื่อหลี่ผิงฟังจบก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
สมาคมต้าถง เมื่อดูจากวิธีการควบคุมผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ ของพวกเขาแล้ว ก็ไม่เห็นจะเหมือนขุมกำลังฝ่ายธรรมะตรงไหน เหตุใดถึงยังมีการออกภารกิจกำจัดมาร ยอมจ่ายคะแนนคุณูปการของตัวเอง เพื่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรในสมาคมไปรักษาความสงบเรียบร้อยของโลกการบำเพ็ญเพียรกันล่ะ
ภารกิจในครั้งนี้กับภารกิจที่เขตหลินสุ่ยในครั้งก่อนยังไม่ค่อยเหมือนกันนัก
ภารกิจที่เขตหลินสุ่ย แม้ว่าผู้ที่ต้องสังหารจะเป็นผู้บำเพ็ญมารเช่นกัน แต่การสังหารผู้บำเพ็ญมารเป็นเพียงเป้าหมายรอง เป้าหมายของภารกิจที่แท้จริงคือหญ้าล่ออสูรที่ผลของมันกำลังจะสุกงอมในถ้ำสถิตของผู้บำเพ็ญมารผู้นั้น
ทว่าในครั้งนี้ การสังหารคนคือตัวภารกิจโดยตรง
"ก่อนที่พวกเจ้าจะลงมือ จำไว้ว่าต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อน" หลี่ผิงเตือนทั้งสองคน "โลกการบำเพ็ญเพียรนั้นมีความซับซ้อนลึกซึ้งยิ่งนัก พวกเจ้าจะสังหารคนก็ย่อมได้ แต่จงอย่าสังหารคนที่มีความเป็นมาใหญ่โต เพื่อหลีกเลี่ยงการกลายเป็นคนโชคร้ายที่ต้องรับเคราะห์แทนในท้ายที่สุด"
หากเป็นในแดนรกร้างประจิม ด้วยความแข็งแกร่งของเฝิงซีซวงและเว่ยอี่หลิง ย่อมสามารถสังหารใครก็ได้ตามที่ต้องการ เมื่อสังหารคนไปแล้วก็ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องพวกนางเช่นกัน
แต่ต้าโจวนั้นแตกต่างออกไป
ภายใต้การปกครองของสมาพันธ์เซียน ทุกสิ่งล้วนมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมาย
การสังหารคนโดยไร้เหตุผล จะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และถูกจารึกชื่อลงบนประกาศจับของหน่วยปราบอสูร นับแต่นั้นไปก็ทำได้เพียงใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ
แน่นอนว่าการฝ่าฝืนกฎหมายยังถือว่าพอทน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์!
หากบังเอิญไปสังหารคนที่มีเบื้องหลังลึกล้ำเข้า เช่น อัจฉริยะของราชวงศ์ต้าโจว ศิษย์สายตรงของสำนักระดับวิญญาณแรกกำเนิด หรืออะไรทำนองนั้น นั่นจะเป็นการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ลับของโลกการบำเพ็ญเพียร
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็มีแต่หนทางแห่งความตายเพียงสายเดียวแล้ว
เว่ยอี่หลิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นางมีความรู้สึกร่วมอย่างลึกซึ้งต่อเรื่องนี้
ท้ายที่สุดแล้ว หากในปีนั้นหลี่ผิงไม่ได้สังหารฮว่าหง จนทำให้พวกนางทั้งสองถูกฮว่าอู๋จี๋หมายหัว นางก็คงไม่ต้องทรยศต่อสำนัก หลบหนีไปไกลจากแดนรกร้างประจิม แล้วมายังต้าโจวเช่นนี้
ตอนนี้กว่าจะตั้งหลักในต้าโจวได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี นางไม่หวังที่จะต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดไปอีกครั้ง
"วางใจเถิด พวกเราจะทำการตรวจสอบให้ดีก่อนลงมือ" หลังจากที่เว่ยอี่หลิงครุ่นคิด นางก็เอ่ยปากอย่างหนักแน่น
……
หลังจากมองส่งทั้งสองคนจากไป หลี่ผิงก็เดินทางไปยังหอไฉ่ไป๋เพื่อเดินดูรอบๆ ตามปกติ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดเลย
ในระหว่างนั้น เขายังเรียกผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองคนในร้านมาสอบถามอยู่ครู่หนึ่งด้วย
