- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 47 ความเชื่อใจ
บทที่ 47 ความเชื่อใจ
บทที่ 47 ความเชื่อใจ
"คุณชายคิดว่าถ้าเอาคำพูดพวกนี้ไปบอกประธานฉู่ เขาจะเชื่อไหมครับ?" ซ่งเทียนเย่ามองฉู่เสี้ยวซิ่นที่กำลังโกรธเกรี้ยวตะคอกใส่ แล้วถามด้วยรอยยิ้ม
ฉู่เสี้ยวซิ่นชะงัก จ้องมองซ่งเทียนเย่า น้ำเสียงเริ่มเจือความโมโห "เรื่องโกหกเหรอ? นายนั่งรถมาหาฉันแต่เช้าตรู่เพื่อมาเล่านิทานหลอกเด็กให้ฉันฟังงั้นสิ?"
"จริงครึ่งเท็จครึ่งครับ ที่จริงก็คือเฉินอาสือไปก่อเรื่องที่เรือภัตตาคารไท่ป๋อจริงๆ ส่วนที่เท็จก็คือ เขาไม่ได้สติแตกไปเอง แต่ถูกผมที่รับทองคำสิบห้าแท่งจากแก๊งฝูอี้ซิงยั่วโมโหจนหนีไปต่างหาก" ซ่งเทียนเย่าพูดอย่างไม่รีบร้อน ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจสายตาของฉู่เสี้ยวซิ่นที่มองมาเลย
ฉู่เสี้ยวซิ่นคว้าผ้าเช็ดปากมาเช็ดคราบกาแฟที่กระเด็นใส่หลังมือเมื่อครู่ "ทำไมล่ะ?"
"ก็ผมหมั่นไส้มันไงครับ สาเหตุก็แน่นอนอยู่แล้ว มันไม่ฟังคำสั่งเจ้านายผม คนแบบนี้ผมจะรอให้เจ้านายผมไปฟ้องประธานฉู่เองได้ยังไง ทำแบบนั้นเจ้านายผมก็ดูเป็นคนใจแคบสิครับ รับบทผู้ร้ายน่ะผมทำเองดีกว่า แถมยังต้องทำให้คนอื่นมองเห็นเจ้านายผม แล้วยกนิ้วโป้งชมว่าคุณชายซิ่นเป็นคนรักเพื่อนพ้อง ไม่ทอดทิ้งคนบ้านเดียวกันชาวแต้จิ๋วด้วย" ซ่งเทียนเย่าพูดกับฉู่เสี้ยวซิ่น "คุณชายคิดว่ายังไงครับ?"
ถึงแม้ฉู่เสี้ยวซิ่นจะเรียนจบจากวิทยาลัยหวงเหริน ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมชั้นนำของฮ่องกง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นหัวกะทิของสังคมจริงๆ แค่มีชาติตระกูลสูงส่งเท่านั้น ไม่อย่างนั้นตระกูลฉู่คงไม่โยนแค่บริษัทการค้าลี่คังมาให้เขาดูแลหรอก ขนาดดูแลบริษัทเดียวเขายังทำได้ไม่ดี จนต้องจ้างเลขามาช่วยจัดการ
เวลาแค่สองวัน ซ่งเทียนเย่าก็วิเคราะห์เจ้านายคนนี้ของตัวเองได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว แม้เจ้านายเขาจะไม่เอาไหน มีนิสัยคุณชายเสเพลไปบ้าง แต่เนื้อแท้ไม่ได้เลวร้าย เอะอะก็ชอบอ้างคำว่าสัจจะ และยินดีให้โอกาสคน อย่างคืนนั้น เขาก็ยังยอมเชื่อใจซ่งเทียนเย่าที่เพิ่งรู้จักกัน ทำตามคำแนะนำของซ่งเทียนเย่าไปทุบตีลูกบุญธรรมของจางหรงจิ่น ปล่อยให้ซ่งเทียนเย่าไปพบเหยียนสยงแทนตัว วิ่งเต้นอยู่ข้างนอก และยังเชื่อที่ซ่งเทียนเย่าบอกว่าใช้เงินแค่สองพันเหรียญก็จัดการจางหรงจิ่นได้ ถ้าเป็นคนอื่นที่รู้จักใช้สมองคิดจริงๆ จะเชื่อคนง่ายขนาดนี้เชียวหรือ
