- หน้าแรก
- บันทึกตำนานจักรพรรดิแมลง
- EP 3: 【อ่านฟรี!】 เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียง
EP 3: 【อ่านฟรี!】 เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียง
EP 3: 【อ่านฟรี!】 เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียง
EP 3: 【อ่านฟรี!】 เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียง
ผ่านไปไม่นาน เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียงก็หยุดดูดกลืนหยาดโลหิต
เสี่ยวไป๋ตวัดลิ้นสองแฉกสีชมพูอ่อน เลียแผลบนนิ้วของเย่หลินอย่างแผ่วเบา บาดแผลบนนิ้วของเย่หลินพลันสมานตัวและตกสะเก็ดอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เย่หลินเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดวันนี้พวกเจ้าจึงดื่มน้อยนักเล่า? หรือว่ารสชาติเลือดของข้าหลังจากปลุกรากวิญญาณแล้วจะไม่ถูกปากพวกเจ้า?”
เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียงต่างส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะอ้าปากเรอออกมาพร้อมกัน
เสี่ยวเฉียงใช้ก้ามตบพุงของตัวเองเบาๆ เพื่อยืนยันว่าวันนี้มันอิ่มจนยัดอะไรไม่ลงแล้ว
เย่หลินจึงกระจ่างแจ้งในทันที
“ดูเหมือนว่าหลังจากที่ข้าปลุกรากวิญญาณสำเร็จ เลือดของข้าจะทำให้พวกเจ้าอิ่มท้องได้มากขึ้น รอให้ข้าได้เข้าสู่สำนักเซียนเสียก่อนเถิด ข้าจะเลี้ยงสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเพิ่มอีกสักสองสามตัว”
เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียงเอาหัวถูไถเย่หลินอย่างออดอ้อน จากนั้นเสี่ยวเฉียงก็พุ่งหายเข้าไปในพงหญ้าอย่างรวดเร็วราวกับเงา ส่วนเสี่ยวไป๋ก็เลื้อยกลับลงไปในแม่น้ำ
เย่หลินพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้
“เสี่ยวไป๋ ข้าเคยได้ยินมาว่าสมุนไพรวิญญาณมักจะมีสัตว์อสูรดุร้ายคอยพิทักษ์รักษา ต่อไปเจ้าอย่าได้เสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีก ต้องระมัดระวังตัวให้มากเข้าใจหรือไม่”
เสี่ยวไป๋หันขวับกลับมาพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะดำดิ่งลงสู่น้ำและหายลับไปจากสายตา
เย่หลินลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เสี่ยวไป๋คงสัมผัสได้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากจะปลุกรากวิญญาณของข้า มันจึงยอมเสี่ยงอันตรายไปแย่งชิงไข่มุกเม็ดนั้นมา โชคดีที่มันเอาชนะมาได้”
“น่าเสียดายที่การต่อสู้ใต้น้ำ เสี่ยวเฉียงไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยได้เลย มิเช่นนั้นหากทั้งสองร่วมมือกัน คงจะปลอดภัยกว่านี้มาก”
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหลิน เย่หลินก็ไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติใดๆ ออกมา
เขายังคงก้มหน้าก้มตาทำงานหนักตามคำสั่งของพ่อบ้านอย่างไม่ปริปากบ่น ยามเผชิญหน้ากับบรรดานายจ้างตระกูลหลิน เขาก็ยังคงนอบน้อมถ่อมตน ยอมให้ทุบตีและด่าทออย่างไร้การตอบโต้ ดูชาชินและต้อยต่ำเช่นเดิม
เพื่อความปลอดภัย เย่หลินจึงงดเว้นการโคจรปราณในขณะทำงาน เพราะเกรงว่าสายลมปราณที่สูดดมเข้าไปจะถูกผู้อื่นจับสังเกตได้
หลังจากรากวิญญาณตื่นรู้ พละกำลังของเขาก็พุ่งพล่าน ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนสัมผัสได้ในแต่ละวัน ใช้เวลาหลับพักผ่อนเพียงสองชั่วยามก็เพียงพอให้กระปรี้กระเปร่า
ในขณะเดียวกัน ความต้องการอาหารของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
เสี่ยวเฉียงต้องขโมยไก่ถึงห้าตัวต่อวันจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของเย่หลิน ซึ่งนั่นสร้างความปวดหัวให้กับพ่อบ้านผู้ดูแลห้องครัวของตระกูลหลินเป็นอย่างมาก ไก่หายวันละตัวยังพอทน แต่วันละห้าตัวนี่มันเกินไปหน่อย!
วันละห้าตัว ปีหนึ่งก็ปาเข้าไปพันกว่าตัวแล้ว!
