- หน้าแรก
- บุตรแห่งโชคชะตาอย่างข้า ยังสู้เจ้าที่บำเพ็ญเซียนมาสามชั่วคนไม่ได้หรือ
- บทที่ 3 วาสนาระดับแปด
บทที่ 3 วาสนาระดับแปด
บทที่ 3 วาสนาระดับแปด
"คนของพรรคราชันมังกรมาแล้ว"
เมื่อได้ยินเสียงนี้ สีหน้าของซูเวยเวยก็เปลี่ยนไป นางรู้ได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
ถึงอย่างไรคนของพรรคราชันมังกรก็มาแทบจะทุกเดือน
นางไม่มีทางที่จะไม่คุ้นเคย
"เจ้ากลับเข้าไปในบ้านก่อน"
เจียงฝานกล่าวกับซูเวยเวย ต้องรู้ว่าคนของพรรคราชันมังกรแต่ละคนล้วนเป็นคนพาลสันดานหยาบ หากพวกมันเห็นซูเวยเวยเข้า ใครจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ดังคำกล่าวที่ว่าหญิงงามคือต้นเหตุแห่งหายนะ นี่คือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนมาแต่โบราณกาล
"อืม"
ซูเวยเวยพยักหน้า นางไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย หลบเข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย
เดิมทีเรื่องการจ่ายค่าคุ้มครองเช่นนี้ล้วนเป็นหน้าที่ของบิดามารดาของเจียงฝาน แต่เมื่อพวกเขาจากไปแล้ว ย่อมทำได้เพียงปล่อยให้เจียงฝานเป็นคนจัดการ
ปัง!
ประตูไม้ของบ้านอิฐที่แง้มอยู่ถูกเตะเปิดออกอย่างไม่เกรงใจ ช่างป่าเถื่อนและกำเริบเสิบสานยิ่งนัก
ต่อมา ชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบกว่าปี รูปร่างกำยำล่ำสัน สูงใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราก็เดินเข้ามา ด้านหลังยังมีลูกน้องรูปร่างสูงใหญ่อีกสามคนเดินตามมาด้วย
แววตาของพวกมันเผยให้เห็นถึงจิตสังหารอันดุร้าย ล้วนแต่เป็นพวกที่มือเคยเปื้อนเลือดมาแล้วทั้งสิ้น
ซ้ำแต่ละคนยังมีเรือนร่างแข็งแกร่ง แตกต่างจากชาวประมงธรรมดาทั่วไปอย่างลิบลับ
"ไอ้หนู ความกล้าของเจ้าไม่เบาเลยนี่"
"รู้ว่าบิดามา กลับยังกล้าปิดประตูอีก"
"หรือว่าเจ้าไม่อยากจะจ่ายค่าคุ้มครองกันแน่?"
ชายวัยกลางคนผู้นี้แววตาดุร้าย จ้องมองเจียงฝาน บนร่างแผ่ซ่านเจตนาร้ายออกมาจางๆ
ราวกับว่าหากเจียงฝานกล้าปริปากเถียงแม้แต่ครึ่งคำ ก็จะต้องถูกทุบตีอย่างหนัก
เขาเป็นหัวหน้าย่อยคนหนึ่งจากพรรคราชันมังกร มีนามว่าเจิ้งเหวินปิง ฉายาปิงเหยีย
รับผิดชอบเก็บค่าคุ้มครองจากชาวบ้านในหมู่บ้านกุ้ยฮวาโดยเฉพาะ เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงฉาวโฉ่
ไม่รู้ว่ามีชาวประมงกี่คนแล้วที่เคยถูกเขาทุบตีอย่างทารุณ
"ปิงเหยีย ข้าจะกล้าไม่จ่ายค่าคุ้มครองได้อย่างไรกัน"
"เพียงแต่เพิ่งจะหายจากอาการป่วยหนัก จึงออกมาต้อนรับไม่ทันก็เท่านั้น"
"ค่าคุ้มครองเตรียมไว้พร้อมแล้ว ขอปิงเหยียโปรดรับไว้ด้วยเถิด"
เจียงฝานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หยิบถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากตัว ด้านในบรรจุเหรียญทองแดงไว้เต็ม
นี่ก็คือค่าคุ้มครองที่ต้องจ่ายในเดือนนี้
และแทบจะเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว
แม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาก็ทำได้เพียงนำมันออกมา เพื่อให้รอดพ้นจากเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปก่อน
"โอ้ ยอมจ่ายง่ายดายปานนี้เชียว?"
