- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดริมชายฝั่งพกมิติลับมาสร้างครอบครัว
- บทที่ 27 มารดาเจ้าแซ่อะไร?
บทที่ 27 มารดาเจ้าแซ่อะไร?
บทที่ 27 มารดาเจ้าแซ่อะไร?
บทที่ 27 มารดาเจ้าแซ่อะไร?
มู่ชิงชิงเงยหน้าขึ้นและสังเกตเห็นพวกมันเช่นกัน พวกมันกำลังบินหึ่งๆ ไปทั่วทิศทาง นางหยิบสวิงขึ้นมาตวัดจับ เพียงครั้งเดียวก็จับได้สิบกว่าตัวอย่างน่าประหลาดใจ
นางจับเพิ่มอีกเล็กน้อยจนได้ปริมาณที่พอใจ จากนั้นก็หันไปพูดกับหลิงโม่ว่า "คืนนี้ข้าจะเพิ่มกับข้าวให้ท่านอีกอย่าง ตั๊กแตนทอด!"
เมื่อพูดจบ นางก็ปล่อยให้หลิงโม่นั่งเหม่อลอยอยู่กลางลานบ้านเพียงลำพัง
เมื่อหลิงโม่ได้สติ เขาก็ตระหนักได้ว่าหญิงสาวตั้งใจจะให้เขากินตั๊กแตนจริงๆ นี่เขาแต่งงานกับภรรยาพิลึกแบบไหนกัน นางกล้านำทุกสิ่งมาทำอาหารกิน เป็นไปได้หรือไม่ว่าของทุกอย่างบนโลกหล้าล้วนกินได้?
เมื่อเห็นมู่ชิงชิงจับตั๊กแตน เสี่ยวจื้อก็เริ่มเลียนแบบนาง เขาวิ่งวุ่นอยู่ในลานบ้านอย่างสนุกสนาน
หลังจากแม่นมหยางนึ่งอาหารทะเลเสร็จ นางก็ยกเตาไฟให้มู่ชิงชิงจัดการต่อ
นางนำตั๊กแตนไปล้างทำความสะอาดอย่างพิถีพิถันในอ่างน้ำ หลังจากล้างอยู่หลายน้ำ พวกมันก็เลิกขยับปีก
มู่ชิงชิงใช้กรรไกรเล่มเล็กค่อยๆ ตัดปีกของพวกมันออกอย่างระมัดระวัง แล้วนำแมลงเหล่านั้นไปวางพักไว้บนจาน
ผ่านการทอดในน้ำมันเดือดจัด มู่ชิงชิงก็ยกจานตั๊กแตนทอดสีเหลืองทองอร่ามมาวางบนโต๊ะ กลิ่นหอมของมันเตะจมูกชวนน้ำลายสอเป็นพิเศษ
ผู้คนในบ้านเลิกประหลาดใจกันแล้ว พวกเขาต่างพากันเดาว่าแมลงพวกนี้ควรจะกินอย่างไรดี
แม่นมหยางเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น "ชิงชิง สิ่งนี้กินอย่างไรหรือ?"
"ใช้ปากกินสิเจ้าคะ!"
คำพูดของมู่ชิงชิงทำเอาทุกคนหัวเราะครืน นางเป็นคนแรกที่โยนตั๊กแตนเข้าปาก รสชาติของมันทั้งกรอบและมันอร่อย
เมื่อเห็นคนอื่นกินกันอย่างเอร็ดอร่อยแถมกลิ่นหอมยังโชยเตะจมูก หลิงโม่ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ "เจ้าบอกว่าทำมาให้ข้ากินมิใช่หรือ"
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจเขา ชายหนุ่มจึงรีบหยิบตะเกียบ คีบตั๊กแตนตัวหนึ่งเข้าปาก
ดวงตาของหลิงโม่สว่างวาบขึ้นมาทันที สายตาที่เขามองมู่ชิงชิงแปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อน หญิงสาวผู้นี้สามารถแก้ปัญหาใหญ่หลวงที่คอยรังควานผู้คนในช่วงภัยพิบัติตั๊กแตนระบาดมานานนับพันปีได้จริงๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อมู่ชิงชิงตื่นนอน ชาวบ้านบางส่วนก็ไปหาของทะเลริมหาดกันแล้ว ดูเหมือนผลลัพธ์จากเมื่อคืนจะออกมาดีทีเดียว
ขณะที่ทุกคนกำลังกินมื้อเช้าอยู่ในลานบ้าน ขบวนเกวียนเทียมวัวหลายเล่มก็มาถึงที่หน้าประตู บรรทุกอิฐและกระเบื้องมาเต็มคัน
พวกชาวบ้านที่ไปหาของทะเลต่างก็พากันมามุงดู พลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเมื่อมองไปที่เกวียนเหล่านั้น "ครอบครัวของมู่ชิงชิงกำลังจะสร้างบ้านใหม่หรือ?"
