- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์ชายใหญ่ จอมตามเช็ดตามล้าง
- บทที่ 43 - อัครมหาเสนาบดีสิ้นอำนาจ
บทที่ 43 - อัครมหาเสนาบดีสิ้นอำนาจ
บทที่ 43 - อัครมหาเสนาบดีสิ้นอำนาจ
บทที่ 43 - อัครมหาเสนาบดีสิ้นอำนาจ
ในฐานะชุมชนชนชั้นสูงเพียงแห่งเดียวของราชวงศ์ฮั่น "ห่วงโซ่แห่งการดูแคลน" ภายในย่านซ่างกวานหลี่นั้นแทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ลึกเข้าไปด้านในสุดของซ่างกวานหลี่ เป็นที่ตั้งของคฤหาสน์สองหลังที่มีสถาปัตยกรรมต่างกัน ทว่ากินพื้นที่กว้างขวางและดูโอ่อ่าอลังการไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นของตระกูลโหวหมื่นครัวเรือนเพียงสองตระกูลที่หลงเหลืออยู่ในราชวงศ์ฮั่น นั่นคือตระกูลจ้านโหวและตระกูลผิงหยางโหว
ถัดจากจวนจ้านโหวและจวนผิงหยางโหวออกมา เป็นจวนของบรรดาโหวที่ตั้งเรียงรายติดกัน ยิ่งอยู่รอบนอกมากเท่าไหร่ ขนาดของจวนก็ยิ่งเล็กลง และดู "ซอมซ่อ" ลงเรื่อยๆ
เริ่มตั้งแต่จวนเถียวโหวที่มีศักดินาแปดพันหนึ่งร้อยครัวเรือน จวนอู่หยางโหวที่มีศักดินาห้าพันสี่ร้อยครัวเรือน เรื่อยไปจนถึงจวนโหวที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากการเป็นเครือญาติฝั่งมารดาหรือภรรยาของฮ่องเต้ อย่างจวนจื่อโหว จวนจางอู่โหว จวนหนานผีโหว แล้วก็จวนจงสุ่ยโหวที่มีศักดินาพันกว่าครัวเรือน เป็นต้น
จนกระทั่งถึงบริเวณใกล้ทางเข้าออกของย่านซ่างกวานหลี่ ซึ่งห่างจากถนนจางไถเพียงเดินไม่กี่สิบก้าว ก็คือที่ตั้งของจวนกู้อันโหวของอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน เซินถูเจีย
เมื่อเทียบกับบรรดาขุนนางชั้นสูงระดับท็อปที่มีศักดินาเจ็ดแปดพัน หรือกระทั่งถึงหมื่นครัวเรือนแล้ว ศักดินาเพียงห้าร้อยครัวเรือนของเซินถูเจียนั้นดูน้อยนิดจนน่าใจหายจริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซินถูเจียไม่ได้เป็นเช่อโหวมาตั้งแต่แรก อดีตฮ่องเต้เพียงแค่ต้องการรักษากฎเกณฑ์ทางการเมืองที่ว่า "ผู้ที่ไม่ได้เป็นเช่อโหว จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีได้" จึงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เซินถูเจียจากกวนเน่ยโหวเป็นเช่อโหวเป็นการชั่วคราวในช่วงเช้าของวันที่แต่งตั้งให้เขาเป็นอัครมหาเสนาบดี
หากปราศจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีค้ำคอ "เช่อโหวจอมปลอม" ที่มีศักดินาเพียงห้าร้อยครัวเรือนอย่างเซินถูเจีย ส่วนใหญ่แล้วคงไม่มีหน้ากล้าเข้ามาอาศัยอยู่ในย่านซ่างกวานหลี่หรอก
ในยามปกติ บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในย่านซ่างกวานหลี่ มักจะวิพากษ์วิจารณ์การที่เซินถูเจียซึ่งเป็นโหวที่มีศักดินาแค่ห้าร้อยครัวเรือนเข้ามาอยู่ในย่านซ่างกวานหลี่ ว่าเป็นการลดทอนความสูงส่งของฐานะชนชั้นสูงลง