"ข้าได้ยินมาว่าพ่อแม่ของเจ้าตายไปเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนจัดงานศพก็หมดเงินไปไม่น้อย"
"ตอนนี้กลับยังสามารถเอาเงินค่าคุ้มครองออกมาได้อีก หรือว่าเจ้าจะจับปลาวิเศษได้จนทำเงินก้อนโตงั้นหรือ?"
เจิ้งเหวินปิงหรี่ตาลง มองเจียงฝานด้วยความสงสัยเล็กน้อย
สิ่งที่เรียกว่าปลาวิเศษ ก็คือปลาสายพันธุ์พิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นในทะเลสาบอวิ๋นเมิ่งอันกว้างใหญ่แปดร้อยลี้ เรียกได้ว่าทุกส่วนในร่างกายล้วนเป็นของล้ำค่า
ปลาวิเศษหนึ่งตัว อย่างน้อยก็สามารถขายได้ถึงสิบตำลึงเงิน
หากชาวประมงสามารถจับปลาวิเศษได้สักตัว เช่นนั้นตลอดทั้งปีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำอย่างอื่นอีกแล้ว
น่าเสียดายที่จำนวนของปลาวิเศษนั้นมีน้อยมาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่พบพานได้ยากยิ่งและไม่อาจแสวงหาได้ตามใจปรารถนา
"จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า"
"ด้วยความสามารถของข้า ต่อให้เจอขุมทรัพย์ปลาวิเศษจริงๆ ก็คงไม่มีปัญญาจับมันขึ้นมาได้หรอก"
"ที่ยังมีเงินเหลืออยู่บ้าง ก็เป็นเพียงเงินที่ประหยัดอดออมสะสมมาหลายปีเท่านั้น"
"หากข้าจับปลาวิเศษได้จริงๆ ก็ย่อมต้องนำไปขายให้กับพรรคราชันมังกรเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน ไม่มีทางเก็บซ่อนไว้เองเด็ดขาด"
เจียงฝานแสร้งทำเป็นหวาดกลัวจนตัวสั่น
เขารู้ดีว่าโลกใบนี้ไม่ธรรมดาเลย ไม่ใช่ราชวงศ์ศักดินาธรรมดาทั่วไป
ในโลกใบนี้มีตัวตนของผู้ฝึกยุทธ์อยู่ มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ
เล่าลือกันว่าผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้สามารถเหาะเหินเดินอากาศ พละกำลังมหาศาลราวกระทิง ฟันแทงไม่เข้า
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงสุดยิ่งสามารถต่อกรกับคนนับหมื่น สังหารศัตรูท่ามกลางกองทัพฝ่าวงล้อมเข้าออกได้ถึงเจ็ดครั้งเจ็ดคราโดยไร้รอยขีดข่วน
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไกลตัว เอาแค่เรื่องใกล้ตัวนี่แหละ
เจิ้งเหวินปิงที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือผู้ฝึกยุทธ์ ว่ากันว่าคนธรรมดานับสิบคนรุมล้อมยังไม่ใช่คู่มือของเขา
แม้แต่ลูกน้องทั้งสามคนของเขา ก็ยังสามารถสู้แบบหนึ่งต่อสิบได้
เดิมทีตัวเขาเองก็อยากจะฝึกยุทธ์
น่าเสียดายที่การจะเข้าสำนักยุทธ์เพื่อเรียนวิชายุทธ์ได้นั้น ค่าเล่าเรียนแบบธรรมดาสามัญที่สุดยังต้องใช้เงินถึงสิบตำลึงเงินขึ้นไป ครอบครัวชาวประมงที่ยากจนข้นแค้นอย่างเขาไม่มีทางหามาได้เลย
"ดี ไม่เลว ถือว่าเจ้ารู้จักประเมินสถานการณ์"
"ทะเลสาบอวิ๋นเมิ่งแปดร้อยลี้แห่งนี้ ล้วนเป็นของพรรคราชันมังกรเรา"
"ปลาธรรมดาและปลาวิเศษที่แหวกว่ายอยู่ภายในนั้น ก็สามารถขายให้กับพรรคราชันมังกรของเราได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น"