"ต้องใช่แน่ๆ ดูสิ อิฐและกระเบื้องตั้งมากมายถูกส่งมาที่นี่" หญิงคนหนึ่งเอ่ยพลางพยักหน้า ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความอิจฉา
ในตอนนั้นเอง จ้าวเต๋อเฉวียนก็ปีนลงมาจากเกวียนเทียมวัวคันรั้งท้าย เขาเดินเข้ามาในลานบ้านแล้วพูดกับหลิงโม่และมู่ชิงชิงที่กำลังกินข้าวอยู่ "ข้าซื้ออิฐและกระเบื้องลอตแรกมาแล้ว พวกเราจะเริ่มสร้างห้องทางฝั่งตะวันตกกันก่อน"
"ท่านลุงเต๋อเฉวียน ลำบากท่านแล้ว ท่านยังไม่ได้กินข้าวมาใช่หรือไม่ มากินด้วยกันก่อนสิ!" หลิงโม่ที่นั่งอยู่บนรถเข็นวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยชวนจ้าวเต๋อเฉวียนให้นั่งลง
"ไม่ล่ะ ข้าเกรงใจ ประเดี๋ยวค่อยหาอะไรกินรองท้องเอาทีหลัง"
จ้าวเต๋อเฉวียนลูบหัวตัวเองด้วยความเคอะเขิน เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาถึงตรงกับเวลาอาหารของพวกเขาเลย มันดูเหมือนเขามาเพื่อขอข้าวกินอย่างไรอย่างนั้น
ด้วยรู้นิสัยซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาของจ้าวเต๋อเฉวียน มู่ชิงชิงจึงเอ่ยตรงๆ "นี่เป็นเรื่องบังเอิญพอดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ อีกอย่าง ท่านจะมาเกรงใจพวกเราทำไม ผู้ใหญ่บ้านจ้าวคอยช่วยเหลือพวกเราอยู่เสมอ บุญคุณนี้ตอบแทนเท่าไหร่ก็ไม่หมดหรอก"
เมื่อนางพูดจบ เสี่ยวจื้อผู้ช่างสังเกตก็ลุกขึ้นแล้วดึงแขนของจ้าวเต๋อเฉวียนไปที่ม้านั่งตัวเล็กพลางกล่าวว่า "ท่านลุง กินข้าวขอรับ"
จ้าวเต๋อเฉวียนลูบหัวเสี่ยวจื้อเบาๆ เมื่อไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของพวกเขาได้ เขาจึงรับชามข้าวต้มที่แม่นมหยางตักมาให้แล้วซดรวดเดียวหมด
เขากัดซาลาเปาไส้ผักเข้าไปคำหนึ่งแล้วก็ต้องปลาบปลื้มใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินซาลาเปาที่อร่อยขนาดนี้ จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม "นี่มันอร่อยเกินไปแล้ว!"
ทุกคนต่างรู้สึกขบขันกับท่าทางซื่อๆ ของจ้าวเต๋อเฉวียน และลงมือกินอาหารของตัวเองต่อไป
ขณะเดียวกัน ฝูงชนที่อยู่ข้างนอกต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอ พวกเขาหอบหิ้วของทะเลที่หามาได้เตรียมตัวกลับไปทำอาหารที่บ้าน หากไม่รีบกินตอนนี้ พวกเขาคงต้องหิวโซแน่
หลังมื้อเช้า อิฐและกระเบื้องถูกขนลงจากเกวียนเทียมวัว ก่อนที่เกวียนเหล่านั้นจะเคลื่อนขบวนกลับไป
ชายหนุ่มร่างกำยำสิบกว่าคนจากในหมู่บ้านทยอยกันเดินทางมาถึง ทุกคนต่างเข้ามาทักทายมู่ชิงชิงและหลิงโม่อย่างอบอุ่น
พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบกับงานที่ทำรายได้ดีเช่นนี้ในปีที่มีภัยพิบัติ แม้การสร้างบ้านจะใช้เวลาเพียงสองเดือนกว่าจะเสร็จ แต่การได้กลับบ้านทุกวัน ได้ค่าจ้างวันละสิบอีแปะ แถมยังมีข้าวเที่ยงเลี้ยงดูปูเสื่อ มันช่างเป็นข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมสำหรับพวกเขาเกินไปแล้ว
หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ทุกคนก็เริ่มลงมือขุดดินทำฐานรากอย่างขะมักเขม้น มู่ชิงชิงหยิบใบชาออกมาแล้วขอให้แม่นมหยางช่วยชงชาให้ทุกคน เพราะการทำงานต้องเสียเหงื่อมาก พวกเขาจึงจำเป็นต้องดื่มน้ำเพื่อทดแทน
เมื่อมีคนงานเพิ่มขึ้น มู่ชิงชิงจึงรู้สึกว่านางควรเข้าเมืองไปซื้อเกวียนเทียมวัวสักคัน มิฉะนั้นการต้องออกไปซื้อของทุกวันคงเป็นงานที่เหนื่อยล้าแทบขาดใจ