อีกอย่างก็คือ ฉู่เสี้ยวซิ่นเป็นคนขี้รำคาญ ก่อนหน้านี้เวลาทำอะไร เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยาก เขาจะไม่ยอมใช้สมองคิด แต่จะทำตามความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวทันที
ดังนั้นคำพูดของซ่งเทียนเย่าเมื่อครู่ จึงทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก เพราะความคิดแรกของเขาคือหาโอกาสเหมาะๆ ไปฟ้องพ่อเรื่องเฉินอาสือ เพราะเขาคิดว่านี่คือวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด แค่บอกพ่อ เรื่องที่เหลือพ่อก็จะไปจัดการหาเรื่องเฉินอาสือเอง
แต่พอมาฟังซ่งเทียนเย่าพูดแบบนี้ ดูเหมือนจะไม่อยากให้เขาไปฟ้องพ่อ เพราะมันจะทำให้เขาดูเป็นคนใจแคบ
อีกประโยคที่ทำให้ฉู่เสี้ยวซิ่นระงับความโกรธลงได้อย่างรวดเร็วก็คือ ซ่งเทียนเย่ายินดีจะช่วยเขาคิดหาวิธี และพร้อมจะรับคำด่าทอไว้เอง
เลขาที่ซื่อสัตย์แบบนี้จะไปหาได้จากที่ไหน พูดอีกอย่างคือ ฉู่เสี้ยวซิ่นอายุยี่สิบสองแล้ว ใครจะอยากทำตัวเป็นเด็กขี้ฟ้องผู้ปกครองในวัยขนาดนี้ เขารู้ดีว่าถ้าไปฟ้อง เขาจะต้องเสียหน้าต่อหน้าพ่อมากแน่ๆ เพราะเขาเป็นถึงคุณชายรองตระกูลฉู่ แต่กลับจัดการหัวหน้าแก๊งนักเลงแต้จิ๋วแค่คนเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพ่อ ไม่ต้องรอให้พ่อด่า ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าไม่มีหน้าจะทนแล้ว แต่ก็ไม่มีทางเลือก ตอนนี้คนที่ดูแลธุรกิจของตระกูลฉู่แทนพ่อคือฉู่เสี้ยวจง พี่ชายคนโตของเขา แล้วฉู่เสี้ยวซิ่นจะไปกล้าปลดป้ายชื่อตระกูลฉู่ที่เฉินอาสือเทิดทูนอยู่บนหัวออกได้ยังไง?
"แล้วยังไงล่ะ?" ฉู่เสี้ยวซิ่นวางผ้าเช็ดปากลง มองไปที่ซ่งเทียนเย่า "ก็เลยให้แก๊งฝูอี้ซิงมาดูแลธุรกิจท่าเรือของบริษัทการค้าลี่คังงั้นเหรอ?"
ซ่งเทียนเย่าพยักหน้า "ใช่ครับ เหยียนสยง ไม้กระบองแดงแก๊งฝูอี้ซิง วิ่งเต้นเรื่องของคุณชายซิ่นทั้งวันทั้งคืน จนสุดท้ายโดนปลดย้ายไปใส่เครื่องแบบเฝ้าอ่างเก็บน้ำ คุณชายซิ่นเห็นแก่น้ำใจของสยงตำรวจ ประกอบกับคืนนั้นเฉินอาสือไม่ได้เสนอหน้าออกมาช่วยปกป้อง ก็เลยยกธุรกิจบริษัทการค้าลี่คังของตัวเองให้แก๊งฝูอี้ซิงทำ แบบนี้คงไม่ทำเกินไปใช่ไหมครับ? จำเป็นต้องไปรายงานประธานฉู่เป็นการส่วนตัวด้วยเหรอ?"
"ไม่จำเป็น บริษัทการค้าเป็นของฉัน ชื่อลี่คังพ่อเป็นคนตั้งก็จริง แต่ชื่อที่จดทะเบียนกับกรมพาณิชย์เป็นชื่อฉัน ธุรกิจของตระกูลฉู่ พ่อฉันเป็นคนตัดสินใจ แต่เรื่องของบริษัทการค้าเล็กๆ นี่ ฉันตัดสินใจเองได้" ฉู่เสี้ยวซิ่นพูดกับซ่งเทียนเย่า "นายกำลังจะบอกว่า ถ้าอยากจะจัดการเฉินอาสือ ก็ให้แก๊งฝูอี้ซิงมารับช่วงต่อธุรกิจท่าเรือของฉันงั้นสิ?"
