- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์ชายใหญ่ จอมตามเช็ดตามล้าง
- บทที่ 41 - กลับไปค่อยว่ากัน!
บทที่ 41 - กลับไปค่อยว่ากัน!
บทที่ 41 - กลับไปค่อยว่ากัน!
บทที่ 41 - กลับไปค่อยว่ากัน!
ตลอดเส้นทางจากนอกเมืองกลับสู่นครฉางอัน หลิวหรงเอาแต่ปิดปากเงียบ ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีกเลย
ท่าทีเช่นนั้นทำเอาสองพี่น้องสุดแสบที่นั่งร่วมรถม้าคันเดียวกันได้แต่ลอบสบตากันไปมา และสุดท้ายก็จำต้องล้มเลิกความคิดที่จะเอ่ยปากถาม
พี่น้องทั้งสองพอจะเดาออกว่า หลิวหรงนั้นมาด้วยความคาดหวังเปี่ยมล้น แต่กลับต้องพกพาความผิดหวังกลับไป
ทว่าความเป็นจริงกลับคลาดเคลื่อนไปจากการคาดเดาของทั้งสองอยู่บ้าง
"เฮ้อ"
"เดิมทีคิดว่าจะสร้างของที่มีประโยชน์ขึ้นมาสักหน่อย"
"คิดไม่ถึงว่าวนไปเวียนมา สุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรังที่สินค้าฟุ่มเฟือยอยู่ดี"
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวหรงก็ได้แต่ส่ายหน้าทอดถอนใจ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอย่างไร้จุดหมาย
คำพูดของนายช่างเฒ่าฉินนั้นแฝงนัยยะชัดเจน วัสดุหาง่าย ขั้นตอนไม่ซับซ้อน แต่สามารถขายได้ในราคาสูงลิ่ว
มีหรือที่หลิวหรงจะไม่เข้าใจว่านายช่างเฒ่าฉินต้องการจะสื่อถึงสิ่งใด
สินค้าฟุ่มเฟือยอย่างไรเล่า
ของที่ต้นทุนวัสดุ ต้นทุนแรงงาน และต้นทุนเวลาค่อนข้างต่ำ แต่กลับมีราคาแพงหูฉี่ นอกเหนือจากสินค้าฟุ่มเฟือยแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก
ในทางกลับกัน ของที่ตอบโจทย์เงื่อนไขข้างต้น ย่อมถูกจัดให้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างไม่ต้องสงสัย
แล้ว "สินค้าฟุ่มเฟือย" ในยุคสมัยนี้ หลิวหรงสามารถทำขึ้นมาได้หรือไม่
ทำได้ แต่เขาไม่อยากทำ
หลิวหรงไม่อยากสร้างของที่มีดีแค่เปลือกนอกแต่ไร้ประโยชน์ใช้งานจริงออกมาให้เสียชื่อคนยุคปัจจุบันที่ทะลุมิติมาหรอกนะ
แต่เหตุการณ์ในวันนี้ก็ทำให้หลิวหรงเริ่มตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้รางๆ
"สิ่งที่เราต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่เป็นระบบอุตสาหกรรมทั้งระบบต่างหาก"
"แถมยังต้องเป็นระบบอุตสาหกรรมทางการทหารและอุตสาหกรรมหนักด้วย"
"หากต้องการริเริ่มและพัฒนาระบบอุตสาหกรรมให้สมบูรณ์ อย่างแรกคือต้องกุมอำนาจของหน่วยงานเส้าฝู่เอาไว้ในมือให้แน่นเสียก่อน"
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ แม้หลิวหรงจะไม่เต็มใจเพียงใด แต่ก็จำต้องยอมล้มเลิกความคิดอันแสนไร้เดียงสาก่อนหน้านี้ไปอย่างเสียไม่ได้
หากต้องการสร้างเครื่องจักรกลที่ล้ำสมัยข้ามยุคข้ามสมัย หลิวหรงต้องอาศัยรากฐานทางอุตสาหกรรมที่ราชวงศ์ฮั่นมีอยู่เดิมมาพัฒนาต่อยอดส่วนน้อย และสร้างส่วนใหญ่ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ได้ระบบอุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมหนักที่สมบูรณ์แบบ
เรื่องระดับนี้ มีเพียงเส้าฝู่เท่านั้นที่ทำได้
และผู้ที่จะควบคุมเส้าฝู่ได้ ก็มีเพียงโอรสสวรรค์เท่านั้น
พูดอีกอย่างก็คือ หากต้องการทำงานใหญ่ชิ้นนี้ให้สำเร็จ หลิวหรงต้องก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นให้ได้เสียก่อน
"ที่นายช่างเฒ่าฉินพูดมาก็ถูก"
"ไม่ว่าจะสร้างชุดเกราะแบบใหม่ อาวุธแบบใหม่ หรือหาช่องทางหาเงินใหม่ๆ ให้เส้าฝู่ จุดประสงค์ก็เหมือนกันทั้งนั้น"
"นั่นก็คือการทำประโยชน์เพื่อปราบกบฏ ค้ำจุนราชวงศ์และแผ่นดิน แถมยังได้เอาใจเสด็จพ่อไปในตัว"
"ส่วนเรื่องที่ว่าจะหาเงินอย่างไรนั้น"
