- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดริมชายฝั่งพกมิติลับมาสร้างครอบครัว
- บทที่ 12 ชิงชิงสอบถามอาการป่วย
บทที่ 12 ชิงชิงสอบถามอาการป่วย
บทที่ 12 ชิงชิงสอบถามอาการป่วย
บทที่ 12 ชิงชิงสอบถามอาการป่วย
หลังจากเดินออกมาจากร้านผ้าสกุลเสิ่น มู่ชิงชิงก็เดินตรงไปยังท้ายตรอก นางใช้เงินสิบอีแปะซื้อรองเท้าผ้าปักลายจากแผงขายรองเท้าคู่หนึ่ง แล้วเก็บมันลงในตะกร้าสะพายหลัง
"ไอ้ใบ้! ไอ้เด็กใบ้! ไอ้ตัวไร้ประโยชน์ ดีแต่ร้องไห้ ส่งเสียงก็ไม่ได้! ไร้ประโยชน์ ไร้ประโยชน์ ไร้ประโยชน์จริงๆ!"
เสียงตะโกนประสานกันของเด็กๆ ในตรอกดังแว่วเข้าหูมู่ชิงชิง นางหันไปมองและพบกลุ่มเด็กตัวสูงเตี้ยไล่เลี่ยกันกำลังรุมล้อมเด็กน้อยรูปร่างผอมบางวัยราวห้าหกขวบ พร้อมทั้งส่งเสียงเยาะเย้ยถากถางอย่างไม่ปรานี
เด็กชายคนหนึ่งที่ตัวโตและดูอายุมากกว่าเพื่อนถึงกับผลักเด็กน้อยร่างผอมลงไปกองกับพื้น
เด็กน้อยเช็ดน้ำตาด้วยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งของตน ทว่ากลับไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้เลย
มู่ชิงชิงเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัย นางพบว่าแม้เสื้อผ้าของเด็กน้อยจะเก่าซอมซ่อและเปรอะเปื้อนฝุ่น ทว่าก็เห็นได้ชัดว่าครอบครัวดูแลรักษาความสะอาดให้เขาเป็นอย่างดี เส้นผมยังถูกมัดเป็นมวยเรียบร้อย
"นี่! เจ้าพวกเด็กเมื่อวานซืน บังอาจมารุมรังแกคนอื่นงั้นเรอะ!"
มู่ชิงชิงตวาดลั่น กลุ่มเด็กๆ หันขวับมามองและต้องสั่นสะท้านด้วยความกลัวเมื่อเห็นหญิงร่างท้วมที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
เด็กชายตัวโตหัวโจกเกิดความอับอายจนพาลโกรธ ด่าทอว่า "เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย! นังหมูตอน นังผู้หญิงเหม็นโฉ่!"
"เหอะ! ดูเหมือนหนังเจ้าจะคันยิบๆ อยากโดนตีสินะ ไม่เพียงรังแกคนอื่น แต่ยังกล้าด่าทอผู้ใหญ่ คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการเจ้ายังไง!"
ร่างอันใหญ่โตของมู่ชิงชิงพุ่งพรวดเข้าไปในพริบตา นางเอื้อมมือไปคว้าหูของเด็กชายแล้วบิดหมุนเก้าสิบองศาอย่างแรง!
"โอ๊ย! เจ้ากล้าดึงหูข้างั้นเรอะ!" เมื่อความเจ็บปวดแล่นริ้ว เด็กชายตัวโตก็สะบัดมือปัดป่ายไปมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่ามู่ชิงชิงกลับรวบมือที่กำลังดิ้นรนของเขาไว้ได้ในชั่วพริบตา พร้อมกับออกแรงบิดหูให้แรงยิ่งขึ้นไปอีก!
