- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 34 จินหยาเหลยดีใจจนได้เรื่อง
บทที่ 34 จินหยาเหลยดีใจจนได้เรื่อง
บทที่ 34 จินหยาเหลยดีใจจนได้เรื่อง
เหยียนสยงซื้อโสม, เป๋าฮื้อ, ม้าน้ำ และของบำรุงอื่นๆ ไปนิดหน่อย แล้วแวะไปที่ห้างกวางเซิงหัง เพื่อเลือกซื้อน้ำอบและผ้าไหมให้ภรรยาทั้งสองของจินหยาเหลยอีกเล็กน้อย
เดี๋ยวนี้ผู้หญิงฮ่องกงนิยมประพรมน้ำอบของกวางเซิงหังกันทั้งนั้น เพราะนอกจากกลิ่นจะหอมติดทนนานช่วยกลบกลิ่นเหงื่อได้แล้ว ยังช่วยกันยุงและแมลงได้ด้วย จึงเป็นที่นิยมมากกว่าน้ำหอมนำเข้าจากต่างประเทศเสียอีก
ที่พักของจินหยาเหลยเป็นตึกแถวแบบจีนในย่านคิงส์พาร์ค แม้จะเป็นถึงหัวหน้าแก๊งฝูอี้ซิง แต่เขากลับไม่ได้มีนิสัยชอบไปนั่งเฝ้าบัญชีหรือคำนวณรายได้ของแก๊งในแต่ละวันเหมือนหัวหน้าแก๊งอื่นๆ
ถ้าแก๊งไม่มีเรื่องวุ่นวาย เขาชอบหมกตัวอยู่บ้านเล่นไพ่นกกระจอกหรือไพ่โกวนกมากกว่า สมัยก่อนตอนที่เขามาฮ่องกงใหม่ๆ เขาก็เริ่มเส้นทางนักเลงจากการเป็นลูกจ้างในบ่อนหวย ผ่านมาหลายสิบปี ความติดการพนันอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ถ้าวันไหนไม่ได้แตะไพ่นกกระจอกหรือไพ่โกวนก ก็ยังรู้สึกคันไม้คันมืออยู่ดี
ตอนที่เหยียนสยงมาถึง จินหยาเหลยกำลังตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอกกับภรรยาหลวง ภรรยาน้อย และสาวใช้ในบ้าน พอพูดถึงเรื่องที่เหยียนสยงเชิญเขาและหัวหน้าแก๊งคนอื่นๆ ไปเป็นคนกลางที่ภัตตาคารกวางโจวเมื่อตอนเที่ยง แล้วลามไปถึงเรื่องที่เหยียนสยงถูกปลดจากตำแหน่งหัวหน้านักสืบให้ไปเป็นตำรวจเครื่องแบบเฝ้าอ่างเก็บน้ำที่ซาโถวเจี่ยว พี่ชิว ภรรยาหลวงของจินหยาเหลยที่กำลังคาบบุหรี่สำหรับผู้หญิงยี่ห้อโซบรานี่อยู่ ก็ทิ้งไพ่สองหมื่นลงมาพลางเอ่ยขึ้นว่า
"แหม~ งั้นพี่ก็ยังให้เงินมันยืมไปตั้งสี่หมื่นเนี่ยนะ? มันโดนเด้งไปเป็นตำรวจเครื่องแบบที่ซาโถวเจี่ยวแล้ว ชาตินี้คงไม่มีปัญญาหาเงินสี่หมื่นมาคืนแล้วมั้ง?"
เสวี่ยหนี ภรรยาน้อยของจินหยาเหลย อดีตเคยเป็นนางรำมาก่อนที่จะมาเป็นเมียน้อย เธอปรายตามองจินหยาเหลยอย่างยั่วยวนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "พี่หญิงพูดอะไรอย่างนั้นล่ะคะ เรื่องแค่นี้นายท่านของเรามองทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว ในเมื่อยอมให้ยืม ก็แสดงว่านายท่านต้องมีแผนในใจแน่ๆ ค่ะ"
พี่ชิวเหลือบมองเสวี่ยหนีแวบหนึ่ง ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ แต่ก็ไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไรอีก
จินหยาเหลยขี้เกียจใส่ใจสงครามน้ำลายของเมียทั้งสอง เขาลูบคลำไพ่นกกระจอกในมือแล้วเอ่ยขึ้น "ถึงครั้งนี้ไอ้สยงตำรวจมันจะซวยไปหน่อย แต่มันก็ทำคุณงามความดีครั้งใหญ่ให้ตระกูลฉู่ ตระกูลเศรษฐีแบบนั้นไม่ตระหนี่กับเรื่องพรรค์นี้หรอก ไม่แน่ว่าผ่านไปสักปีครึ่งปี ไอ้สยงตำรวจอาจจะได้ขึ้นเป็นสารวัตรที่สถานีตำรวจโหยวหมาตี้เลยก็ได้"
กำลังพูดถึงตรงนี้ ลูกน้องที่เฝ้าอยู่ข้างนอกก็เดินเข้ามารายงานจินหยาเหลยว่า "ลูกพี่ ไอ้สยงตำรวจหิ้วของมาเยี่ยมครับ"
"อ้อ ให้มันเข้ามา พรุ่งนี้มันก็ต้องไปซาโถวเจี่ยวแล้ว ก่อนไปก็ควรจะเจอกันสักหน่อย" จินหยาเหลยผลักไพ่ในมือล้มลงอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันไปสั่งลูกน้องคนสนิท
จากนั้นเขาก็สั่งให้สาวใช้ไปชงชา เหยียนสยงหิ้วของบำรุงราคาแพงอย่างโสมและเป๋าฮื้อเข้ามาเอง ส่วนอาเหว่ยลูกน้องที่ตามมาข้างหลังก็หอบหิ้วผ้าไหม เครื่องสำอาง และตลับแป้งเข้ามาด้วย พอเหยียนสยงเห็นจินหยาเหลยก็ฉีกยิ้มกว้างทันที "ลูกพี่! พรุ่งนี้ผมต้องไปซาโถวเจี่ยวแล้ว วันหน้าอยู่ไกลหูไกลตา คงไม่ได้มาหาลูกพี่สะดวกๆ แบบนี้อีก ก่อนไปเลยซื้อของมาฝากนิดหน่อยครับ แล้วก็ขอบคุณลูกพี่มากๆ ที่ออกโรงช่วยผมในครั้งนี้ ทั้งให้ยืมเงิน ทั้งไปเป็นหน้าเป็นตาให้ผมที่งานเลี้ยงด้วย"
จินหยาเหลยยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ ส่วนภรรยาทั้งสองกลับเอาแต่จ้องมองของขวัญในมือเหยียนสยงและอาเหว่ย พอเห็นว่าเป็นของบำรุงราคาแพงอย่างรังนก เป๋าฮื้อ หูฉลาม ม้าน้ำ แถมยังมีผ้าไหมกับเครื่องสำอางอีกต่างหาก ทั้งคู่ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ พี่ชิวชิงพูดขึ้นก่อนที่จินหยาเหลยจะอ้าปากเสียอีก เธอส่งยิ้มให้เหยียนสยงแล้วเอ่ยว่า
"อาสยง เธอมีน้ำใจจริงๆ นะ ได้ยินว่าเธอต้องรีบไปซาโถวเจี่ยว คงมีเรื่องให้ต้องจัดการอีกเยอะแยะแน่ๆ เธอยังอุตส่าห์นึกถึงลูกพี่ของเธออีก ลูกพี่เธอไม่ผิดหวังในตัวเธอจริงๆ อารหรู อย่าปล่อยให้อาสยงถือของหนักยืนอยู่แบบนั้นสิ ไปรับของมาเร็ว แล้วเชิญอาสยงกับพี่น้องเขานั่งลงดื่มชา แล้วก็ไปล้างผลไม้มาให้ด้วยนะ ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือเลยจริงๆ"
สาวใช้รีบเดินไปรับของขวัญจากมือเหยียนสยง เหยียนสยงยิ้มให้พี่ชิว "ซ้อช่างเอาใจใส่คนอื่นและดูแลลูกน้องดีเหลือเกินครับ อาเหว่ย นายไปช่วยซ้อหน่อยสิ"
"เมื่อตอนเที่ยงก็เพิ่งเจอกัน ถ้านายยุ่ง จะไม่มาเยี่ยมฉัน ฉันก็ไม่โกรธนายหรอก นั่งลงดื่มชาสิ" จินหยาเหลยรอจนภรรยาทั้งสองถอยไปแบ่งของขวัญ ส่วนสาวใช้กับอาเหว่ยก็เข้าไปล้างผลไม้ในครัวแล้ว เขาถึงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดพลางเอ่ยกับเหยียนสยง
เหยียนสยงนั่งลงที่ฝั่งขวาของจินหยาเหลย "ลูกพี่ โชคดีที่ได้เงินสี่หมื่นจากแก๊ง ผมถึงเชิญหลี่จิ่วเซิ่งมาได้ คืนนี้ผมจองโต๊ะที่เรือภัตตาคารไท่ป๋อไว้แล้วนะลูกพี่ จะเลี้ยงข้าวลูกพี่สักมื้อ แล้วก็ถือโอกาสแนะนำใครบางคนให้ลูกพี่รู้จักด้วยครับ"
ดวงตาของจินหยาเหลยเป็นประกายขึ้นมาทันที "คนของตระกูลฉู่งั้นเรอะ?"