แถมไก่ของตระกูลหลินก็ไม่ใช่ไก่บ้านธรรมดาทั่วไป แต่เป็นไก่ตุ๋นยาจีนชั้นเลิศที่ถูกเลี้ยงดูด้วยสมุนไพรมาตั้งแต่เกิด อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและมีราคาแพงหูฉี่
หลังจากเสี่ยวเฉียงขโมยไก่ติดต่อกันเจ็ดวัน ตระกูลหลินก็ว่าจ้างผู้ฝึกตนในยุทธภพขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับหนึ่งมาวางค่ายกลตาข่ายฟ้าดินเพื่อเฝ้าระวังห้องครัว
ผลปรากฏว่า คืนนั้นไม่เพียงแต่ไก่จะหายไป แต่กางเกงและเสื้อผ้าของผู้ฝึกตนผู้นั้นก็หายวับไปด้วย!
เสี่ยวเฉียงและเสี่ยวไป๋แข็งแกร่งขึ้นมากหลังจากได้ดื่มเลือดของเย่หลินที่ปลุกรากวิญญาณสำเร็จ!
คนทั้งตระกูลหลินต่างตื่นตระหนกตกใจ สัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของหัวขโมยไก่ผู้นี้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ห้องครัวของตระกูลหลินก็ไม่มีแม้แต่ยามเฝ้าในตอนกลางคืนอีกเลย
ถึงขนาดที่ว่าตระกูลหลินยอมสร้างศาลเจ้าเล็กๆ ไว้ในห้องครัว และนำไก่ย่างหอมกรุ่นมาถวายถึงห้าตัวทุกวัน
บ่าวรับใช้หลายคนลอบซุบซิบนินทากันว่า โชคดีที่หัวขโมยไก่ผู้นี้ขโมยแต่ไก่ ไม่ขโมยคน หากทำให้เขาโกรธเคืองขึ้นมา เกรงว่าแม้แต่นายท่านและคุณชายของตระกูลหลินก็คงไม่แคล้วอันตราย มีเพียงท่านเซียนเท่านั้นที่จะสามารถสยบยอดขโมยไก่ผู้โอหังผู้นี้ได้
ทว่าที่น่ากระอักกระอ่วนใจก็คือ ราชวงศ์ต้าเสวียนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล สัตว์ประหลาดและปีศาจร้ายก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป การปราบปรามปีศาจที่ก่อกรรมทำเข็ญจึงเป็นภารกิจหลักของท่านเซียนจากสำนักไท่เสวียน แล้วผู้ใดจะลดตัวลงมาจัดการกับเรื่องไร้สาระอย่างไก่ถูกขโมยในคฤหาสน์เศรษฐีกันเล่า
ต่อมา หัวขโมยไก่ผู้โอหังไม่ได้ขโมยเพียงไก่เท่านั้น แต่ยังขโมยตำราเรียนของคุณชายและคุณหนูไปด้วย
นั่นเป็นเพราะเย่หลินต้องการเรียนรู้อักษรมาตรฐานของราชวงศ์ต้าเสวียนให้ได้ภายในสองเดือน
ในฐานะบ่าวรับใช้ผู้ต่ำต้อย เย่หลินไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียนหนังสือ ยามปกติเขามักจะแฝงตัวเข้าไปทำงานในห้องเรียนของคุณชายและคุณหนู เพื่อลอบจดจำความรู้บ้างเล็กน้อย แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ
เขาจึงให้เสี่ยวเฉียงขโมยตำราเรียนมาให้ และอาศัยเวลาว่างจากการหล่อหลอมร่างกายมาศึกษาหาความรู้
ในขณะที่เย่หลินกำลังอ่านตำรา เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียงก็จะมานอนหมอบอยู่ข้างๆ คอยพยักหน้าหงึกหงักตามจังหวะ เย่หลินยังแอบได้ยินเสียงเสี่ยวไป๋พยายามฝึกออกเสียงตามเขา ส่วนเสี่ยวเฉียงก็ยังคงร้องได้แค่จี๊ดๆ เช่นเดิม
เย่หลินสันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะข้อจำกัดทางสายพันธุ์กระมัง
ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง เสี่ยวไป๋จะคาบไข่มุกขนาดพอๆ กับเม็ดเดิมมาให้เย่หลินกลืนกิน
ทุกครั้งที่เย่หลินกลืนไข่มุกลงไป ร่างกายของเขาก็จะขับสิ่งสกปรกออกมาเป็นจำนวนมาก และหลังจากขับสิ่งสกปรกออกมา ร่างกายของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยามโคจรปราณ ละอองปราณที่สูดดมเข้าไปก็มีขนาดใหญ่และหนาแน่นขึ้น
เขาสัมผัสได้ว่ารากวิญญาณของตนเองกำลังขยายใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เวลาล่วงเลยไปโดยไม่รู้ตัว บัดนี้เย่หลินมีพละกำลังมหาศาลดั่งวัวถึก เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไวราวกับลิงป่า ไม่ใช่คนที่บ่าวรับใช้ตระกูลหลินทั่วไปจะรังแกได้อีกต่อไป!