"โอ๊ย! ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว! ข้าไม่ควรด่าเจ้าเลย!" เด็กชายทนความเจ็บปวดไม่ไหวจนต้องร้องขอความเมตตา
"ขอโทษเขาเดี๋ยวนี้!" มู่ชิงชิงดึงหูลากเขามาผลักไปตรงหน้าเด็กน้อยร่างผอม พร้อมกับพยักพเยิดให้เขาเอ่ยปากขอโทษ
มู่ชิงชิงเคยเห็นเหตุการณ์กลั่นแกล้งกันในสังคมยุคปัจจุบันมามากพอแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ในยุคโบราณอีก หากนางไม่หยุดยั้งเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าในอนาคตจะเกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง
"ข้าขอโทษนะเสี่ยวจื้อ ข้าจะไม่รังแกเจ้าอีกแล้ว!"
เด็กชายตัวโตกุมหูที่ปวดตุบๆ ก้มหน้าก้มตาร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางเอ่ยขอโทษเด็กน้อยที่ชื่อเสี่ยวจื้อ!
"แล้วพวกเจ้าล่ะ!" มู่ชิงชิงชี้หน้ากลุ่มเด็กที่ยืนดูอยู่ พวกเขาหวาดกลัวรูปร่างอันใหญ่โตของมู่ชิงชิงจึงรีบลานเอ่ยขอโทษด้วยความตกใจ
จนกระทั่งเห็นมู่ชิงชิงก้มลงไปพยุงเสี่ยวจื้อขึ้นมา พวกเขาถึงได้แตกฮือวิ่งหนีเอาตัวรอดไปคนละทิศคนละทาง
"เจ้าชื่อเสี่ยวจื้อใช่หรือไม่" มู่ชิงชิงเอ่ยถาม ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาหูหนวกและเป็นใบ้ คงจะไม่ได้ยินที่นางพูด
ทว่าน่าประหลาดใจนักที่เสี่ยวจื้อกลับพยักหน้าให้นาง มู่ชิงชิงจ้องมองเขาด้วยความตื่นตะลึง เขาได้ยิน แต่พูดไม่ได้ต่างหาก
"บ้านเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ ข้าจะไปส่ง" มู่ชิงชิงเงยหน้ามองดวงอาทิตย์แล้วตัดสินใจว่าจะไปส่งเจ้าหนูน้อยก่อน ค่อยกลับบ้านของตน
เด็กชายร่างผอมปัดฝุ่นออกจากมือเล็กๆ ของตน ก่อนจะเอื้อมมือไปจับนิ้วหนึ่งของมู่ชิงชิงไว้อย่างระมัดระวัง
มู่ชิงชิงรู้สึกเอ็นดูในท่าทีน่ารักน่าชังของเจ้าหนูน้อย จึงยอมปล่อยให้เขาจูงมือเดินนำไป
ทั้งสองคน คนหนึ่งร่างใหญ่ คนหนึ่งร่างเล็ก เดินออกจากตรอกหย่งอันอันพลุกพล่านและมุ่งหน้าไปตามถนนอีกสายหนึ่ง เด็กน้อยไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูศาลาว่าการอำเภอและมองเข้าไปด้านใน
"นี่คือศาลาว่าการอำเภอนะ เราต้องไปหาบ้านของเจ้าสิ" มู่ชิงชิงย่อตัวลงมา พูดออกเสียงชัดเจนทีละคำเพื่อให้เจ้าหนูน้อยได้ยิน
"คุณชายน้อย เหตุใดท่านถึงไปวิ่งซนที่ไหนมาอีกแล้วขอรับ" ขณะนั้นเอง บ่าวชราอายุราวห้าสิบปีผู้หนึ่งก็เดินออกจากประตูมา เมื่อเห็นเจ้าหนูน้อยก็ปรี่เข้ามาคว้าแขนแล้วออกแรงดึงตัวเข้าไปในศาลาว่าการอำเภอ