"หากพวกเจ้ากล้าแอบซ่อนปลาวิเศษไว้ นั่นก็คือโทษตาย"
"คาดว่าเจ้าคงไม่มีความกล้าพอที่จะแอบซ่อนปลาวิเศษไว้หรอก"
เจิ้งเหวินปิงจ้องมองเจียงฝานอย่างจริงจังแวบหนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองดูบ้านที่ว่างเปล่ามีเพียงผนังสี่ด้าน ก็อดไม่ได้ที่จะคลายความสงสัยลง
หากปลาวิเศษจับได้ง่ายดายปานนั้น ราคาของมันคงไม่แพงหูฉี่เช่นนี้หรอก
อีกทั้งอีกฝ่ายก็เป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทักษะการจับปลาไม่มีทางเทียบชั้นกับชาวประมงเฒ่าผู้มากประสบการณ์ได้เลย
ความเป็นไปได้ที่จะได้ปลาวิเศษมาครอบครองนั้นช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเกิน
ตัวเขาเองคงจะระแวงมากเกินไปหน่อย
"นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว ปลาที่พวกเราจับได้ย่อมต้องขายให้กับพรรคราชันมังกรเท่านั้น"
เจียงฝานพยักหน้า
ไม่ต้องสงสัยเลย นี่ก็คือความกำเริบเสิบสานของพรรคราชันมังกร เรียกได้ว่าเป็นทรราชแห่งทะเลสาบอวิ๋นเมิ่ง
ชาวประมงทุกคนที่ออกหาปลาในทะเลสาบอวิ๋นเมิ่ง ล้วนต้องจ่ายภาษีและค่าคุ้มครองให้กับพรรคราชันมังกร
แม้แต่ราคาปลาก็ยังถูกพรรคราชันมังกรกดราคาให้ต่ำลง
ขูดรีดขูดเนื้อไปถึงเจ็ดแปดส่วน
สิ่งที่ตกถึงมือชาวประมงจริงๆ นั้นกลับเหลือน้อยนิดเต็มที
"อืม"
"หากทุกคนรู้จักกฎเกณฑ์เช่นเดียวกับเจ้า งานของพวกเราก็จะทำได้ง่ายขึ้นเยอะ"
"หากในทะเลสาบอวิ๋นเมิ่งมีผู้ใดกล้ารังแกเจ้า ก็จงอ้างชื่อข้าได้เลย"
เจิ้งเหวินปิงตบไหล่เจียงฝาน รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยปากให้สัญญาแบบส่งเดชไปอย่างนั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงฝานก็แอบแค่นเสียงหยันในใจ คนของพรรคราชันมังกรกลุ่มนี้เวลาเก็บเงินล่ะขยันขันแข็งนัก หากเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ รับรองว่าหนีเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก
หากหวังพึ่งให้พรรคราชันมังกรมาช่วยเหลือตนเอง สู้ไปหวังให้ปลากระโดดขึ้นเรือมาเองเสียยังจะดีกว่า
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางเผยอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น
สำหรับบุคคลต่ำช้าเช่นนี้ หากเขาเผยความไม่พอใจออกมาแม้เพียงเสี้ยวเดียว เกรงว่าคงต้องถูกทุบตีอย่างหนักแน่
ณ ทะเลสาบอวิ๋นเมิ่งแห่งนี้ พรรคราชันมังกรก็คือกฎหมาย ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือเจ้าได้
หลังจากกล่าวจบ เจิ้งเหวินปิงก็โบกมือ แล้วพาลูกน้องทั้งสามคนจากไป ถึงอย่างไรเขาก็ยุ่งมาก ยังต้องไปเก็บค่าคุ้มครองจากครอบครัวชาวประมงบ้านอื่นๆ อีก
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกเจิ้งเหวินปิงค่อยๆ ห่างออกไป ซูเวยเวยที่หลบอยู่ในอีกห้องก็เดินออกมาอย่างระมัดระวัง แล้วเอ่ยถามเสียงเบาว่า "พี่เจียง พวกคนเลวนั่นไปแล้วหรือ?"
