- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 305 ด้ายแดง
บทที่ 305 ด้ายแดง
บทที่ 305 ด้ายแดง
หลังจากตะโกนจบ ชายชราผมขาวก็หันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม ทว่ากลับต้องประจันหน้ากับใบหน้าที่ดำทะมึน!
"ไอ้หยา!" ชายชราผมขาวที่สะดุ้งตกใจลูบอกผ่อนลมหายใจไปพลาง เอ็ดปนหัวเราะไปพลาง "ทำหน้าบูดบึ้งทำไม? ใครติดเงินเจ้าหรือไง?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายฉกรรจ์ร่างกำยำก็ยิ้มขื่นกล่าว "เฒ่าจันทราเฉิน ท่านเห็นข้าขัดหูขัดตาใช่หรือไม่..."
ชายชราผมขาวชะงักไป "ไม่นี่~ ข้าดูเจ้าตัวโตนี่ก็ถูกตาต้องใจดีออก"
"แล้วทำไมท่านถึงไม่ให้ข้าแนะนำตัวเองบ้างล่ะ..."
"หน้าตาข้าก็เกิดมาแสนธรรมดา จู่ๆ ก็เรียกคนขึ้นมา พวกนางไม่รู้อะไรเลย จะยอมขึ้นมาได้อย่างไร..."
"หากไม่มีแม่นางคนใดขึ้นมาเลย ข้าคงขายหน้าครั้งใหญ่แน่..."
พูดถึงตรงนี้ ชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่ยิ่งพูดยิ่งโมโหก็ชี้นิ้วลงพื้น "เฒ่าจันทราเฉิน ประเดี๋ยวหากไม่มีใครขึ้นมา ข้าจะตีลังกาให้ตัวเองสลบไปตรงนี้เลย!"
"ท่านอย่าลืมหาคนมาหามข้าลงไปด้วยล่ะ ข้าไม่มีทางยอมตื่นแล้วเดินลงไปเองแน่!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราผมขาวก็ปรายตามองไปยังขั้นบันไดด้านข้างเวที พลางยิ้มกล่าวว่า "เจ้าลองหันไปดูข้างหลังสิ"
"ข้างหลัง?"
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำมีสีหน้าสงสัย
เมื่อเขาหันกลับไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือหญิงสาววัยแรกรุ่นทีละคนที่กำลังก้าวขึ้นบันไดมา...
"เฒ่าจันทราเฉิน!"
"ว่าไง?"
"ตั้งแต่นี้ต่อไป ท่านก็คือปู่แท้ๆ ของข้าเลย!"
"เจ้าเด็กบ้า! รู้หรือยังว่าขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดเป็นอย่างไร?"
"นับถือยิ่งนัก!"
หลังจากทั้งสองพูดคุยกันสั้นๆ ชายชราผมขาวก็เดินเข้าไปให้หญิงสาวทั้งหลายแนะนำตัวเอง
หญิงสาวที่ขึ้นมาบนเวทีมีอยู่สิบกว่าคน ทว่าการที่พวกนางเป็นฝ่ายเดินขึ้นมานั้นเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ พอต้องมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้จริงๆ เห็นได้ชัดว่าพวกนางมีความขวยเขินสงวนท่าทีมากกว่าเหล่าชายหนุ่มก่อนหน้านี้มาก
ดังนั้นช่วงเวลาแนะนำตัวของพวกนางจึงใช้เวลาไปไม่มากนัก
รอจนพวกนางแนะนำตัวกันเสร็จ ชายฉกรรจ์ร่างกำยำก็หาโอกาสแนะนำตัวเองได้เสียที
"แม่นางทั้งหลาย ขอบคุณพวกท่านที่ให้เกียรติขึ้นเวทีมา"
"ข้ามีนามว่าหลิวจ้ง (หนัก) ที่ตั้งชื่อว่าจ้ง ก็เพราะตอนคลอดออกมานั้นตัวข้าหนักถึงแปดชั่งสามตำลึง ตอนที่ท่านพ่ออุ้มข้า ก็ร้องตะโกนว่าเด็กคนนี้ช่างหนักเสียจริง"
"ดังนั้นจึงตั้งชื่อข้าด้วยคำว่า 'จ้ง' เพียงคำเดียว"
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของชายฉกรรจ์ร่างกำยำก็เปลี่ยนไป "ข้าเป็นคนท้องถิ่นจื่อหยาง มีอาชีพเป็นช่างปูน ตลอดทั้งปีหาเงินได้ประมาณสิบกว่าตำลึง"
"จากนั้น...เอ่อ...ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อแล้ว..."