มู่ชิงชิงชะงักงันไปชั่วขณะ คุณชายน้อยงั้นหรือ หมายความว่าอย่างไรกัน หรือว่าเขาจะเป็นบุตรชายของนายอำเภอ แต่คำพูดและการกระทำของบ่าวชราผู้นี้ ไม่เหมือนท่าทีที่ปฏิบัติต่อเจ้านายเลยสักนิด
เจ้าหนูน้อยกำแขนเสื้อของมู่ชิงชิงไว้แน่นไม่ยอมปล่อย บ่าวชรามีท่าทีหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า "แม่นาง โปรดปล่อยมือคุณชายน้อยเถิด ใต้เท้านายอำเภอกำลังเป็นห่วง"
"ตาเฒ่าบังอาจ เจ้ามองไม่ออกหรือไงว่าคุณชายน้อยไม่อยากยุ่งกับเจ้า ถอยไป ข้าจะพาเขากลับไปส่งเอง"
บ่าวชราสะดุ้งตกใจกับท่าทีดุดันของมู่ชิงชิง
มาถึงตรงนี้ มู่ชิงชิงก็ตระหนักได้ว่าเด็กน้อยที่นางจูงมือมาด้วยคือบุตรชายของกู้ต้าเฉิง นายอำเภอแห่งเมืองชิงสืออย่างแท้จริง ทว่าเสื้อผ้าของเขากลับเก่าซอมซ่อจนหากจะเรียกว่าเป็นขอทานน้อยก็คงไม่เกินจริงไปนัก
มู่ชิงชิงเริ่มสงสัยอย่างหนักว่านายอำเภอกู้ผู้นี้ทารุณกรรมเด็ก หรือไม่เขาก็อาจจะมีบุตรคนอื่นอยู่อีก
นางจูงมือเจ้าหนูน้อยเดินเข้าไปในศาลาว่าการอำเภอด้วยความคลางแคลงใจ ผ่านโถงหลักและตรงเข้าไปยังเรือนหลัง เมื่อไปถึง มู่ชิงชิงก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า
มองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ว่าลานเรือนแห่งนี้ไม่ได้รับการซ่อมแซมมานานหลายปี อิฐบนกำแพงหลุดร่อน กระเบื้องบนหลังคาเรือนเรียงรายก็ร่วงหล่นลงมาไม่น้อย
"เสี่ยวจื้อ ลูกหายไปไหนมา!" เมื่อเห็นบุตรชายกลับมาอย่างปลอดภัย กู้ต้าเฉิงก็รีบพุ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก เพื่อตรวจสอบดูว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่
มู่ชิงชิงมองชายในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มที่เก่าซีดด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
แม้นายอำเภอจะเป็นเพียงขุนนางระดับเจ็ด ทว่าก็ยังถือเป็นผู้ปกครองอาณาเขต ไฉนใต้เท้ากู้ถึงได้ยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้
"แม่นางท่านนี้เป็นคนพาลูกกลับมาอย่างนั้นหรือ" กู้ต้าเฉิงเห็นเสี่ยวจื้อพยักหน้าให้ เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือคารวะมู่ชิงชิง
"ขอบคุณแม่นางที่มีน้ำใจพาบุตรชายของข้ากลับมาส่ง!"