และแล้ว เวลาสองเดือนก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างหนักหน่วงของเย่หลิน
ข่าวคราวที่เย่หลินได้รับจากพ่อบ้านตระกูลหลินคือ พรุ่งนี้ท่านเซียนจากสำนักไท่เสวียนจะเดินทางมาถึง คนทั้งตระกูลหลินต่างพากันสั่งการให้บรรดาบ่าวรับใช้อย่างเย่หลินทำความสะอาดคฤหาสน์จนสะอาดเอี่ยมอ่อง
ทุกคนในตระกูลหลินต่างเก็บซ่อนความตื่นเต้นยินดีไว้ไม่อยู่ ยิ่งกว่าช่วงเทศกาลปีใหม่เสียอีก
การมาเยือนของท่านเซียน จะนำพาวาสนามาสู่ผู้มีรากวิญญาณ นำพาความสงบร่มเย็นและโชคลาภมาให้ แม้แต่ปุถุชนคนธรรมดา หากมีวาสนาได้ยลโฉมท่านเซียนและสัมผัสไอเซียนสักครั้ง ก็นับว่าเป็นบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่แล้ว
หลังจากรับประทานอาหารเย็นและปรนนิบัตินายจ้างจนเข้านอน เย่หลินกับหวังเอ้อร์เพื่อนร่วมห้องก็กลับมายังเรือนพักบ่าวรับใช้ตระกูลหลินที่ทั้งเก่าและซอมซ่อ
หวังเอ้อร์เป็นคนที่มีใบหน้าตกกระ นิสัยปกติแล้วขี้ขลาดและต่ำต้อยกว่าเย่หลินเสียอีก ในเวลานี้เขากำลังกำหมัดแน่น ร่างกายสั่นเทา เอ่ยถามเย่หลินด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“เย่หลิน เจ้าว่าพรุ่งนี้หากท่านเซียนเดินทางมาถึง แล้วสัมผัสได้ว่าข้าคือยอดอัจฉริยะในตำนาน และยืนกรานที่จะพาข้าไปสั่งสอนมรรคาแห่งความเป็นอมตะ เพื่อให้ข้าไปกอบกู้โลกหล้า ข้าควรจะทำเช่นไรดี?”
“ตะ... แต่ว่า ข้าหวังเอ้อร์หน้าตกกระ เป็นเพียงบ่าวรับใช้ที่คอยปรนนิบัตินายท่าน ไม่อาจร่ำเรียนวิชาอันลึกล้ำได้เช่นนั้น จะมิกลายเป็นการทอดทิ้งภาระอันยิ่งใหญ่ในการกอบกู้โลกหล้าไปหรอกหรือ! ข้านั้นโง่เขลาเบาปัญญา หนังสือสักตัวก็อ่านไม่ออก ทำเป็นแต่ผ่าฟืนถูพื้น...”
เย่หลินทอดสายตามองหมู่ดาวบนท้องฟ้า พลางเอ่ยเสียงเรียบ “บางทีในสำนักเซียน การผ่าฟืนถูพื้นอาจถือเป็นการบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่ง ที่ช่วยยืดอายุขัยได้กระมัง? เพียงแต่ฟืนที่พวกเขาผ่าอาจทำมาจากทองคำ และพื้นก็ปูด้วยหยกงาม”
ดวงตาของหวังเอ้อร์ทอประกายเจิดจ้า เขากล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดี “จริงด้วย! เหตุใดข้าจึงนึกไม่ถึงกันนะ... เอ๊ะ... แล้วเจ้าจะไปไหนหรือ?”
“ไปอาบน้ำน่ะสิ เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”
“ไม่ล่ะ ครั้งก่อนที่ไปอาบน้ำกับเจ้า ข้าเกือบถูกยุงกัดจนหน้าบวมปูดเป็นหมี ช่างน่าอิจฉาที่เจ้าเกิดมาไม่เคยมียุงมากัด... พ่อบ้านยังบอกเลยว่า ชีวิตของเจ้าช่างต่ำต้อยเสียจนยุงยังรังเกียจ”
“ข้าจะพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้ข้าอาจจะได้ไปผ่าฟืนถูพื้นที่สำนักเซียนเพื่อกอบกู้โลกหล้า แถมอาจจะได้แต่งงานกับนางฟ้าสักคนสองคนเหมือนตัวเอกในนิทานที่พวกนักเล่านิทานชอบเล่าก็ได้!”
'อืม ในความฝันย่อมมีทุกสิ่ง' เย่หลินลอบเหน็บแนมในใจ
เมื่อเห็นหวังเอ้อร์เดินเข้าไปในห้องพัก เย่หลินก็พลิ้วกายพุ่งเข้าไปในเความมืด ไม่นานเขาก็มาถึงกำแพงคฤหาสน์ตระกูลหลินที่สูงราวหนึ่งชั้น ก่อนจะกระโดดข้ามกำแพงออกไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีเวรยามคนใดสังเกตเห็น