- หน้าแรก
- บันทึกตำนานจักรพรรดิแมลง
- EP 35: 【อ่านฟรี!】 ผ่านบททดสอบมฤตยู
EP 35: 【อ่านฟรี!】 ผ่านบททดสอบมฤตยู
EP 35: 【อ่านฟรี!】 ผ่านบททดสอบมฤตยู
EP 35: 【อ่านฟรี!】 ผ่านบททดสอบมฤตยู
เมื่อหันไปมองศิษย์คนอื่นๆ บางคนที่เคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายต่างก็เริ่มโก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย บางคนที่ทนกลิ่นเหม็นอันร้ายกาจไม่ไหวถึงกับหมดสติล้มพับไป ตาลอยชักกระตุกราวกับคนเป็นโรคลมบ้าหมู
เนื่องจากผู้ที่ผ่านเข้ารอบมาส่วนใหญ่เป็นศิษย์หญิง ภาพลักษณ์อันสูงส่งและงดงามของพวกนางจึงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ใช้มือปิดปาก ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทา เห็นได้ชัดว่าพวกนางกำลังใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการอดกลั้น
ไม่นานนัก เวลาแห่งความทรมานยี่สิบลมหายใจก็ผ่านพ้นไป
ผู้ดูแลจางผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม ซัดฝ่ามือออกไปหนึ่งกระบวนท่า
“จงสลายไป!”
พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ!...
สายลมกรรโชกแรงพัดพากลุ่มควันพิษที่แมลงตดปล่อยออกมาจนสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย อากาศกลับมาบริสุทธิ์สดชื่นอีกครั้ง
ศิษย์สายในผู้หนึ่งเอ่ยประกาศ “ศิษย์น้องทั้งหลาย ลำดับต่อไปข้าจะขอประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการทดสอบในรอบนี้ ผู้ที่มีรายชื่อกรุณาก้าวออกมารอรับการทดสอบในรอบสุดท้าย ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบ ขอความกรุณาเก็บกวาดเศษซากอาเจียนของพวกท่านกลับไปด้วย หากปล่อยทิ้งไว้จะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา!”
ดรุณีแรกรุ่นวัยสิบกว่าปีหลายสิบคนที่ใบหน้ายังคงซีดเผือด เมื่อได้ยินเช่นนั้นต่างก็ทอดสายตามองผู้ดูแลจางราวกับเห็นยมบาล
นี่มันการทดสอบประเภทใดกันแน่ นี่มันการทรมานนักโทษชัดๆ แม้แต่วิธีการทรมานนักโทษในโลกมนุษย์ก็ยังไม่ชวนคลื่นเหียนถึงเพียงนี้
“เย่หลิน หลี่เยว่เอ๋อร์ โจวฉิง...”
จำนวนผู้ผ่านเข้ารอบในครานี้ลดลงไปอย่างน่าใจหาย จากที่เคยมีสองร้อยกว่าคน บัดนี้เหลือเพียงหกสิบเจ็ดสิบคนเท่านั้น และนอกจากเย่หลินแล้ว ทุกคนต่างก็มีใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือด
ส่วนเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่โชคร้ายถูกคัดออก ต่างก็ต้องก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดเศษซากอาเจียนอันน่าสะอิดสะเอียนของตนเอง บางคนที่เคยเป็นถึงคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ถึงกับทนความขยะแขยงไม่ไหวจนต้องอาเจียนออกมาอีกรอบ...
แม้อากาศบนลานกว้างจะยังคงมีกลิ่นอายความเหม็นหลงเหลืออยู่บ้าง ทว่าเมื่อนำไปเทียบกับกลิ่นตดของแมลงตดแล้ว เย่หลินถึงกับรู้สึกว่าอากาศบริสุทธิ์ชวนให้สดชื่นขึ้นมาเลยทีเดียว
ผู้ดูแลจางประกาศด้วยน้ำเสียงกึกก้อง “ดีมาก ลำดับต่อไปจะเป็นการทดสอบด่านสุดท้าย!”