มู่ชิงชิงมองนายอำเภอกู้ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม เขาอยู่ในวัยสามสิบเศษ ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมเยือกเย็นและมีใบหน้าเกลี้ยงเกลา นางเคยได้ยินชาวบ้านเล่าลือกันว่า นายอำเภอกู้ผู้นี้เคยสอบได้ตำแหน่งปั่งเหยี่ยนในการสอบเข้ารับราชการเมื่อสมัยก่อน
ทว่าเขากลับยอมละทิ้งอนาคตอันรุ่งโรจน์เพื่อกลับมายังบ้านเกิดที่แร้นแค้นแห่งนี้ เพื่อสานต่อปณิธานของตน
"ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรหรอกเจ้าค่ะ ในเมื่อเขากลับมาถึงแล้ว ข้าก็ขอตัวก่อน"
พูดจบมู่ชิงชิงก็หมุนตัวเตรียมจะจากไป ทว่าเจ้าหนูน้อยกลับดึงแขนเสื้อนางไว้แน่น มู่ชิงชิงย่อตัวลงอย่างทำตัวไม่ถูกพลางเอ่ยกับเขาว่า "เจ้าถึงบ้านแล้ว ข้าเองก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน หากมีวาสนาเราคงได้พบกันอีก"
แต่ไม่ว่ามู่ชิงชิงจะพูดอย่างไร เจ้าหนูน้อยก็ไม่ยอมปล่อยมือ นายอำเภอกู้จึงก้าวออกหน้ามาแล้วเอ่ยว่า "ไฉนท่านไม่แวะดื่มน้ำชาสักถ้วยก่อนเล่า"
มู่ชิงชิงไม่มีทางเลือก จึงต้องเดินตามนายอำเภอกู้เข้าไปในโถงด้านหลัง และก็เป็นไปตามคาด ภายในโถงนั้นว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะแปดเซียนเก่าๆ โทรมๆ หนึ่งตัวกับม้านั่งพังๆ อีกสองตัวเท่านั้น
บนผนังไม่มีภาพวาดหรืออักษรวิจิตรราคาแพงแขวนประดับ ไม่มีแม้กระทั่งแจกันโบราณ มู่ชิงชิงได้แต่สงสัยอยู่ในใจว่า คนเป็นนายอำเภอจะยากจนยิ่งกว่าตัวนางได้อย่างไรกัน
ทันทีที่มู่ชิงชิงนั่งลง บ่าวชราคนก่อนหน้าก็เดินถือชามเข้ามาวางกระแทกลงบนโต๊ะแปดเซียน มู่ชิงชิงก้มมองดู ในชามนั้นไม่มีแม้แต่ใบชาสักใบ มีเพียงแค่น้ำเปล่าธรรมดาๆ เท่านั้น
"เจ้าออกไปก่อนเถอะ มายืนอยู่ตรงนี้มันเกะกะลูกตาข้า!" มู่ชิงชิงเอ่ยไล่บ่าวชราที่ยืนอยู่ด้านข้าง
มู่ชิงชิงรู้สึกขัดหูขัดตากับบ่าวชราหน้าไหว้หลังหลอกผู้นี้ เขาช่างเป็นคนสองหน้า ไม่สมกับชื่อที่มีคำว่าจงซึ่งแปลว่าซื่อสัตย์อยู่เลยจริงๆ นางนึกสงสัยว่าเสี่ยวจื้อคงจะถูกบ่าวชั่วผู้นี้รังแกอยู่บ่อยครั้งเป็นแน่
"ลุงจง ท่านออกไปก่อนเถอะ" นายอำเภอกู้เอ่ยพลางโบกมือไล่อาจง
คล้อยหลังบ่าวชราที่ถูกเรียกว่าลุงจงเดินออกไปแล้ว มู่ชิงชิงจึงเอ่ยถามขึ้นช้าๆ "ใต้เท้านายอำเภอ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะถามสักหน่อย เกี่ยวกับอาการพูดไม่ได้ของบุตรชายท่าน"
กู้ต้าเฉิงไม่คาดคิดมาก่อนว่าสตรีร่างท้วมผู้นี้จะเอ่ยปากถามถึงอาการของเสี่ยวจื้อตรงๆ
เขาลอบถอนหายใจและกล่าวว่า "ข้าเคยพาเขาไปหาหมอมาแล้วหลายแห่ง ลองใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้านมาก็มาก แต่กลับไม่เป็นผลเลย หมอยาแถวนี้หายากยิ่งนัก และไม่มีหมอเทวดาที่ไหนเลย อีกอย่าง อย่างที่ท่านเห็นสภาพศาลาว่าการแห่งนี้ แค่จะหาของกินประทังปากท้องก็ยังลำบาก อาการป่วยของเขาจึงต้องยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้"
"ใต้เท้านายอำเภอ หากท่านไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะก็ ข้าขอลองดูสักตั้งได้หรือไม่"