- หน้าแรก
- ภารกิจอุ้มท้องสานฝันเติมเต็มรักข้ามมิติ
- บทที่ 68: สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพแห่งเทียนเต้า 11
บทที่ 68: สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพแห่งเทียนเต้า 11
บทที่ 68: สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพแห่งเทียนเต้า 11
บทที่ 68: สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพแห่งเทียนเต้า 11
ฉาจิ่วยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบ ทั้งสองก็ร่วงหล่นลงมาจากภาพวาดขุนเขาสายน้ำและกลับคืนสู่แดนศักดิ์สิทธิ์
ร่างของทั้งสองร่วงกระแทกเข้ากับกลุ่มแสงดาวที่ก่อตัวขึ้นจากแสงศักดิ์สิทธิ์สีทองอย่างแรง
ภาพวาดขุนเขาสายน้ำซึ่งเพิ่งผ่านภาพลวงตาไปได้เพียงสี่จากเจ็ดด่านนั้นบอบช้ำและพังทลายลงจนไม่อาจทนฝืนได้อีก จึงจำต้องคายพวกเขาทั้งสองออกมา
มันมิอาจต้านทานพลังของเทพจี้ได้
เมื่อกลับมาถึงแดนศักดิ์สิทธิ์ สีหน้าของเทพจี้ก็กลับมาเป็นปกติ
ราวกับว่าเรื่องราวในภาพลวงตาเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
ฉาจิ่วเอ่ยเรียก "เทพจี้..."
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำที่สอง นางก็ถูกเทพจี้โยนออกมาจากประตูกระจก ร่วงหล่นกระเด็นไปไกลยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก
"อะไรกันเนี่ย..."
ฉาจิ่วลูบบั้นท้ายของตัวเองพลางยันกายลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะเอ่ยถามระบบว่า "เขาเขินอย่างนั้นหรือ?"
ระบบตรวจสอบข้อมูล "ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น ค่าความรู้สึกดีเพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว"
ภายในประตูกระจก
เทพจี้หลับตาลง ทว่าสัมผัสแปลกใหม่จากรอยจูบในแดนลับยังคงหลงเหลืออยู่บนริมฝีปากอย่างเจือจาง
เทพฉือซึ่งรับรู้ความรู้สึกได้เฉกเช่นเดียวกันเงยหน้าขึ้นมองอย่างเรียบเฉยและเอ่ยว่า "ท่านตกหลุมรักเข้าแล้ว"
เทพจี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น "ข้าคือเทพผู้ควบคุมเทียนเต้า ข้าไร้ซึ่งกิเลสทางโลก"
"คนโกหก กิเลสทางโลกของท่านก็คือข้าต่างหาก" เด็กน้อยเดินกลับมาหาเขาด้วยใบหน้าจริงจัง ยกฝ่ามือใหญ่ของอีกฝ่ายขึ้นมาวางแหมะไว้บนศีรษะของตนเอง
"รับข้ากลับคืนสู่ร่างของท่านสิ แล้วท่านจะรู้ว่ากิเลสของท่านเพิ่มพูนขึ้นหรือไม่"
...
ระหว่างทางที่ขี่ลำแสงกลับไปยังยอดเขาชางสุ่ย ฉาจิ่วรู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบด้านดูผิดปกติไป
สำนักหลิงซีมียอดเขาทั้งหมดสี่สิบเก้ายอด ทว่าเมื่อมองออกไป ยอดเขาเบื้องล่างเกือบครึ่งกลับจมอยู่ใต้น้ำหลากที่ขุ่นมัว
ในช่วงเวลาที่นางติดอยู่ในภาพวาดขุนเขาสายน้ำ โลกภายนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?
เมื่อกลับมาถึงยอดเขาชางสุ่ย ชุนอี้ก็รีบวิ่งเข้ามาหานางด้วยความร้อนรน "ท่านอาจารย์ มังกรเจียวปีศาจทำลายผนึกและหลุดรอดออกมาได้อีกครั้งแล้วขอรับ!"
อ้อ มังกรเจียวปีศาจนั่นเอง
เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร
ฉาจิ่วคาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้ว
ชุนอี้กล่าวต่อ "เมื่อสามวันก่อน สัตว์อสูรบริเวณดินแดนผนึกเกิดความกระวนกระวายใจ นกและสัตว์ป่าต่างพากันหลบหนี ท่านเจ้าสำนักถึงกับส่งผู้อาวุโสไปเสริมพลังผนึกโดยเฉพาะเลยนะขอรับ"
"คาดไม่ถึงว่าวันนี้มังกรเจียวปีศาจจะทำลายผนึกรวดเดียวจนแตกสลาย มันทำร้ายผู้อาวุโสบาดเจ็บสาหัสไปถึงห้าท่าน และกำลังมุ่งหน้าตรงมายังสำนักหลิงซี!"
ฉาจิ่วเอ่ยถาม "ตอนนี้มังกรเจียวปีศาจอยู่ที่ใด?"