"เอาเป็นว่าพื้นเพของข้าก็มีประมาณนี้ บิดามารดาทั้งสองยังอยู่ สุขภาพแข็งแรงดี สามารถช่วยเลี้ยงเด็กได้"
"เอาล่ะๆ~" ชายชราผมขาวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลางทุบไหล่ชายฉกรรจ์ร่างกำยำไปทีหนึ่ง "เจ้าหนูนี่คิดการไกลนักนะ ถึงขั้นพูดเรื่องปู่ย่าช่วยเลี้ยงเด็กขึ้นมาแล้วเชียวหรือ?"
"ฮ่าๆ~" ชายฉกรรจ์ร่างกำยำหัวเราะแก้เก้อ "หลักๆ คือข้าเองก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรแล้วน่ะสิ..."
"ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร?" ชายชราผมขาวชี้ไปยังพื้นที่ว่าง "ไม่รู้จะพูดอะไร งั้นก็ตีลังกาให้ทุกคนดูสักรอบสิ"
"หา?" ชายฉกรรจ์ร่างกำยำถลกแขนเสื้อขึ้น "จะให้ตีลังกาจริงๆ หรือ?"
"ตีลังกาบ้าบออะไรล่ะ!" ชายชราผมขาวเอ็ดปนหัวเราะ จากนั้นก็หันไปมองเหล่าหญิงสาวพลางกล่าวว่า "แม่นางทั้งหลาย~ ประวัติของเจ้าตัวโตคนนี้ก็เป็นอย่างที่กล่าวมา เป็นลูกหลานคนท้องถิ่นจื่อหยาง นิสัยใจคอก็ดูลื่อตรงและซื่อสัตย์"
"หากพวกเจ้ามีเรื่องอันใดอยากจะถามเขา ก็สามารถถามมาได้เลยในตอนนี้"
ผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงสาวร่างสูงเพรียวที่ยืนอยู่ตรงกลางก็เอ่ยปากขึ้น "คุณชายหลิว ท่านชอบดอกไม้หรือไม่?"
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำชะงักไปเล็กน้อย "ดอกโหยวไช่นับด้วยหรือไม่?"
"เอ่อ...ก็นับกระมัง" หญิงสาวร่างสูงเพรียวยิ้มบาง "ข้าถามจบแล้ว"
เมื่อมีคนเริ่มตั้งคำถามเป็นคนแรก หญิงสาวคนต่อๆ มาก็เริ่มป้อนคำถามตามมาอย่างรวดเร็ว
มีคนถามว่าชอบอ่านตำราหรือไม่ บางคนถามว่าทำอาหารเป็นหรือไม่ บางคนก็ถามว่ารู้เรื่องเสียงดนตรีหรือเปล่า...
หลังจากถามตอบกันไปหลายรอบ หญิงสาวร่างสูงเพรียวที่เอ่ยถามเป็นคนแรกก็เป็นคนแรกที่เดินลงจากเวทีไปเช่นกัน
จากนั้น หญิงสาวบนเวทีก็มีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ
จนกระทั่งสุดท้าย เหลือเพียงหญิงสาวร่างเล็กกะทัดรัดคนหนึ่ง นางเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เอ่ยปากถามคำถามใดๆ เลย
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่ถูกคำถามของเหล่าหญิงสาว 'รุมถล่ม' จนมึนงงไปหมดแล้ว เมื่อเห็นว่าเหลือเพียงนางแค่คนเดียว ในใจก็พลันเกิดความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายราวกับกำลังจะได้หลุดพ้นอย่างบอกไม่ถูก
"แม่นางเฉียน ท่านมีอะไรอยากจะถามก็ถามมาเถิด"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่เงียบงันไม่ยอมเอ่ยปากเสียที ชายฉกรรจ์ร่างกำยำจึงเป็นฝ่ายเอ่ยเตือนขึ้นมาหนึ่งประโยค
"พี่หลิว" หญิงสาวร่างเล็กเอ่ยเสียงเบา "ข้าไม่มีอะไรจะถามเจ้าค่ะ"
"เอ่อ ก็ได้..." ชายฉกรรจ์ร่างกำยำยิ้มเจื่อน ขณะกำลังจะเอ่ยว่า 'เช่นนั้นก็ลงจากเวทีไปด้วยกันเถิด' กลับได้ยินหญิงสาวร่างเล็กเอ่ยขึ้นมาว่า "พี่หลิว ท่านมีอะไรอยากจะถามข้าหรือไม่เจ้าคะ?"
"อะไรนะ?"
หัวใจของชายฉกรรจ์ร่างกำยำพลันกระตุกวูบ คำพูดของอีกฝ่ายฟังดูแสนจะธรรมดา แต่กลับทำให้ภายในใจของเขาเกิดคลื่นระลอกเล็กๆ ขึ้นมา
"ข้าถามว่า พี่หลิว ท่านมีสิ่งใดอยากจะถามข้าหรือไม่เจ้าคะ?"
