- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 33 คืนเงิน!
บทที่ 33 คืนเงิน!
บทที่ 33 คืนเงิน!
"จริงเหรอ?" จ้าวเหม่ยเจินถามย้ำอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ
ซ่งเทียนเย่าก้มลงมองดูร่างกายของตัวเองแล้วยิ้ม "ถ้าเป็นเรื่องโกหก ป่านนี้ผมคงโดนคนของพี่ฮว๋าฟันตายไปตั้งนานแล้วมั้งแม่?"
พูดพลางซ่งเทียนเย่าก็หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิด ควักธนบัตรเงินสดสามพันเหรียญฮ่องกงในนั้นออกมาแกว่งไปมาตรงหน้าแม่ของตัวเอง "สามพันเหรียญ ไม่ขาดแม้แต่เซนต์เดียว ไม่ต้องกังวลแล้วนะ ในเมื่อเมื่อวานลูกชายแม่บอกว่าจะหาเงินมาให้ได้ ก็ต้องหามาให้ได้สิ"
"ไม่ใช่ว่าแกวาดขึ้นมาเองหรอกนะ เห็นว่าแม่แกไม่เคยเห็นแบงก์พันเหรียญฮ่องกงหน้าตาเป็นยังไงก็เลยเอามาหลอกกันใช่ไหม?" พอจ้าวเหม่ยเจินเห็นเงินสด เรี่ยวแรงก็ฟื้นกลับมาอีกหลายส่วน เธอสะบัดแขนอย่างห้าวหาญ ปัดซ่งชุนเหลียงที่กำลังช่วยทุบหลังให้อยู่ด้านหลังกระเด็นไปด้านข้าง แล้วคว้าเงินสามพันเหรียญในมือซ่งเทียนเย่ามาพลิกดูไปมาพลางเอ่ยขึ้น
คนในเขตบ้านไม้ แบงก์ห้าร้อยเหรียญฮ่องกงยังแทบไม่เคยเห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแบงก์พันเลย เงินเก็บของคนจนในเขตบ้านไม้ล้วนเป็นเศษเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทีละเล็กทีละน้อย แถมยังไม่รู้เรื่องการเอาเงินไปฝากธนาคารหรือแลกเป็นแบงก์ใหญ่ที่ธนาคารด้วยซ้ำ การที่ไม่เคยเห็นแบงก์พันเหรียญฮ่องกงจึงเป็นเรื่องปกติมาก
"เอามาจากไหน?" จ้าวเหม่ยเจินกำเงินไว้ในมือแน่น มองลูกชายแล้วถามว่า "เมื่อคืนแกไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน แถมวันนี้ยังเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่อีก? คงไม่ได้ไปรวมหัวปล้นใครเขากับคนอื่นมาหรอกนะ?"
"ไม่หรอก การปล้นมันเป็นเรื่องไร้อนาคต ลูกชายแม่ไม่ลดตัวลงไปทำหรอก ตอนนี้ผมเป็นเลขาแล้ว เงินเดือนสองร้อยสามสิบเหรียญ เงินพวกนี้คือเงินเดือนที่เบิกล่วงหน้ามา" ซ่งเทียนเย่าไม่มีท่าทีรำคาญเลยแม้แต่น้อย เขาเล่าเรื่องที่ตัวเองได้กลายมาเป็นเลขาของฉู่เสี้ยวซิ่นให้แม่ฟังรอบหนึ่ง รวมถึงปัญหาเรื่องเงินสามพันเหรียญในตอนแรกด้วย เขาก็เล่าไปตามความจริงทั้งหมด