"ที่ยอดเขาหลิงอวิ๋นขอรับ ท่านเจ้าสำนักได้รวบรวมศิษย์ทั้งหมดเพื่อตั้งค่ายกล กางม่านพลังป้องกัน และสั่งให้ข้ามาตามหาท่านทันที"
ฉาจิ่วหันหลังและเดินออกไปด้านนอก
"ท่านอาจารย์..." ชุนอี้ยืนลังเลอยู่กับที่ "ท่านจะใช้กายเนื้อของท่านผนึกมังกรเจียวปีศาจอีกครั้งหรือขอรับ?"
เขาเข้าใจถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และยินดีที่จะเสียสละตนเองเพื่อสิ่งนั้นเช่นกัน
ทว่าเขาไม่ต้องการให้อาจารย์ที่เคารพรักต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดจากการถูกผนึกอีกต่อไป
หากเพียงเขาคอยทำหน้าที่แทนอาจารย์และเป็นผู้ผนึกมังกรเจียวปีศาจเสียเองก็คงจะดี
นั่นคือสิ่งที่ชุนอี้คิด
ฉาจิ่วหันกลับมา ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่รอยยิ้มจริงใจจะปรากฏขึ้นบนมุมปาก
"ไม่ต้องห่วงหรอกชุนอี้ ตัวเอกในคราวนี้ไม่ใช่ข้า"
ฉาจิ่วพาชุนอี้รีบรุดไปยังยอดเขาหลิงอวิ๋น เตรียมตัวรับชมงิ้วฉากใหญ่
ระหว่างทาง นางบังเอิญพบกับเด็กน้อยหน้าตาคุ้นเคยคนหนึ่ง เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนเมฆอวบอ้วนขนาดเล็ก มือข้างหนึ่งเท้าคางรอคอยนางอยู่
ฉาจิ่วประหลาดใจ "เทพฉือ? เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
เทพฉือลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเบื่อหน่าย และเดินเตาะแตะเข้ามาหานาง "คนขี้ขลาดบางคนเตะข้าออกมาน่ะสิ"
กล่าวจบ เขาก็ชูมือขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ฉาจิ่วนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะตระหนักได้ว่าเขาต้องการให้นางจูงมือ
นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือน้อยๆ อวบอูมของเขาไว้ แล้วทั้งสามก็เดินทางต่อไปด้วยกัน
ยอดเขาหลิงอวิ๋น
เมฆทมิฬปกคลุมกดทับทั่วทั้งเมือง ประกายอสนีบาตแลบปลาบพร้อมเสียงอัสนีครึกโครม
มังกรเจียวปีศาจร่างมหึมาที่บดบังแสงตะวันกำลังบินวนอยู่กลางเวหา นัยน์ตาแนวตั้งของมันแดงฉานดุจโลหิต และเกล็ดบนร่างก็แผ่กลิ่นอายปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
ศิษย์สำนักหลิงซีนับหมื่นคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ บนบันไดหมื่นขั้นอันทอดยาวไร้จุดสิ้นสุดนั้น ม่านพลังป้องกันถูกกางซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ราวกับโดมิโนที่ตั้งตระหง่าน เพื่อพยายามต้านทานมังกรเจียวปีศาจอย่างสุดความสามารถ
ทว่ามังกรเจียวปีศาจกลับนึกสนุกอยากจะหยอกล้อพวกเขาก่อน มันคอยตวัดหางทำลายม่านพลังไปทีละชั้น และกลืนกินเหล่าศิษย์ที่อยู่ในค่ายกลเข้าไปทั้งเป็น
เหิงซานเยว่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด สองมือผสานมุทราดอกบัวเพื่อประคองม่านพลังชั้นสุดท้ายเอาไว้
หลิงซีและเหิงชิงเหยายืนอยู่เบื้องหลังเขา คอยส่งถ่ายพลังวิญญาณให้อย่างต่อเนื่อง
มังกรเจียวปีศาจหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง "ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนแห่งหลิงซี มีตบะแค่ระดับมหายานกลับกล้าทำตัวเป็นตั๊กแตนขวางรถม้าอย่างนั้นรึ? ส่งตัวคนที่ผนึกข้าในตอนนั้นมาซะ แล้วข้าจะยอมไว้ชีวิตพวกเจ้า"
หลิงซีทนต่อไปไม่ไหวแล้ว พลังวิญญาณของนางถูกเหิงซานเยว่สูบออกไปอย่างบ้าคลั่ง จนตันเถียนเริ่มเหือดแห้งลงเรื่อยๆ
นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมา "ท่านอาจารย์ ทำไมพวกเราไม่ส่งตัวศิษย์พี่จิ่งหลีให้มันไปล่ะเจ้าคะ!"
เหิงชิงเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่งและเอ่ยขึ้นมาเช่นกัน "จิ่งหลีกับมังกรเจียวปีศาจน่าจะมีความสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน การปล่อยให้มันพานางไปไม่น่าจะมีอันตรายอันใด บางที..."