เมื่อสลัดความหงุดหงิดสายสุดท้ายทิ้งไปได้ หลิวหรงก็เรียกความฮึกเหิมกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว และเริ่มขบคิดถึงสินค้าฟุ่มเฟือยที่ตนเตรียมจะเข็นออกสู่ตลาดเป็นลำดับต่อไป
สิ่งแรกที่หลิวหรงนึกถึงคือ กระดาษ
เมื่อเทียบกับ "ของจากโลกอนาคต" ชิ้นอื่นๆ แล้ว กระดาษถือว่ามีรากฐานอยู่ในราชวงศ์ฮั่นยุคปัจจุบันอยู่บ้างแล้ว ในยุคนี้มีการใช้กระดาษหนังวัวที่ค่อนข้างหยาบอยู่แล้ว
หลิวหรงไม่จำเป็นต้อง "ประดิษฐ์" กระดาษขึ้นมาใหม่ เพียงแค่ปรับปรุงกรรมวิธีจากของเดิมที่มีอยู่ เพื่อผลิตกระดาษที่ละเอียดและสามารถใช้เขียนได้จริงก็พอ
หลิวหรงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า ทันทีที่กระดาษสำหรับเขียนหนังสือซึ่งบางเฉียบราวปีกจั๊กจั่น จัดเก็บง่าย และขาวสะอาดดุจหิมะปรากฏขึ้นบนโลก ไม่ว่าจะเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ หรือพวกบัณฑิตเฒ่าที่ "ทำนาสืบทอดกันมาหลายชั่วคน" ในดินแดนกวนตง จะต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อมันอย่างแน่นอน!
แถมเมื่อเทียบกับของประดับตกแต่งล้วนๆ อย่างเครื่องแก้วหรือเครื่องเคลือบ กระดาษก็ยังถือว่ามีประโยชน์ใช้งานจริงอยู่บ้าง ซึ่งพอจะทำให้หลิวหรงรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้หน่อย
แต่หลังจากไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิวหรงก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป หรือจะพูดให้ถูกคือพับโครงการผลิตกระดาษเก็บไว้ก่อน
เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว ในฐานะที่มันจะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่หลิวหรงตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อกอบโกยเงินเข้าเส้าฝู่แบบ "รับทรัพย์เป็นกอบเป็นกำทุกวัน" กระดาษกลับมีคุณสมบัติข้อหนึ่งที่ขัดแย้งกับการเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างสิ้นเชิง
นั่นก็คือ กระดาษเป็นของสิ้นเปลือง
ในเมื่อเป็นของสิ้นเปลือง ราคาก็ย่อมตั้งให้สูงมากไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องไม่แพงไปกว่าผ้าไหม
หากเป็นเช่นนั้น พวกปัญญาชนกระเป๋าหนักคงยอมเขียนหนังสือลงบนผ้าไหม ดีกว่าจะต้องมาทนใช้กระดาษที่มีราคาแพงกว่าเป็นแน่
อย่างน้อยผ้าไหมก็ยังเอาไปซักและนำกลับมาใช้ซ้ำได้!
ต่อให้ซักไม่ออกแล้ว ก็ยังเอาไปย้อมสีเข้มแล้วนำไปทำเป็นเศษผ้าได้อีก
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ ราคากระดาษอย่างมากที่สุดก็ตั้งได้แค่หนึ่งในสามของราคาผ้าไหมเท่านั้น หากตั้งราคาสูงกว่านี้ก็คงขายไม่ออก
และในยุคราชวงศ์ฮั่นปัจจุบันนี้ ผ้าไหมหนึ่งฉื่อมีราคาเพียงสิบเอ็ดอีแปะเท่านั้น
นอกจากนี้ กรรมวิธีการผลิตกระดาษที่แสนจะเรียบง่าย ย่อมส่งผลให้ราคากระดาษไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในระดับสูงได้นานนัก
ช้าสุดสองถึงสามปี เร็วสุดก็สี่ถึงห้าเดือน ความลับของกรรมวิธีการผลิตย่อมรั่วไหลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้กระดาษหลุดโผจากทำเนียบ "สินค้าฟุ่มเฟือย" ไปในที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวหรงจึงจำต้องพับโครงการผลิตกระดาษเก็บไว้ก่อน เก็บไว้เป็นไพ่ตายสำหรับกอบโกยเงินก้อนโตในภายหลัง หรือไม่ก็เอาไว้ใช้เป็นข้อต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะสั่งทำพิเศษเพื่อเส้าฝู่ในคราวนี้
"เอาเป็นเครื่องเคลือบก็แล้วกัน"
"ถึงจะไม่มีประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่อย่างน้อยก็เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยขนานแท้"