"เลขาของคุณชายรองตระกูลฉู่น่ะครับ" เหยียนสยงลดเสียงลง "ผมบอกเลขาซ่งไปแล้วว่า ที่ผมกล้ายืดอกรับหน้าเรื่องนี้ได้ ก็เพราะได้ลูกพี่จินหยาเหลยหนุนหลัง ควักเงินสี่หมื่นมาเปิดทางให้ ถึงครั้งนี้ผมจะต้องระเห็จไปเฝ้าอ่างเก็บน้ำที่ซาโถวเจี่ยว แต่ลูกพี่และแก๊งของเราก็ยังอยู่ที่โหยวหมาตี้กับเกาลูนซิตี้ พอจะขอให้คุณชายฉู่ไว้หน้าผม ช่วยหาที่ทางที่ท่าเรือให้แก๊งฝูอี้ซิงของเราบ้างได้ไหม ซึ่งเลขาซ่งก็เห็นแก่หน้าผม แล้วก็รับปากแล้วด้วยนะครับ"
จินหยาเหลยตบไหล่เหยียนสยงอย่างแรงด้วยความตื่นเต้น "เยี่ยมมาก! อาสยง! ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ! นายมันคนของแก๊งตัวจริง! ถ้าได้ถิ่นทำกินที่ท่าเรือแล้วล่ะก็ แถมยังได้เกาะเรือของสมาคมการค้าเฉาเฟิงอีก..."
ยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น ชายวัยสี่สิบห้าสิบปีอย่างจินหยาเหลยถึงกับลุกขึ้นยืนแล้วเดินวนไปวนมาในห้องรับแขกอย่างคุมตัวเองไม่อยู่
เขาเป็นคนแต้จิ๋วแท้ๆ แต่กลับมาเข้าร่วมแก๊งฝูอี้ซิง หลายปีมานี้แม้อำนาจบารมีในวงการนักเลงจะยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นแค่ฉากบังหน้าเท่านั้น ลองเทียบกับแก๊งแต้จิ๋วอื่นๆ ดูสิ ถ้ามีลูกน้องไปฆ่าคนกลางถนน พวกนั้นจ่ายแค่สี่ห้าหมื่นก็หาแพะไปรับโทษแขวนคอแทนได้แล้ว แต่ถ้าลูกน้องของเขาไปฆ่าคน แล้วอยากหาคนมารับผิดแทน ต้องจ่ายตามราคามาตรฐานถึงสองแสนเหรียญฮ่องกง ถึงจะมีแพะมารับบาปแทนให้ได้
ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะไม่มีเส้นสายในกรมตำรวจน่ะสิ! ตำรวจพวกนั้นล้วนมีแก๊งอิทธิพลและสมาคมการค้าคอยหนุนหลังกันทั้งนั้น นอกจากจะเป็นคนของขั้วอำนาจเดียวกัน พวกเขาก็ไม่สนหน้าใครทั้งนั้น ต่อให้เขาเอาเงินไปยัด ตำรวจพวกนั้นก็รับเงินแต่ไม่ยอมทำงานให้ บางคนหนักถึงขั้นไม่รับเงินด้วยซ้ำไป สาเหตุหลักก็คือ อิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังตำรวจแต้จิ๋วพวกนี้ ไม่เคยมองเขาและแก๊งฝูอี้ซิงเป็นแก๊งแต้จิ๋วเลย แม้ว่าตอนนี้สมาชิกกว่า 80% ของแก๊งฝูอี้ซิงจะเป็นคนแต้จิ๋วก็ตามที
นี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนที่เหยียนสยงมาฝากตัวเป็นศิษย์ เขาถึงมอบตำแหน่งไม้กระบองแดงให้ทันที ไม่ใช่ว่าตำแหน่งนี้มันไร้ค่าหรอกนะ แต่เป็นเพราะแก๊งฝูอี้ซิงต้องการการสนับสนุนจากภายนอกพวกนี้มากต่างหาก
และตอนนี้ เหยียนสยงมาบอกเขาว่า สมาคมการค้าเฉาเฟิงเห็นแก่หน้าเหยียนสยงที่ออกโรงรับเคราะห์แทนฉู่เสี้ยวซิ่น จึงจะมอบโอกาสให้แก๊งฝูอี้ซิงได้ก้าวเท้าเข้าไปหากินที่ท่าเรืออย่างนั้นหรือ?