"ใช่ครับ" ซ่งเทียนเย่าตอบอย่างหนักแน่น "คุณชายซิ่น คุณเป็นคนใจกว้าง ชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูง ในฐานะเลขาของคุณ บางเรื่องผมก็ขอพูดตรงๆ ต่อหน้าคุณเลยนะครับ คนที่หากินโดยใช้ชื่อตระกูลฉู่อยู่ข้างนอกน่ะ มีสักกี่คนที่เกรงกลัวคุณจริงๆ? มีสักกี่คนที่มองว่าความใจกว้างของคุณเป็นความโง่เขลา? พวกเขากลัวคุณชายจงมากกว่าคุณซะอีก ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะคุณชายจงคือผู้นำตระกูลฉู่รุ่นต่อไป ส่วนคุณไม่ใช่ พูดจาอาจจะไม่ค่อยเข้าหูนักนะครับ แต่หลังจากประธานฉู่สิ้นบุญไป คุณชายซิ่นเชื่อไหมล่ะครับว่า ไม่ต้องรอให้คุณชายจงเอ่ยปาก ก็จะมีคนเสนอหน้ามาแย่งบริษัทการค้าลี่คังไปจากมือคุณเพื่อเอาไปประเคนให้เขาเอง อย่างเช่นคนแบบเฉินอาสือไงครับ"
เมื่อเห็นว่าฉู่เสี้ยวซิ่นไม่ได้เอ่ยปากโต้แย้ง แต่กลับนิ่งเงียบ ซ่งเทียนเย่าก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฉู่เสี้ยวซิ่นแล้วพูดต่อ
"วิธีรับมือกับคนที่ลึกๆ แล้วไม่ได้มีความเกรงกลัวคุณเลยสักนิด การไปฟ้องประธานฉู่ให้จัดการเขา มีแต่จะทำให้เขาเหิมเกริมมากขึ้น แถมยังทำให้คุณชายซิ่นดูไร้อำนาจบารมีอีกด้วย เราต้องบีบให้เขาไปฟ้องเองต่างหาก และครั้งนี้เขาก็ต้องไปฟ้องแน่ๆ เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่กล้าฟ้องคุณชายซิ่นหรอก เขาจะฟ้องผมแทน เพราะผมเป็นคนรับทองสิบห้าแท่งจากแก๊งฝูอี้ซิงมาแล้วออกตัวรับปากแทน เฉินอาสือมันจะกลืนความโกรธนี้ลงคอได้ยังไงล่ะครับ?"
"แล้วถ้าเขาฟ้องนาย ถึงตอนนั้นจะทำยังไง?" ฉู่เสี้ยวซิ่นกลอกตาไปมา แล้วถามซ่งเทียนเย่า
เขาไม่ได้โกรธเคืองที่คำพูดของซ่งเทียนเย่าเมื่อครู่นี้ฟังดูมีเล่ห์เหลี่ยมเจ้าเล่ห์ การแก่งแย่งชิงดีระหว่างพี่น้องในตระกูลเศรษฐี เขาเองก็เห็นมาเยอะ และเขาก็ไม่เชื่อด้วยว่าฉู่เสี้ยวจง พี่ชายที่มักจะพูดจาประชดประชันเขา จะสามารถทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีรักใคร่กลมเกลียวกับเขาได้จริงๆ หลังจากที่พ่อเสียชีวิตไป เพียงแต่เขาไม่มีทางเลือก หัวสมองเขาสู้พี่ใหญ่ไม่ได้ พรสวรรค์สู้ไม่ได้ ความสามารถก็ยิ่งสู้ไม่ได้ ไม่มีทางแย่งความดีความชอบต่อหน้าพ่อมาจากพี่ใหญ่ได้เลย ฉู่เสี้ยวซิ่นจึงต้องแกล้งทำเป็นนกกระจอกเทศซุกหัวหลบ ไม่ไปแย่งชิงทรัพย์สมบัติกับพี่ใหญ่ ถึงขนาดที่ว่าถ้าพี่ใหญ่อยู่บ้าน เขาก็ไม่อยากจะนอนค้างที่คฤหาสน์ตระกูลฉู่ แต่หนีมานอนที่โรงแรมตู้หลี่ซือแทน
"นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับความคิดของคุณชายซิ่นแล้วล่ะครับ ว่าอยากจะทำให้บริษัทการค้านี้เติบโตขึ้น หรืออยากจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไป คุณชายซิ่นเคยบอกว่าการเป็นคนต้องยึดมั่นในสัจจะความเชื่อใจ ถ้าคุณชายเชื่อใจผม ตอนนี้แค่หยิบทองคำสิบสี่แท่งบนโต๊ะนี้ไปพบประธานฉู่ ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่ถามเขาว่าร้านทองที่ตระกูลฉู่คุ้นเคยคือร้านไหน คุณตั้งใจจะเอาทองสิบสี่แท่งนี้ไปขายแลกเป็นเงินสดเพื่อเป็นทุนซื้อเรือเพิ่มให้บริษัทการค้าลี่คังอีกสักลำ ขอแค่ประธานฉู่รู้ว่ามีทองสิบสี่แท่งนี้อยู่ในมือคุณ พอเฉินอาสือไปฟ้องผม ก็เท่ากับว่าดึงคุณชายซิ่นเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ถึงตอนนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไรเลย แค่นั่งดูเฉยๆ ว่าหน้าของเฉินอาสือจะบวมปูดเพราะถูกตบหน้ายังไงก็พอ" พูดจบ ซ่งเทียนเย่าก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองฉู่เสี้ยวซิ่นด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
ฉู่เสี้ยวซิ่นดึงทองคำแท่งมาไว้ตรงหน้าตัวเอง แล้วถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก "ง่ายแค่นี้เองเหรอ? ฉันแค่เอาทองกลับไปให้พ่อดู? แล้วไอ้เวรเฉินอาสือมันจะซวยเลยงั้นเหรอ?"