“การทดสอบด่านสุดท้ายนี้คือการทดสอบ 'จิตวิญญาณสื่อสารสรรพสัตว์'! สัตว์อสูรและแมลงวิญญาณระดับล่างนั้นล้วนไร้สติปัญญา หากปรารถนาจะฟูมฟักพวกมันให้เติบใหญ่ จำต้องใช้จิตวิญญาณสื่อสารกับพวกมันให้ได้ ดังนั้น ความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์อสูรจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของผู้ฝึกตนสายผู้ควบคุมสัตว์อสูรและผู้ควบคุมแมลงวิญญาณ!”
ภายใต้การควบคุมของผู้ดูแลจาง ฝูงแมลงตดได้พากันบินไปเกาะกลุ่มอยู่ใกล้ๆ กับศิษย์แต่ละคน
ศิษย์สายในผู้หนึ่งอธิบายเพิ่มเติม “ในขั้นตอนต่อไป พวกเจ้าจะต้องใช้จิตวิญญาณสื่อสารกับแมลงตด และสั่งให้พวกมันเชื่อฟังคำสั่งของพวกเจ้า โดยให้พวกมันบินตามพวกเจ้าวิ่งรอบลานกว้างหนึ่งรอบ จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ เข้าใจตรงกันหรือไม่!”
“เข้าใจแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ!” ทุกคนขานรับโดยพร้อมเพรียง
ในที่สุดก็มีการทดสอบที่ดูเป็นปกติเสียที ทุกคนต่างแทบจะหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจ
ศิษย์ส่วนใหญ่เริ่มพยายามสื่อสารกับแมลงตดด้วยวิธีการต่างๆ
“โอ้โห แมลงตดน้อยผู้น่ารัก เจ้าจะยอมวิ่งเล่นกับข้าไหม ?”
แมลงตดตอบแทนความน่ารักของศิษย์หญิงผู้นั้นด้วยการปล่อยตดใส่หน้านางเต็มๆ
ศิษย์ชายบางคนก็พยายามใช้มือลูบหัวแมลงตดอย่างแผ่วเบา “สหายแมลงเอ๋ย ขอเพียงเจ้าบินตามข้าไปสักรอบ ข้าจะตบรางวัลให้เจ้าด้วยศิลาปราณศักดิ์สิทธิ์หนึ่งก้อนเลย!”
ปุ้ง...
คำตอบที่ได้รับก็คือตดอีกหนึ่งปุ้งอัดเข้าเต็มหน้าศิษย์ชายผู้นั้น
...
มีทั้งคนที่พยายามวิงวอนขอร้อง ทั้งคนที่ใช้การข่มขู่หลอกล่อ ทว่าศิษย์ส่วนใหญ่กลับได้รับรางวัลตอบแทนเป็นตดเน้นๆ คนละปุ้ง
ในตอนแรกยังมีคนหลงคิดว่าการทดสอบในรอบนี้จะดูเป็นปกติขึ้นมาบ้าง ทว่าใครจะคิดล่ะว่า... แหวะ... ศิษย์หญิงหลายคนที่พยายามกลั้นอาเจียนในรอบที่แล้ว คราวนี้กลับกลั้นไว้ไม่อยู่เสียแล้ว ใบหน้าที่เคยงดงามของพวกนางถูกแต่งแต้มไปด้วยควันพิษสีฟ้าอมเขียวของแมลงตดจนหมดความงาม
มีเพียงศิษย์ไม่กี่คนเท่านั้น ที่เพียงแค่ส่งสายตา หรือแค่โบกมือ แมลงตดก็ยอมบินตามพวกเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างว่าง่าย...
บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่มีจิตวิญญาณสื่อสารสรรพสัตว์แข็งแกร่งพอที่จะสื่อสารกับแมลงตดที่ไร้สติปัญญาได้สำเร็จ
และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้ที่วิ่งนำหน้าไปไกลที่สุด ก็คือเย่หลิน ผู้สามารถสื่อสารกับแมลงตดได้สำเร็จตั้งแต่แรกพบ ขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ เพิ่งจะวิ่งไปได้เพียงครึ่งทาง เขากลับวิ่งครบหนึ่งรอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ความจริงแล้ว เพียงแค่เขาขยับความคิด ฝูงแมลงตดทั้งหมดก็จะกรูกันเข้ามาหาเขาทันที ทว่าการทำเช่นนั้นจะดูโดดเด่นสะดุดตาเกินไป
ในยามที่ยังไม่มีพลังกล้าแกร่ง การทำตัวให้กลมกลืนย่อมปลอดภัยที่สุด
แหวนโบราณจักรพรรดิแมลงคือความลับของเขา ร่างกายแห่งจักรพรรดิแมลงก็คือความลับของเขาเช่นกัน เรื่องที่พลังปราณกล้าแกร่งกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน ยังพอใช้ข้ออ้างเรื่องการกลืนกินสมุนไพรวิญญาณมาบังหน้าได้ ทว่าการมีจิตวิญญาณสื่อสารสรรพสัตว์แข็งแกร่งอย่างไร้ขีดจำกัดนั้น ยากที่จะหาข้ออ้างใดมาแก้ต่างได้
หึ่งๆๆ...
ฝูงแมลงตดที่บินตามเย่หลินจนครบหนึ่งรอบ ต่างพากันบินวนเวียนอยู่รอบตัวเขาอย่างเริงร่า จากนั้นเย่หลินก็ยื่นมือออกไป แมลงตดก็พากันร่อนลงมาเกาะบนฝ่ามือของเขา และถูไถออดอ้อนไปมาอย่างน่าเอ็นดู
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาศิษย์ที่ยังไม่สามารถสื่อสารกับแมลงตดได้ถึงกับจิตตกและอยากจะร้องไห้
ทำไมทีอยู่กับพวกเขามันถึงได้เป็นแมลงตดจอมน่ารังเกียจ ทว่าพอไปอยู่กับเย่หลิน มันกลับกลายเป็นสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักไปเสียได้!
นี่มันยุติธรรมตรงไหน นี่มันกฎเกณฑ์อะไรกัน?
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามอย่างรวดเร็ว
ศิษย์สายในผู้หนึ่งเห็นว่าไม่มีผู้ใดสามารถสื่อสารกับแมลงตดได้อีกแล้ว จึงประกาศผลการทดสอบในรอบนี้ “ศิษย์น้องทั้งหลายที่ไม่ผ่านการทดสอบ ไม่ต้องพยายามอีกต่อไปแล้ว การที่พวกเจ้าสามารถฝ่าด่านการทดสอบมาได้ถึงสองรอบก็นับว่าเก่งกาจมากแล้ว พวกเจ้าสามารถไปเสี่ยงโชคที่ยอดเขาอื่น หรือรอให้บรรลุขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสามแล้วค่อยมาสมัครเข้ายอดเขาสรรพสัตว์วิญญาณใหม่ก็ได้ จิตวิญญาณสื่อสารสรรพสัตว์นั้นสามารถพัฒนาขึ้นได้ในภายหลัง!”
ไม่นานนัก ศิษย์ที่ไม่ผ่านการทดสอบก็พากันคอตกเดินจากไป
จากที่เคยมีคนยืนอยู่บนลานกว้างถึงห้าหกร้อยคน บัดนี้เหลือเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น อัตราการสอบผ่านมีเพียงหนึ่งในสามสิบเท่านั้น ผู้ดูแลจางผู้นี้ช่างเข้มงวดสมคำร่ำลือจริงๆ
สายตาของผู้ดูแลจางที่กวาดมองผู้ผ่านการทดสอบทุกคนดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด นางประกาศเสียงก้อง “นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าทุกคนคือศิษย์รับใช้อาวุโสแห่งยอดเขาสรรพสัตว์วิญญาณของเรา และเมื่อพวกเจ้าบรรลุขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสามในอนาคต พวกเจ้าจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกระดับสูง ซึ่งมีสถานะเหนือกว่าศิษย์สายนอกทั่วไปหนึ่งระดับ”
“ความยากลำบากที่พวกเจ้าได้พานพบ ล้วนไม่สูญเปล่า!”