"แกกำลังจะบอกว่า แกเอาเงินสามพันเหรียญที่กู้มา ไปถลุงใช้จนหมดเกลี้ยงภายในคืนเดียวงั้นเหรอ?" ซ่งชุนเหลียงหนังตากระตุกยิกๆ เมื่อได้ยินซ่งเทียนเย่าบอกว่าเขาเอาเงินไปที่โรงน้ำชาลู่อวี่ ให้อู๋จินเหลียงช่วยเอาเงินไปเลี้ยงรับรองฉู่เสี้ยวซิ่น ไปเป็นเจ้ามือเลี้ยงแขกที่เรือภัตตาคารไท่ป๋อ และไปดื่มเหล้าที่ไนต์คลับลี่ฉือการ์เด้น
โรงน้ำชาลู่อวี่, เรือภัตตาคารไท่ป๋อ, ไนต์คลับลี่ฉือการ์เด้น ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นคำที่ผู้คนมักพูดถึงกันติดปาก แต่สำหรับคนในเขตบ้านไม้แล้ว พวกเขาไม่มีความกล้าแม้แต่จะก้าวเท้าเข้าไปในสถานที่เหล่านั้นเลยสักก้าว แม้แต่ตอนเดินผ่านแล้วเผลอมองนานไปหน่อย ก็ยังกลัวว่าอีกฝ่ายจะมาเก็บเงินเอา
"หุบปาก! รีบไปทำกับข้าวไป! ฉันหิวแล้ว!" ตอนนี้จ้าวเหม่ยเจินฟื้นตัวกลับมาอย่างสมบูรณ์แล้ว เธอนั่งยืดตัวตรงบนเตียงอย่างกระปรี้กระเปร่า ถลึงตาใส่ซ่งชุนเหลียงอย่างรำคาญแล้วพูดว่า "เมื่อกี้ฉันยันประตูกับไอ้หน้าเลือดฮว๋าอยู่ข้างนอก แกยังไม่รู้จักช่วยฉันดันเลยสักนิด? ไปทำกับข้าวซะ! ใช้หมดก็ใช้หมดไปสิ! เงินสามพันเหรียญแลกกับตำแหน่งเลขาตระกูลฉู่ คุ้มจะตายไป!"
ซ่งชุนเหลียงลงจากเตียงอย่างว่าง่าย วิ่งไปซาวข้าวเตรียมต้มข้าวต้ม แต่ระหว่างที่ซาวข้าว ก็ยังเงี่ยหูฟังบทสนทนาระหว่างซ่งเทียนเย่ากับจ้าวเหม่ยเจินไปด้วย
จ้าวเหม่ยเจินพูดกับซ่งเทียนเย่าด้วยแววตาเป็นประกาย "แล้วพอแกเลี้ยงข้าวคุณชายฉู่ เขาก็เลยจ้างแกเป็นเลขาเลยเหรอ? เลขาตระกูลฉู่เชียวนะ เงินสามพันใช้หมดก็ไม่เป็นไรหรอก! ดูยิ่งใหญ่กว่าเป็นตำรวจซะอีก!"
"พี่ พี่ไม่เคยเรียนหนังสือเลยนะ อย่างมากก็แค่เคยเรียนเขียนหนังสือกับปู่ตอนเด็กๆ แล้วจะไปเป็นเลขาให้คนอื่นได้ยังไง?" ซ่งเหวินเหวินที่ยืนอยู่ข้างๆ ตลอด พอได้ยินว่าพี่ชายตัวเองได้เป็นถึงเลขาของคุณชายประธานสมาคมการค้าแต้จิ๋ว ก็อดไม่ได้ที่จะสอดปากถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
เธอเคยเห็นเลขาของคนรวยพวกนั้นที่โรงน้ำชา ล้วนเป็นคนหนุ่มที่จบจากสถาบันการศึกษาชื่อดัง สวมสูทสากลเรียบร้อย สวมแว่นตากรอบทอง อ้าปากปุ๊บก็พ่นภาษาฝรั่งได้อย่างคล่องแคล่ว เวลาเดินก็แทบจะเชิดคางขึ้นไปบนฟ้า พี่ชายตัวเองที่เป็นแค่เด็กหนุ่มในสลัมบ้านไม้ กลับกลายเป็นคนแบบนั้นไปได้ยังไงกัน?
"ไสหัวขึ้นห้องใต้หลังคาไปเลย! พี่ชายแกน่ะรู้หนังสือเยอะที่สุดในเขตบ้านไม้นี้แล้ว ทำไมจะไม่มีคุณสมบัติพอเป็นเลขาได้! ปากเสีย!"