เขาพบว่ามันช่างเป็นเรื่องยากที่จะพูดออกมา
อย่างไรเสีย การบำเพ็ญเพียรมาหลายปีก็คอยย้ำเตือนเขาว่า ในยามคับขัน การส่งตัวสตรีออกไปเพื่อแลกกับความปลอดภัยนั้น ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจอย่างที่สุด
เหิงซานเยว่ไม่ปริปากพูดอันใด
เป็นเพราะเขาไม่อยากส่งตัวนางไปอย่างนั้นหรือ?
ไม่ใช่เลย
เป็นเพราะเขารู้ว่าฉาจิ่วหลบซ่อนตัวอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ และเขาไม่สามารถเข้าไปลากตัวนางออกมาได้ต่างหาก
บัดนี้มังกรเจียวปีศาจกำลังบุกสังหารคนล้างเขา แผนการที่เขาวางมาทั้งชีวิตจะมาพังทลายลงไปไม่ถึงฝั่งฝันอย่างนั้นหรือ?
"คนเยอะจังเลย" น้ำเสียงสดใสของสตรีดังแว่วมาจากแดนไกลและค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้
ฉาจิ่วอุ้มเทพฉือขึ้นมาและกระโดดลงจากก้อนเมฆน้อยพร้อมกับชุนอี้
แววตาของเหิงซานเยว่ฉายรอยโล่งอกวูบหนึ่ง เขาหันไปหามังกรเจียวปีศาจกลางอากาศและเอ่ยว่า "คนที่ผนึกเจ้าในตอนนั้นก็คือจิ่งหลี สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักหลิงซี บัดนี้นางอยู่ที่นี่แล้ว ความแค้นของเจ้าก็ควรจะยุติลงได้เสียที!"
การยืมมือมังกรเจียวปีศาจสังหารฉาจิ่ว ทุกอย่างย่อมดูสมเหตุสมผลและเป็นธรรมชาติที่สุด!
เหิงซานเยว่แค่นเสียงเยาะในใจ เทพพยากรณ์อันใด ตัวเลือกแห่งเทียนเต้าอันใด ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น!
เขาจะเป็นเทพองค์สุดท้ายของทวีปนี้ที่ได้บรรลุเป็นเซียน!
ฉาจิ่วส่ายหน้าและหดตัวไปหลบอยู่ด้านหลังเหิงซานเยว่ "ไม่ใช่ข้านะ"
เหิงซานเยว่ชะงักงัน
ศิษย์ของเขาคนนี้กลายเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ไปตั้งแต่เมื่อใด?
หากมือของหลิงซีไม่ได้ถูกพลังวิญญาณของเหิงซานเยว่ตรึงเอาไว้ นางคงสะบัดมือออกไปผลักฉาจิ่วแล้ว
นางตะโกนลั่น "เจ้านั่นแหละ! รีบออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นพวกเราทุกคนจะได้ตายกันหมดอยู่ที่นี่!"
เมื่อได้ยินว่าคนที่ผนึกตนปรากฏตัวขึ้นแล้ว มังกรเจียวปีศาจก็เลิกหยอกล้อกับกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรเหม็นสาบเหล่านี้ กลิ่นอายปีศาจของมันปะทุขึ้น และทำลายม่านพลังที่ซ้อนทับกันนับร้อยชั้นแตกกระจายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ศิษย์นับไม่ถ้วนถูกซัดปลิวไป อวัยวะภายในแหลกเหลว
มังกรเจียวปีศาจพุ่งตรงมาทางฉาจิ่ว พร้อมกับอ้าปากที่อาบชุ่มไปด้วยเลือด
แสงสีทองจางๆ ปรากฏขึ้นบนปลายนิ้วของเทพฉือ เตรียมพร้อมที่จะป่นหนอนยักษ์เหม็นสาบตัวนี้ให้แหลกเป็นจุลได้ทุกเมื่อ
"หืม"
มังกรเจียวปีศาจหยุดชะงักกะทันหัน
สีเลือดในดวงตาของมันค่อยๆ จางลงขณะจ้องมองมาที่ฉาจิ่ว และเอ่ยขึ้น "เจ้าหน้าตาเหมือนมาก แต่เจ้าไม่ใช่นาง"
"คนที่ผนึกข้ามีกระดูกกึ่งเทพ และข้ายังคงจำกลิ่นอายของกระดูกเทพนั้นได้ดี..."
มันหลับตาลง ค่อยๆ สัมผัสถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่แฝงอยู่เบาบางในอากาศ
หลิงซีตื่นตระหนก นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังเหิงซานเยว่ เพื่อหวังจะปกปิดกลิ่นอายของกระดูกเทพบนร่างของตน
แต่สายไปเสียแล้ว
มังกรเจียวปีศาจจับสัมผัสนั้นได้แล้ว
นัยน์ตาขนาดมหึมาอันน่าสะพรึงกลัวเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง เลือดลมสูบฉีดพร้อมกับความเคียดแค้นที่พวยพุ่งทะลุฟ้า
มันหันขวับและแยกเขี้ยวไปยังทิศทางของหลิงซี "เป็นเจ้านี่เอง! กระดูกเทพที่ใช้ผนึกข้าอยู่บนร่างของเจ้า!"