ก่อนหน้านี้เขายังไม่ทันสังเกตเห็น แต่เมื่อถูกเหมิงหว่านจวินกล่าวเตือน เขาก็ลองสังเกตดูอย่างละเอียด และพบว่าสภาพร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองคนอย่างฉู่ซิวและเฉินกวงนั้น แย่ลงกว่าเมื่อสามสิบปีก่อนมากจริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉู่ซิว แม้ภายนอกเขาจะดูใบหน้ามีเลือดฝาดและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่ที่หว่างคิ้วกลับมีกลุ่มก๊าซสีดำที่สลัดไม่หลุดควบแน่นอยู่ ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความขุ่นมัว ผิวหนังก็ราวกับเปลือกไม้แก่ที่แห้งเหี่ยว ซึ่งซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
เป็นท่าทางของคนที่อายุขัยใกล้จะสิ้นสุดลงเต็มที
สภาพของเฉินกวงดูดีกว่าฉู่ซิวเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าใดนัก
ระยะเวลาสามสิบปีสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงเช่นหลี่ผิงแล้ว เป็นเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวที่ผ่านไป
แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองคนแล้ว มันกลับเป็นหนึ่งในสี่ของชีวิตพวกเขาเลยทีเดียว
ผู้บำเพ็ญเซียน ไม่หลบเลี่ยงภูตผีเทวะ และมองเรื่องความเป็นความตายอย่างปล่อยวาง
ฉู่ซิวและเฉินกวงทั้งสองคนต่างก็แสดงท่าทีที่สงบเยือกเย็นต่อหน้าหลี่ผิง
เฉินกวงตรากตรำมาตลอดชีวิตเพื่อก่อตั้งตระกูลเซียนเฉิน แม้ว่าภายในตระกูลจะไม่ได้ให้กำเนิดลูกหลานที่เป็นอัจฉริยะคนใดเลย แต่สายเลือดของเขา รวมถึงปณิธานอันแรงกล้าที่จะมีชีวิตเป็นอมตะก็ยังสามารถสืบทอดต่อไปได้
ส่วนฉู่ซิว ทายาทที่เขาตรากตรำให้กำเนิดมาตลอดหลายปีนี้ ก็มีสามคนที่มีรากปราณ
เพียงแต่ทายาททั้งสามคนนี้ยังมีอายุยังน้อย และล้วนแต่มีรากปราณห้าธาตุที่ย่ำแย่ที่สุด ตัวฉู่ซิวเองคงไม่สามารถอยู่ดูความสำเร็จในการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาในวันนั้นได้แล้ว
หลี่ผิงได้รับรู้จากปากของทั้งสองคนว่า: เนื่องจากผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากว่าสามสิบปี ต่างฝ่ายต่างรู้ตื้นลึกหนาบางของกันและกันเป็นอย่างดี พวกเขาจึงได้หมั้นหมายให้ลูกหลานของตนเอง เพื่อให้ทั้งสองตระกูลผูกสัมพันธ์เป็นทองแผ่นเดียวกัน
……
เมื่อกลับมาถึงภายในถ้ำสถิต หลี่ผิงก็ยังคงเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างหนักต่อไป
ในระหว่างที่เขาเก็บตัวบำเพ็ญเพียร เวลาหนึ่งปีก็ผ่านไปอย่างเงียบๆ
หลังจากออกจากด่านบำเพ็ญเพียร เขาก็ได้รับรู้จากปากของเหมิงหว่านจวินว่า:
เว่ยอี่หลิงและเฝิงซีซวงออกเดินทางไปแล้ว และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่กลับมา
นอกจากนี้ เรื่องที่หลี่ผิงกำชับไว้ให้กว้านซื้อวัตถุดิบสำหรับหลอมเชือกผนึกวิญญาณในช่วงที่เขาเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ภายในเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ผ่านช่องทางของหอไฉ่ไป๋ ก็ได้กว้านซื้อวัตถุดิบทั้งหมดมาได้อย่างราบรื่น ยกเว้นวัตถุดิบหลัก
เอ็นเส้นใหญ่ของอสูรวิญญาณธาตุปฐพีระดับสามขึ้นไปที่เป็นวัตถุดิบหลัก อันที่จริงไม่ได้ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่หายากอะไรนักในนครหลิงเซียว การที่ยังไม่มีวี่แวว สาเหตุหลักเป็นเพราะระยะเวลาในการค้นหาของพวกเขายังสั้นเกินไป
ผู้บำเพ็ญเพียรชราทั้งสองคนบอกกับเหมิงหว่านจวินว่า คาดว่าภายในหนึ่งหรือสองปีน่าจะมีผลลัพธ์แล้ว
หลี่ผิงพยักหน้า สายตาของเขาจับจ้องไปที่หนูดินที่หมอบกราบอยู่กลางลาน
อสูรวิญญาณตัวนี้ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เอาแต่ทำให้ระดับการฝึกฝนของตัวเองมั่นคง และพัฒนาความสามารถทางสายเลือดของมันให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น