เมื่อได้ยินลูกสาวตั้งข้อสงสัย ซ่งเทียนเย่ายังไม่ทันมีปฏิกิริยาอะไร จ้าวเหม่ยเจินก็ถลึงตาใส่แล้วตะคอกใส่ซ่งเหวินเหวินไปหนึ่งประโยค
หลังจากตวาดไล่ซ่งเหวินเหวินขึ้นห้องใต้หลังคาไปแล้ว จ้าวเหม่ยเจินก็ก้าวลงจากเตียง รื้อค้นหีบตู้หาเสื้อคลุมผ้าไหมที่จะหยิบมาใส่เฉพาะช่วงตรุษจีนออกมา โดยไม่สนใจสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว เธอสวมทับเสื้อกล้ามตัวในไปตรงๆ กำเงินสามพันเหรียญไว้แน่นแล้วทำท่าจะเดินออกไปข้างนอก
ซ่งเทียนเย่ามองแม่ของตัวเองด้วยความงุนงงแล้วเอ่ยถาม "อ้าว แม่ จะไปไหนน่ะ?"
"ไปคืนเงินไงล่ะ!" จ้าวเหม่ยเจินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ "ไอ้พวกเวรตะไลพวกนี้! เมื่อวานพากันมาเข้าคิวเหยียบย่ำซ้ำเติม วันนี้ฉันจะไปบุกเหยียบหน้าพวกมันคืนให้หมดทุกบ้านเลย! ผัวของอีนังพวกนั้นล้วนแต่ทำงานที่ท่าเรือ ส่วนใหญ่ก็รับจ้างขนของให้เรือของสมาคมการค้าแต้จิ๋วทั้งนั้น ฉันจะให้พวกมันรู้ไว้ว่า ตอนนี้อาเย่าบ้านเราเป็นถึงเลขาของคุณชายรองประธานสมาคมการค้าแต้จิ๋วโว้ย! ขืนยังกล้าซ้ำเติมอีกล่ะก็ วันหลังจะปล่อยให้พวกมันอดตายไปเลย!"
ซ่งเทียนเย่าก้มหน้าลงอย่างหมดคำจะพูด เขารู้สึกว่าการกระทำแบบนี้ของแม่ตัวเองมันช่างน่าขายหน้าสิ้นดี เขาอยากจะเอ่ยปากห้าม แต่พอคิดดูอีกที แม่ของเขาก็เป็นแค่ผู้หญิงยากจนในเขตบ้านไม้ ไม่ได้หูตากว้างไกลอะไร ถ้าไม่ให้เธอไปโอ้อวด เธออาจจะคิดว่าเขากำลังหลอกเธออยู่ก็ได้ ช่างเถอะ ปล่อยเธอไปตามใจเถอะ ยังไงซะนี่ก็แค่เขตบ้านไม้เท่านั้นเอง
ตอนที่จ้าวเหม่ยเจินเดินออกจากบ้าน ชายฉกรรจ์ราวๆ ยี่สิบสามสิบคนในมือถือไม้คานกำลังช่วยกันทำความสะอาดคราบเลือดอยู่ข้างนอกภายใต้การนำของจ้าวเหวินเยี่ย คนเจ็บถูกหามออกไปนานแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังใช้ถังไม้ตักน้ำสาดล้างคราบเลือดบนถนนหินแผ่นทีละถังๆ
"ป้าเจิน" จ้าวเหวินเยี่ยที่เพิ่งสาดน้ำเสร็จไปหนึ่งถังเงยหน้าขึ้นมาพอดี พอเห็นจ้าวเหม่ยเจินป้าของตัวเองเดินออกมาจากบ้าน เขาก็รีบเอ่ยทักทาย
พอเห็นจ้าวเหวินเยี่ย สีหน้าที่เพิ่งจะดูตื่นตระหนกเล็กน้อยของจ้าวเหม่ยเจินก็ผ่อนคลายลง เธอรู้ว่าจ้าวเหวินเยี่ยทำงานอยู่กับพวกแก๊งอิทธิพลที่ท่าเรือ งั้นคนพวกนี้ก็น่าจะเป็นพวกพี่น้องในแก๊งของจ้าวเหวินเยี่ยนั่นแหละ เธอสูดจมูกฟุดฟิด มองดูชายฉกรรจ์ยี่สิบสามสิบคนเหล่านั้น แล้วพูดกับจ้าวเหวินเยี่ยที่เดินเข้ามาหาว่า
"อาเยี่ย คนพวกนี้คือพี่น้องที่ท่าเรือของแกใช่ไหม?"