ทว่าด้วยความเกรงใจในฐานะขุนนางเก่าแก่ผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ และตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบันของเขา พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่แอบบ่นลับหลัง อย่างมากก็แค่พูดจาเหน็บแนมประชดประชันสักสองสามประโยคเท่านั้น
แต่บัดนี้ เซินถูเจียได้ไปล่วงเกินฮ่องเต้เข้าด้วยเรื่อง "นโยบายริดรอนอำนาจอ๋อง" จนถูกฮ่องเต้หลิวฉี่สั่งให้ปิดจวนพักฟื้น และกำลังจะ "สิ้นอำนาจ" บรรดาลูกหลานขุนนางที่รู้สึกว่าเซินถูเจียทำให้พวกตนเสื่อมเสียเกียรติ จึงเริ่มเผยธาตุแท้ออกมาทีละน้อย
"ท่านอัครมหาเสนาบดีเซินถู สบายดีหรือไม่"
ที่หน้าจวนโหว เช่อโหวผู้หนึ่งซึ่งแต่งกายหรูหรา พุงพลุ้ย และมีฝีเท้าที่ดูไม่มั่นคง กำลังตะโกนท้าทายอยู่หน้าประตูจวนที่ปิดสนิท
เมื่อเห็นว่าการกระทำของตนไม่ได้ก่อให้เกิดผลร้ายใดๆ ซ้ำยังดึงดูดผู้คนให้หยุดดูเป็นจำนวนมาก สีหน้าของเช่อโหวผู้นั้นก็ยิ่งฉายแววหยิ่งผยองขึ้นไปอีก
"ได้ยินมานานแล้วว่ากู้อันโหวเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต แม้แต่เบี้ยหวัดของอัครมหาเสนาบดี หรือภาษีของเมืองโหว ก็ยังนำไปจุนเจืออดีตผู้ใต้บังคับบัญชาในกองทัพจนหมด"
"ป่านนี้แล้ว คงไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อแล้วกระมัง"
"ท่านอัครมหาเสนาบดีเซินถู ไม่เห็นต้องหยิ่งยโสถึงเพียงนี้เลยนี่"
"ล้วนเป็นขุนนางแห่งราชวงศ์ฮั่นด้วยกันทั้งนั้น แถมยังเคยรับราชการร่วมกันมา แค่ส่งบ่าวไพร่มาบอกกล่าวสักคำ ข้าวสารสักสามสิบห้าสิบสือ ข้าก็ยินดีมอบให้กู้อันโหวอยู่แล้ว"
"อ้อ"
"ข้านี่ความจำเสื่อมจริงๆ ลืมไปเสียสนิทเลย"
"ในจวนกู้อันโหว ไม่มีบ่าวไพร่ให้เรียกใช้เลยนี่นา จริงไหม"
สิ้นคำพูดประโยคนี้ ฝูงชนก็ระเบิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่ ราวกับไม่สนใจเลยว่าเซินถูเจียผู้ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีที่ "ล่วงเกินฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน" ผู้นี้ จะยังไม่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ส่วนเรื่องบรรดาศักดิ์เช่อโหวของเซินถูเจียน่ะหรือ
แค่ในเวลานี้ บรรดาผู้คนที่กล้าหยุดยืนดูเรื่องตลกของเซินถูเจียอยู่ที่หน้าจวนโหว มีใครบ้างที่ไม่มีศักดินาหลักพัน หรือกระทั่งหลายพันครัวเรือน
โหวที่มีศักดินาเพียงห้าร้อยครัวเรือนอย่างเซินถูเจีย อย่าว่าแต่ในย่านซ่างกวานหลี่ของนครฉางอันเลย ต่อให้มองหาทั่วทั้งแผ่นดิน ก็คงหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว
และในยามปกติ เซินถูเจียมักจะทำตัว "เถรตรง" และ "ซื่อสัตย์สุจริต" ทำให้ทั้งจวนอัครมหาเสนาบดีมีแต่บรรยากาศการทำงานแบบยึดระเบียบเป็นหลัก ไม่มีความเห็นอกเห็นใจหรือประนีประนอมให้ใครเลย