ผ่านการสื่อสารทางจิตสำนึก หลี่ผิงได้รับรู้ว่า: หลังจากเลื่อนระดับขึ้นสู่ระดับสามแล้ว ความสามารถในการค้นหาสมบัติของหนูดินก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น สมบัติที่มันค้นพบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ของวิเศษแห่งฟ้าดินอีกต่อไป แม้แต่อาวุธวิเศษประเภทต่างๆ ที่มนุษย์หลอมขึ้นมา มันก็สามารถค้นหาพบได้เช่นกัน
การค้นหาสมบัติของมันไม่ได้อาศัยการดมกลิ่นจากจมูกอีกต่อไป แต่เป็นการสัมผัสถึงสิ่งที่เรียกว่าแสงสมบัติ
ตัวอย่างเช่น มันอดไม่ได้ที่จะบอกกับหลี่ผิงหลายครั้งว่า ใต้ถ้ำสถิตมีของดีอยู่สองชิ้น แสงสมบัตินั้นสูงถึงหนึ่งฉือเศษ
หลี่ผิงใช้เวลานานทีเดียวกว่าเขาจะนึกขึ้นได้ว่า ของดีที่มันพูดถึงก็คือศพทองแดงระดับสามสองตนที่เขาฝังไว้เลี้ยงอยู่ใต้ดินนั่นเอง
นอกเหนือจากพรสวรรค์ในการค้นหาสมบัติแล้ว อานุภาพของวิชาเคลื่อนย้ายปฐพีของมันก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านความเร็วหรือความสามารถในการปกปิด ล้วนได้รับการยกระดับขึ้นมาในระดับที่เหมาะสมแล้ว
ภายภาคหน้าหากพามันลักลอบเข้าไปพร้อมกับหลี่ผิงก็คงจะสะดวกมากยิ่งขึ้น
ส่วนเรื่องพลังรบ แม้ว่าเจ้าหนูจะภาคภูมิใจในตัวเองมากก็ตาม แต่หลี่ผิงกลับมองข้ามมันไปโดยอัตโนมัติ
ให้มันเป็นหนูค้นหาสมบัติที่เชื่อฟังต่อไปเถิด ในด้านการต่อสู้หลี่ผิงยังมีอสูรตัวอื่นอยู่แล้ว
……
เมื่อได้รับรู้ว่าในปีนี้ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ เกิดขึ้น หลี่ผิงก็กลับไปบำเพ็ญเพียรในห้องฝึกตนตามเดิม
หนึ่งปีต่อมา เมื่อเขาออกจากด่านบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง
หญิงสาวทั้งสองเว่ยและเฝิงก็ได้กลับมายังนครหลิงเซียวแล้ว ในช่วงเวลาสองปีนี้ ภายใต้คำสั่งของเบื้องบนในสมาคมต้าถง พวกนางได้เดินทางไปทั่วหลายเขต และสังหารผู้บำเพ็ญฝ่ายอธรรมระดับหลอมรวมแก่นปราณไปสองคน และระดับสร้างรากฐานอีกสิบกว่าคน นับว่าเป็นการลงโทษคนชั่วและส่งเสริมคนดีอย่างแท้จริง
สิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าก็คือ ในบรรดาภารกิจเหล่านี้ พวกนางไม่เพียงแต่ได้รับคะแนนคุณูปการที่สมาคมต้าถงแจกจ่ายให้ และได้รับถุงเก็บของของผู้บำเพ็ญฝ่ายอธรรมที่ถูกสังหารไปเท่านั้น
แต่หลังจากนั้น พวกนางยังได้ส่งมอบหลักฐานการสังหารผู้บำเพ็ญฝ่ายอธรรมเหล่านี้ไปยังหน่วยปราบอสูร และได้รับรางวัลนำจับมาอีกรอบหนึ่งด้วย
เรียกได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัวเลยทีเดียว
หลังจากเล่าประสบการณ์ตลอดสองปีจบ เฝิงซีซวงก็ยิ้มบางๆ ออกมา "อาจารย์หลี่ ซีซวงได้ยินมาว่าท่านกำลังค้นหาเอ็นเส้นใหญ่ของอสูรวิญญาณธาตุปฐพีระดับสามอยู่ บังเอิญว่าในรายการแลกเปลี่ยนคะแนนคุณูปการของสมาคมต้าถงมีของชิ้นหนึ่งที่ตรงตามความต้องการของท่านพอดี ซีซวงจึงได้แลกมันมา เพื่อเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณที่อาจารย์หลี่ช่วยชี้แนะวิชาหุ่นเชิดให้กับข้า"
ในระหว่างที่พูด เฝิงซีซวงก็หยิบกล่องหยกที่มีความยาวสามฉือและกว้างหนึ่งฝ่ามือออกมาจากถุงเก็บของ เมื่อเปิดออกก็วางมันลงตรงหน้าของหลี่ผิง "ตามที่ผู้แลกเปลี่ยนคนนั้นกล่าวไว้ นี่คือเอ็นเส้นใหญ่ที่ถูกดึงออกมาจากร่างกายของกิ้งก่าเกล็ดมังกรระดับสามขั้นปลาย!"
"โอ้? กิ้งก่าเกล็ดมังกรระดับสามขั้นปลายหรือ?" หลี่ผิงรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย
เขามองเข้าไปในกล่องหยกที่ถูกเปิดออก ก็พอดีเห็นเอ็นเส้นใหญ่ที่มีขนาดความหนาประมาณท่อนแขน เปล่งประกายแวววาวสีเหลืองอ่อน ราวกับสร้างขึ้นจากหยก ม้วนตัววางอยู่ภายในนั้น