"ใช่ครับ ป้าเจิน" จ้าวเหวินเยี่ยตอบ
จากนั้นท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของจ้าวเหวินเยี่ย ป้าเจินจอมขี้เหนียวอันลือชื่อของเขากลับยืดหลังตรง แล้วเอ่ยปากอย่างใจป้ำผิดปกติกับพวกจับกังที่กำลังช่วยทำความสะอาดอยู่ตรงหน้าว่า "ลำบากทุกคนแล้ว เดี๋ยวพวกนายทุกคนอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันที่นี่แหละ!"
พวกจับกังเหล่านี้ต่างรู้สถานะของซ่งเทียนเย่ากันหมดแล้ว เมื่อกี้ก็ได้ยินจ้าวเหวินเยี่ยเรียกอีกฝ่ายว่าป้าเจิน ก็รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คือแม่ของซ่งเทียนเย่า พอได้ยินเธอเอ่ยปากชวนกินมื้อเย็น พวกเขาก็ร้องเฮตอบรับอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีใครปฏิเสธเลยสักคน ในสายตาพวกเขา ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงข้าวคนพวกนี้ สำหรับสถานะอย่างซ่งเทียนเย่าแล้วก็แค่ขนหน้าแข้งร่วงเส้นเดียว ในเมื่ออีกฝ่ายให้เกียรติชวน พวกเขาก็ไม่ควรปฏิเสธ
"มารดามันเถอะ... ไอ้พวกนี้มันไม่รู้จักคำว่าเกรงใจกันหรือไงห๊า?" พอเห็นว่าผู้ชายตรงหน้าพวกนี้ไม่รู้จักความเกรงใจกันเลยสักคน จ้าวเหม่ยเจินก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วสบถเบาๆ ทว่าเธอก็รีบลดเสียงลงแล้วกระซิบกับจ้าวเหวินเยี่ยทันทีว่า "ตอนนี้แกเข้าไปในบ้าน ไปบอกลุงเขยแกให้เอาข้าวสารในบ้านออกมาหุงให้หมด อ้อ แล้วก็ ในบ้านยังพอมีเงินเหลืออีกสามสิบกว่าเหรียญ ไปบอกให้อาเย่าไปซื้อพวกเนื้อสัตว์มากินด้วยนะ จะให้เสียหน้าอาเย่าไม่ได้เด็ดขาด"
หลังจากสั่งความจ้าวเหวินเยี่ยเสร็จ จ้าวเหม่ยเจินก็ลูบๆ คลำๆ เงินฮ่องกงสามพันเหรียญในกระเป๋าเสื้อ แล้วเชิดหน้าก้าวเดินเข้าไปในบ้านของหลี่เหลาซื่อที่อยู่ติดกัน
ไม่ต้องรอให้สองสามีภรรยาหลี่เหลาซื่อเชื้อเชิญ จ้าวเหม่ยเจินก็เดินฝ่าเข้าไปในบ้านของอีกฝ่ายอย่างคุ้นเคย นั่งลงบนแผ่นไม้กระดานเตียง แล้วตบแบงก์พันลงบนเตียงดังป้าบ! เอ่ยกับหลี่เหลาซื่อและป้าหงที่ยังคงอกสั่นขวัญแขวนอยู่ตรงหน้าว่า "ฉันมาคืนเงิน! เป็นหนี้บ้านแกสามร้อยเหรียญใช่ไหม? นี่หนึ่งพันเหรียญ! ทอนมาให้ครบด้วย!"