เมื่อไปล่วงเกินผู้คนเข้า โดยเฉพาะการล่วงเกินบรรดาขุนนางชั้นสูง เมื่อใดที่ต้อง "สิ้นอำนาจ" ก็ย่อมหนีไม่พ้นการถูกรุมกระทืบซ้ำเป็นธรรมดา
และเหตุการณ์ในตอนนี้ ก็เป็นเพียงแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านไป การใช้ชีวิตของเซินถูเจียในย่านซ่างกวานหลี่รังแต่จะยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
"สุขภาพของจงโหมวโหว แข็งแรงขึ้นมากแล้วสินะ"
"เมื่อสามห้าวันก่อน ท่านโหวเพิ่งจะมาหาข้าที่จวนเพื่อขอให้ตรวจชีพจร บอกว่าอยากให้ช่วยรักษาโรคอ้วนให้อยู่เลย"
"ไฉนถึงได้มีเรี่ยวแรง ถ่อมาพูดจาโอหัง วางอำนาจบาตรใหญ่ถึงหน้าจวนอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบันได้เล่า"
ท่ามกลางเสียงจอแจของฝูงชน เสียงทักทายที่นุ่มนวล หนักแน่น และดังกังวานทะลุทะลวง ก็ดึงดูดให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว
เมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือนชัดเจน ต่างคนต่างก็เบือนหน้าหนีอย่างไม่ได้นัดหมาย หนำซ้ำบางคนถึงกับรีบเดินหนีไปเลยทันที
คนอื่นอาจจะหนีได้ แต่ผู้ที่ถูกเรียกชื่ออย่างจงโหมวโหว ซ่านฟู่จงเกิน กลับต้องจำใจประสานมือคารวะอย่างเสียไม่ได้
"ที่แท้ก็หรู่เฝินโหวนี่เอง"
หลังจากกล่าวทักทายด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ซ่านฟู่จงเกินก็หันซ้ายแลขวา ก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างเกร็งๆ ว่า "ไฉนวันนี้ หรู่เฝินโหวถึงได้มีเวลาว่าง ไม่ไปปรนนิบัติรับใช้ข้างกายฝ่าบาทเล่า"
เมื่อเห็นท่าทีอึดอัดของซ่านฟู่จงเกิน โจวเหรินก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่หันหลังกลับไปอย่างสงบนิ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อจวนกู้อันโหวที่ดูเรียบง่ายไร้การประดับประดา
"ข้าได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาท ให้มาเยี่ยมเยียนท่านอัครมหาเสนาบดี"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเหินห่างในน้ำเสียงของโจวเหริน ซ่านฟู่จงเกินที่ไม่อยากจะอยู่ต่ออยู่แล้ว ก็ได้แต่พูดคุยสัพเพเหระอีกสองสามประโยค ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวลึกเข้าไปในย่านซ่างกวานหลี่อย่างหัวซุกหัวซุน
ซ่านฟู่จงเกิน คือจงโหมวโหวรุ่นที่สามแห่งราชวงศ์ฮั่น มีศักดินาสองพันสามร้อยครัวเรือน จวนโหวตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางค่อนไปทางรอบนอกของย่านซ่างกวานหลี่
เขาเคยรับราชการในราชสำนัก แต่ก็ไม่ได้สร้างผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้ายก็ต้องลาออกจากราชการมาอยู่บ้านเฉยๆ วันๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่น เป็นแค่คนว่างงานธรรมดาๆ คนหนึ่ง