มู่ชิงชิงกำชับแม่นมหยางให้ทำแผ่นแป้งย่างและต้มตุ๋นหม้อใหญ่สำหรับมื้อเที่ยงของคนงาน นางมอบเงินให้แม่นมหยางไปซื้อหมูสามชั้นสองชั่ง นางอยากให้ทุกคนรู้ว่าการทำงานให้มู่ชิงชิงผู้นี้ หมายถึงการได้กินอิ่มนอนหลับและได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่า
นางต้องการสร้างชื่อเสียงที่ดี เพื่อเป็นรากฐานสำหรับกิจการค้าขายของทะเลของนางต่อไป
มู่ชิงชิงบอกกล่าวหลิงโม่และออกเดินทางเข้าเมืองโดยไม่รอช้า หลังจากเดินไปได้สักพัก นางก็ติดเกวียนเทียมวัวของหมู่บ้านและเดินทางมาถึงในเมืองในอีกหนึ่งชั่วยามต่อมา หลังจากสอบถามเส้นทางไปตลาดค้าวัว นางก็รีบมุ่งหน้าไปทันที
เมื่อไปถึงตลาด มู่ชิงชิงก็ตระหนักถึงความหมายของคำว่า 'ความฝันนั้นสวยงาม แต่ความเป็นจริงช่างโหดร้าย'
ในตลาดค้าวัวอันกว้างใหญ่แห่งนี้ มีคนนำวัวมาขายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และมีแต่คนขาย ไม่มีคนซื้อ บรรยากาศเงียบเหงาวังเวงเป็นพิเศษ
นางเดินดูวัวอยู่หลายตัว ทว่าพวกมันล้วนเป็นวัวแก่หนังเหนียว นางจึงไม่ค่อยถูกใจเท่าไรนัก
ในจังหวะที่ความผิดหวังของนางพุ่งถึงขีดสุด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า "ข้าไม่ขายแล้ว!"
"วันนี้ ต่อให้เจ้าไม่อยากขาย เจ้าก็ต้องขาย!" ชายร่างกำยำหนาบึกบึนตะคอกใส่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ผู้คนจำนวนมากพากันแห่มามุงดูตามเสียง มู่ชิงชิงเองก็เดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะนางรู้สึกว่าเสียงเมื่อครู่นี้ฟังดูคุ้นหูมาก
"อะไรกัน นี่เจ้าคิดจะบังคับซื้อขายกันดื้อๆ ในเมืองชิงสือแห่งนี้เชียวหรือ" เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำ
มู่ชิงชิงแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไปและเห็นว่า... นั่นมันหลัวอวิ๋นชูไม่ใช่หรือ ไฉนวันนี้เขาถึงกลายเป็นฝ่ายถูกรังแกเสียเองเล่า ปกติมีแต่เขาที่จะไปรังแกคนอื่นไม่ใช่หรือไง
"จางซาน วันนี้เจ้าทำเกินไปหน่อยแล้วมั้ง เจ้ากดราคาต่ำขนาดนั้น เด็กมันมีสิทธิ์ที่จะไม่ขายไม่ใช่หรือ" ชายชราในชุดขาดรุ่งริ่ง ในมือถือแส้ต้อนวัว เอ่ยปากตำหนิจางซาน
จางซานเป็นอันธพาลชื่อกระฉ่อนในเมืองชิงสือ เขามีรูปร่างกำยำล่ำสันและมีรอยแผลเป็นบนใบหน้า คนขี้ขลาดมักจะหลีกทางให้เขาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
เมื่อเห็นว่าวัวของหลัวอวิ๋นชูในวันนี้เป็นวัวสายพันธุ์ดี เขาจึงอยากจะข่มขู่บีบบังคับให้เด็กหนุ่มขายให้ในราคาถูก ทว่าราคาที่เขาเสนอมานั้นมันต่ำจนเกินไปจริงๆ
ตามปกติแล้ว เกวียนเทียมวัวจะขายได้ในราคามากกว่าสิบตำลึงเงินขึ้นไป ต่อให้ในปีที่เกิดภัยพิบัติจะขายไม่ได้ราคานั้น แต่มันก็ยังควรจะขายได้อย่างน้อยเจ็ดถึงแปดตำลึง ทว่าเขากลับดึงดันที่จะจ่ายให้หลัวอวิ๋นชูเพียงห้าสิบอีแปะเท่านั้น
ราคาขนาดนั้นไม่มีใครยอมขายหรอก นี่มันปล้นกันชัดๆ ฝูงชนพากันชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์จางซาน ทว่าเนื่องจากเขาเป็นคนพาลที่ไม่มีอะไรจะเสีย ในขณะที่พวกเขายังมีครอบครัวต้องดูแล พวกเขาจึงไม่อาจหาญกล้าไปยั่วยุอันธพาลผู้นี้ได้จริงๆ
เมื่อได้ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ของฝูงชน มู่ชิงชิงก็เข้าใจลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ดูเหมือนนางจะเข้าใจหลัวอวิ๋นชูผิดไป เมื่อครู่นี้นางยังนึกว่าเขากำลังรังแกใครอยู่อีก
มู่ชิงชิงผลักฝูงชนแหวกทางเข้าไป ยืนขวางหน้าหลัวอวิ๋นชูเอาไว้ แล้วถลึงตามองจางซานชายหน้าบากด้วยความโกรธเกรี้ยว พลางเอ่ยว่า "นี่! มารดาเจ้าแซ่อะไร!"