ท่าเรือน่ะหรือ มันคือแดนพายุ แดนขุมทรัพย์ แดนวีรบุรุษเชียวนะ ไม่ใช่ว่าถือมีดพาลูกน้องไปฟันแย่งชิงพื้นที่มาได้ แล้วท่าเรือนั้นจะเป็นของตัวเอง อิทธิพลตามท่าเรือนั้นหยั่งรากลึกซับซ้อน แต่ละฝ่ายก็มีสมาคมการค้ายักษ์ใหญ่คอยหนุนหลังทั้งนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าแก๊งฝูอี้ซิงไปตีกับแก๊งเฉาย่งอี้แย่งท่าเรือ วันแรกล้มตายบาดเจ็บกันฝ่ายละเป็นร้อย วันต่อมาคนของแก๊งเฉาย่งอี้ที่จะออกมายืนหยัดสู้ต่อ ก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลด แถมต่อให้แพ้ราบคาบในวันแรก วันต่อมาก็ยังมีขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะมีสมาคมการค้าเฉาเฟิงคอยหนุนหลังอยู่น่ะสิ! สมาชิกแก๊งเฉาย่งอี้บาดเจ็บหรือตายไปสักคน ค่าทำศพ ค่ารักษา ค่าทำขวัญต่างๆ สมาคมการค้าเฉาเฟิงเตรียมไว้ให้พร้อมหมดแล้ว แต่ฝ่ายเขาล่ะ? ก็ต้องควักเนื้อจากเงินเก็บที่แก๊งฝูอี้ซิงสะสมมาหลายปี แก๊งนักเลงจะไปสู้กำลังทรัพย์ของสมาคมการค้าได้ยังไง?
ฝ่ายตรงข้ามตายวันละพันคน สมาคมการค้าเฉาเฟิงก็สามารถควักเงินจ่ายชดเชยให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้โดยไม่กะพริบตา แต่ถ้าฝ่ายเขาตายแค่วันละห้าร้อยคน จินหยาเหลยก็คงต้องกระโดดน้ำตายหนีหนี้แล้ว
ดังนั้น ถ้าอยากจะเข้าไปหากินที่ท่าเรือ ก็ต้องมีสมาคมการค้าเป็นคนเปิดทางให้เท่านั้น และตอนนี้โอกาสนั้นก็มาถึงแล้ว จินหยาเหลยรู้สึกเพียงว่าสวรรค์ช่างมีเมตตาต่อเขาจริงๆ ที่ส่งตำรวจแต้จิ๋วอย่างเหยียนสยงมาให้เป็นลูกศิษย์
"ดีๆๆ ฉันจะจัดการเดี๋ยวนี้เลย จะให้เลขาซ่งเป็นคนเลี้ยงได้ยังไงล่ะ อาเล่อ ไปเหมาเรือภัตตาคารไท่ป๋อทั้งลำเลยนะ คืนนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันจ่ายเอง" จินหยาเหลยยืนอยู่กลางห้องรับแขก ปรายตามองเหยียนสยงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องคนสนิทที่อยู่หน้าประตู
จังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก "ลูกพี่! ไอ้หน้าเลือดฮว๋ากับเมียที่เปิดบ่อนอยู่แถวถนนเจียหลินเปียน ได้ข่าวว่าไปหาเรื่องเลขาซ่งของสมาคมการค้าเฉาเฟิงเข้า เลยโดนล่านมิ่งจวีของแก๊งเฉาย่งอี้ที่บังเอิญไปพบเลขาซ่งพอดี ฟันพี่น้องเราเจ็บไปเป็นสิบคนเลยครับ! ตอนนี้เมียของไอ้หน้าเลือดฮว๋ากำลังรอพบลูกพี่อยู่ข้างนอกครับ!"