"เริ่มจากการเผาเครื่องเคลือบก่อน วันหน้าจะขยับขยายไปเผาเครื่องปั้นดินเผา หรือเผาอิฐก็คงจะราบรื่นขึ้น"
"บางทีระหว่างกระบวนการนี้ อาจจะมีผู้โชคดีจับพลัดจับผลูเผาได้เครื่องแก้วขึ้นมาด้วยก็ได้ใครจะรู้"
เมื่อความคิดตกตะกอน หลิวหรงก็ผ่อนลมหายใจยาว สลัดความรู้สึกล้มเหลวที่ไม่ได้โชว์ฝีมือและไม่ได้งัดเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยออกมาใช้ในหน่วยงานเส้าฝู่ทิ้งไปจนหมดสิ้น
หรือควรจะกล่าวว่า ความมุทะลุที่อยากจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคในตอนแรก ได้แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะพลิกโฉมยุคสมัยและสร้างระบบอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าแทน โดยที่หลิวหรงได้เก็บซ่อนความตั้งใจนั้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจเป็นการชั่วคราว
เมื่อคิดตกแล้ว หลิวหรงก็เบนสายตากลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง พลางขบคิดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตเครื่องเคลือบ
ทว่ารถม้าแล่นไปได้ไม่ทันไร ก็ดันไปจอดนิ่งสนิทอยู่ใกล้กับประตูเมืองฝั่งตะวันตกของนครฉางอัน ซึ่งก็คือบริเวณประตูจื๋อเฉิง
ส่วนสาเหตุน่ะหรือ ก็เพราะเสียงเอะอะโวยวายที่ดังแว่วมาจากไม่ไกลนักนั่นไง
"ไปดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น"
เสียงเย็นชาของหลิวหรงดังลอดออกมาจากหน้าต่างรถ ทหารองครักษ์ผู้ติดตามรับคำสั่งแล้วรีบรุดไปดูทันที
และในคลองจักษุของหลิวหรง ปรากฏร่างของชายชราผมเผ้ารุงรัง สภาพมอมแมมดูไม่จืด แถมยังมีท่าทีคลุ้มคลั่งเล็กน้อย กำลังนอนคุดคู้ตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น มือทั้งสองข้างกอดแผ่นแป้งข้าวฟ่างสองชิ้นไว้แนบอกแน่นด้วยความหวาดผวา
ข้างกายชายชรามีขุนนางจากที่ว่าการเน่ยสื่อสวมชุดขุนนางเต็มยศยืนอยู่สองคน คนหนึ่งมือซ้ายถือม้วนไม้ไผ่ มือขวาถือพู่กัน คล้ายกำลังจดบันทึกอะไรบางอย่าง
ส่วนอีกคนถลกแขนเสื้อขึ้น กำลังยื้อแย่งแผ่นแป้งข้าวฟ่างที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินจากอ้อมอกของชายชราอย่างป่าเถื่อน
"ท่ามกลางแสงตะวันสาดส่อง ฟ้าดินสว่างกระจ่างแจ้ง แถมยังอยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาทแท้ๆ!"
"ขุนนางชั่วช้าพวกนี้กล้าดีอย่างไร!"
เมื่อเห็นเหตุการณ์นอกหน้าต่างรถ องค์ชายสามหลิวอวี๋ก็บันดาลโทสะ ลุกขึ้นเตรียมจะลงจากรถไปทวงคืนความยุติธรรมทันที!
แม้แต่คุณชายหลิวเต๋อที่มักจะสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอ ในยามนี้ก็ยังขมวดคิ้วมุ่น เห็นได้ชัดว่ารู้สึกขัดเคืองกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเช่นกัน
มีเพียงหลิวหรงเท่านั้น นับตั้งแต่ได้เห็นใบหน้าของชายชราผู้นั้น คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ทว่าก็เพียงแค่ขมวดคิ้วเท่านั้น ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอื่นใดอีก
ไม่นานนัก ทหารองครักษ์ก็สืบความจนกระจ่าง และเดินกลับมาที่รถม้าโดยไม่ได้ยื่นมือเข้าแทรกแซงเรื่องระหว่างชายชรากับ "ขุนนางสุนัขรับใช้" สองคนนั้นเลย
หลังจากทหารองครักษ์รายงานรายละเอียดให้ฟัง หลิวหรงก็เพียงแค่ทอดถอนใจยาว แล้วสั่งให้รถม้าแล่นเข้าเมืองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ โดยไม่สนใจชายชราผู้นั้นอีก
"พี่ใหญ่"
"อย่าเพิ่งถาม"
"กลับไปค่อยว่ากัน"
...
"พี่ใหญ่!"
"ข้าบอกว่ากลับไปค่อยว่ากัน!!!"
[จบแล้ว]