“นอกจากนี้ ข้ายังมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จะมอบให้พวกเจ้าเป็นส่วนตัว แมลงตดที่อยู่ข้างกายพวกเจ้า เป็นแมลงวิญญาณที่ข้าฟูมฟักมาด้วยความใส่ใจ พวกมันมีสายเลือดที่ดีเยี่ยม สติปัญญาเฉียบแหลมกว่าสายพันธุ์เดียวกัน และมีความสามารถในการเรียนรู้ที่โดดเด่น นี่จะเป็นแมลงวิญญาณตัวแรกที่พวกเจ้าจะได้ครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัว”
นัยน์ตาของทุกคนเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นยินดี
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อศิษย์รับใช้อาวุโสบรรลุขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสาม ก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเพียงศิษย์สายนอกธรรมดา หากต้องการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกระดับสูง ก็ต้องผ่านการทดสอบบางอย่างเสียก่อน ทว่าบัดนี้ผู้ดูแลจางกลับมอบสิทธิพิเศษในการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกระดับสูงให้พวกเขาโดยตรง
นี่นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ซ้ำนางยังมอบแมลงตดให้พวกเขาคนละตัว แม้จะเป็นเพียงตัวอ่อน ทว่าแมลงตดก็มีราคาไม่ต่ำกว่าศิลาปราณศักดิ์สิทธิ์หนึ่งก้อน ยิ่งไปกว่านั้น แมลงตดเหล่านี้ยังผ่านการฟูมฟักจากผู้ดูแลจางมาแล้ว ย่อมมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลายสิบศิลาปราณศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่
ผู้ดูแลจางกล่าวเสริม “ก๊าซที่แมลงตดปล่อยออกมา สามารถนำไปสกัดและควบแน่นเป็นวัตถุดิบในการปรุงโอสถได้ และยังสามารถนำไปใช้ในการสกัดก๊าซพิษเพื่อขายได้โดยตรงอีกด้วย การรู้จักใช้ประโยชน์จากพวกมันอย่างชาญฉลาด จะทำให้พวกเจ้าร่ำรวยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ”
“นอกจากนี้ ข้ายังจะมอบรางวัลให้แก่ศิษย์สามคนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ด้วย”
“เย่หลิน”
เย่หลินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้าวออกมาข้างหน้าและค้อมกายคารวะ “เย่หลินขอคารวะผู้ดูแลจางขอรับ”
ผู้ดูแลจางแย้มยิ้มบางๆ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม “เจ้าคือผู้ที่มีผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ ศิลาปราณศักดิ์สิทธิ์สามสิบก้อนนี้คือรางวัลที่เจ้าสมควรได้รับ ในวันข้างหน้า จงตั้งใจบำเพ็ญเพียรในยอดเขาสรรพสัตว์วิญญาณให้จงหนัก อุทิศตนเพื่อยอดเขาสรรพสัตว์วิญญาณ และอุทิศตนเพื่อสำนักไท่เสวียนให้มากยิ่งขึ้นล่ะ!”
กล่าวจบ นางก็ยื่นถุงผ้าใบเล็กให้
เมื่อเย่หลินได้ยินว่าจะได้รับรางวัลเป็นศิลาปราณศักดิ์สิทธิ์ถึงสามสิบก้อน นัยน์ตาของเขาก็เบิกกว้างทอประกายเจิดจ้า เขารีบค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อมยิ่งขึ้นพร้อมกล่าวเสียงดังฟังชัด “ขอบพระคุณผู้ดูแลจางขอรับ!”