"ไปหมดแล้ว"
เจียงฝานพยักหน้า
พูดตามตรง การถูกรังแกเช่นนี้ทำให้เขาโมโหมาก ถึงขั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ต่อให้เป็นชาติก่อน เขาก็ไม่เคยถูกใครรังแกเช่นนี้มาก่อน ช่างน่าอัปยศอดสูยิ่งนัก
แม้ว่าเพื่อรักษาชีวิตรอด เขาจำต้องทนรับมันไว้ชั่วคราว แต่หนี้แค้นนี้เขาจะจดจำไว้ในใจ ไม่มีวันลืมเลือน
ไม่ช้าก็เร็วจะต้องทวงแค้นคืนให้จงได้
"ทีนี้จะทำอย่างไรดีเล่า จ่ายค่าคุ้มครองก้อนนี้ไปแล้ว ในบ้านก็ไม่มีเงินเหลือเลยสักแดงเดียวจริงๆ"
ซูเวยเวยกล่าวด้วยความรู้สึกกลัดกลุ้ม ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ตอนนี้ข้าวสารในบ้านก็พอให้ประทังชีวิตไปได้อีกเพียงสามวันเท่านั้น
หากยังไม่มีรายได้เข้ามา เกรงว่าคงต้องอดตายอย่างแน่นอน
ติ๊ง!
เดิมทีเจียงฝานกำลังจะเอ่ยปากพูด ทว่าทันใดนั้น ภายในส่วนลึกแห่งห้วงจิตสำนึกของเขาก็พลันมีข้อมูลขุมหนึ่งส่งเข้ามาในทันที "ท่านส่งมอบค่าคุ้มครองแต่โดยดี ทำให้หัวหน้าย่อยพรรคราชันมังกร เจิ้งเหวินปิง รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก มองว่าท่านไม่มีภัยคุกคามใดๆ เป็นราษฎรที่ดี รอดพ้นจากเคราะห์ร้ายถึงชีวิตมาได้หนึ่งครั้ง ท่านได้รับวาสนาระดับแปดหนึ่งครั้ง และแต้มโชคชะตาหนึ่งร้อยแต้ม"
อะไรนะ?!
เมื่อรับรู้ถึงข้อมูลขุมนี้ ภายในใจของเจียงฝานก็พลันเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำ เขานึกถึงดวงชะตาบุญญาบารมีเทียมฟ้าบนร่างตนเอง ที่เรียกว่ารอดพ้นจากภัยใหญ่หลวง ย่อมมีวาสนาภายหน้า ที่แท้ก็หมายความเช่นนี้เองหรือ?
เพียงแค่ตนเองก้าวผ่านเคราะห์กรรมมาได้ ก็จะได้รับวาสนาอย่างแน่นอน
ทว่าวาสนาระดับแปดนี้คือสิ่งใดกันแน่ แล้วแต้มโชคชะตาเล่ามีประโยชน์อันใด