เมื่อมองตามหลังของซ่านฟู่จงเกินที่เดินจากไป โจวเหรินก็จ้องมองนิ่งอยู่นาน ท้ายที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมา
"นึกถึงสมัยก่อน ซ่านฟู่เซิ่ง จงโหมวโหวรุ่นแรก ช่างเป็นคนอ่อนโยนและนอบน้อมเสียนี่กระไร"
"คิดไม่ถึงว่าผ่านไปแค่สามชั่วคน"
"เฮ้อ"
หลังจากถอนหายใจให้กับ "ความโชคร้ายของตระกูล" จงโหมวโหว โจวเหรินก็ส่ายหน้า แล้วเคาะประตูจวนกู้อันโหว
เมื่อได้รับการต้อนรับให้เข้าไปในจวน สีหน้าที่ดู "ไม่รับแขก" ของโจวเหริน ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคารพเลื่อมใสจากใจจริงอย่างเงียบๆ
"คารวะท่านอัครมหาเสนาบดี"
ยังคงเป็นลานกว้างเล็กๆ แห่งเดิม ศาลารับลมที่เปิดโล่งทั้งสี่ด้านซึ่งถูกเรียกขานอย่างหลอกๆ ว่า "ห้องหนังสือ" ก็ยังคงเป็นที่เดิม
เซินถูเจียที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เมื่อเห็นร่างของโจวเหรินปรากฏขึ้นที่หน้าศาลา ก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับรอยยิ้ม
เมื่อเห็นโจวเหรินโค้งคำนับ เขาก็รีบประสานมือเดินเข้าไปหาทันที "ไม่ได้พบกันแค่ไม่กี่วัน ชักจะคิดถึงท่านหลางจงลิ่งเสียแล้วสิ"
หากมีคนนอกมาเห็นภาพนี้เข้า เกรงว่าจะต้องตกตะลึงจนตาค้างเป็นแน่
ตาเฒ่าหัวรั้นอย่างเซินถูเจียเนี่ยนะ จะยิ้มให้คนอื่นเป็นด้วย
ส่วนคนหน้าตายอย่างโจวเหริน ก็ริจะทักทายคนอื่นก่อนงั้นหรือ
แต่สิ่งที่คนเหล่านั้นไม่รู้ก็คือ อัครมหาเสนาบดีผู้ซื่อสัตย์สุจริต กับหลางจงลิ่งผู้เคร่งขรึมและมัธยัสถ์คู่นี้ มีความชื่นชมยินดีซึ่งกันและกันมากเพียงใด
จะโทษว่าสองคนนี้ตั้งมาตรฐานไว้ต่ำก็คงไม่ได้
เป็นเพราะในราชวงศ์ฮั่นยุคปัจจุบัน คนที่เพียบพร้อมทั้ง "มีตำแหน่งสูงส่ง" "มีบรรดาศักดิ์สูงส่ง" และ "ไม่แยแสต่อชื่อเสียงเงินทอง" ในเวลาเดียวกันนั้น มีอยู่น้อยแสนน้อย
แค่คุณสมบัติข้อแรกที่ว่า "ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ต่อให้กวาดสายตามองไปทั่วทั้งขุนนางแห่งราชวงศ์ฮั่น ก็คงนับจำนวนคนได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว
"ท่านอัครมหาเสนาบดี สบายดีหรือไม่"
หลังจากนั่งลงตามการเชื้อเชิญของเซินถูเจีย โจวเหรินก็เอ่ยปากทักทาย ในขณะที่มือก็เอื้อมไปจับชีพจรที่ข้อมือของเซินถูเจียโดยอัตโนมัติ
สำหรับเรื่องนี้ เซินถูเจียก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่ส่ายหน้ายิ้มๆ "อายุปูนนี้แล้ว จะให้เป็นอย่างไรได้เล่า"
"ก็แค่อาศัยร่างกายที่เคยฝึกปรือมาอย่างหนักสมัยอยู่ในกองทัพตอนหนุ่มๆ มาพยุงสังขารเอาไว้ เพื่อคอยดูแลราชวงศ์และบ้านเมืองแทนอดีตฮ่องเต้และฝ่าบาทต่อไปอีกหน่อยก็เท่านั้นแหละ"
[จบแล้ว]