"ข้า..." ชายฉกรรจ์ร่างกำยำนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามว่า "เจ้าชื่ออะไรนะ?"
"เจ้าเด็กบ้า โตแต่ตัว แต่ไม่มีสมองเลยหรือไง!" ชายชราผมขาวสบถด่าเสียงเบา ขณะที่กำลังหาวิธีมากู้หน้าให้กับ 'คำถามโง่เง่า' นี้ หญิงสาวร่างเล็กก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ข้ามีนามว่าเฉียนม่านม่าน (ช้าๆ)"
"ตอนที่เกิดมา ข้าร้องไห้ช้ากว่าเด็กคนอื่นมากนัก พอโตขึ้นมาหน่อย เวลาทำสิ่งใดก็มักจะตอบสนองเชื่องช้าไปเสียหมด"
"ดังนั้น ท่านพ่อกับท่านแม่จึงตั้งชื่อนี้ให้กับข้า"
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ นัยน์ตาขุ่นมัวของชายชราผมขาวก็ทอประกายสว่างวาบ ลอบคิดในใจว่า : มีลุ้นแล้วสิ!
"อย่างนี้นี่เอง!" ชายฉกรรจ์ร่างกำยำยกมือขึ้นเกาศีรษะ "แล้วที่บ้านเจ้ามีพี่น้องบ้างหรือไม่?"
ชายชราผมขาว : ใช่! ต้องถามเช่นนี้แหละ!
หญิงสาวร่างเล็กส่ายหน้า "ไม่มีเจ้าค่ะ ที่บ้านมีข้าเพียงคนเดียว"
"อ้าว?" ชายฉกรรจ์ร่างกำยำเอ่ยอย่างแปลกใจ "แล้วเหตุใดเจ้าถึงผอมแห้งปานนี้ล่ะ ข้านึกว่าเจ้ากินข้าวช้า เลยแย่งกินกับพี่น้องในบ้านไม่ทันเสียอีก"
ชายชราผมขาว : หากพูดไม่เข้าหูก็หุบปากไปซะเถอะ!
"คิก~" หญิงสาวร่างเล็กยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ "พี่หลิว ท่านนี่เป็นคนมีอารมณ์ขันดีนะเจ้าคะ"
ชายชราผมขาว : นี่กระมังที่เรียกว่าพรหมลิขิต...
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำยิ้มร่า "ใช่หรือไม่ล่ะ ก็เคยมีคนพูดกับข้าเช่นนี้เหมือนกัน"
ชายชราผมขาว : ใครมันตาบอดกัน? หรือว่าเจ้าแยกแยะคำพูดดีร้ายไม่ออก?
ทันใดนั้น หญิงสาวร่างเล็กก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าสองสามก้าว มาหยุดอยู่ตรงหน้าของชายฉกรรจ์ร่างกำยำ ก่อนจะชี้ไปที่ปลายแขนเสื้อของอีกฝ่าย "พี่หลิว เสื้อผ้าของท่านขาดเป็นรูแล้วเจ้าค่ะ"
"หืม?" ชายฉกรรจ์ร่างกำยำรีบรั้งแขนเสื้อขึ้นมาเล็กน้อย "ตอนออกมามันรีบร้อนไปหน่อย เลยคว้าเสื้อผ้ามาสวมส่งเดช ทำให้เจ้าต้องมาเห็นเรื่องน่าขันเสียแล้ว"
หญิงสาวร่างเล็กล้วงเอาถุงเข็มด้ายขนาดกะทัดรัดออกมาจากเอว "ข้าช่วยเย็บซ่อมให้ท่านนะเจ้าคะ"
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง พูดจาติดๆ ขัดๆ ขึ้นมาทันที "มะ...แบบนี้จะดีหรือ เกรงใจแย่เลย!"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว" พูดจบ หญิงสาวร่างเล็กก็ยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของชายฉกรรจ์ร่างกำยำให้ตึง ก่อนจะลงมือเย็บซ่อมแซมรอยขาดนั้นให้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ
ในยามนี้ ทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบสงัด!
สายตาของทุกคนต่างก็รวมศูนย์ไปที่พวกเขาทั้งสองคน ภายในใจต่างก็มีความคิดคำนึงไปต่างๆ นานา
เวลาผ่านไปไม่นานนัก หญิงสาวร่างเล็กก็เก็บถุงเข็มด้าย มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "พี่หลิว เย็บเสร็จแล้วเจ้าค่ะ"
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ หญิงสาวร่างเล็กจึงเงยหน้าขึ้นมา พลันสบเข้ากับดวงตาร้อนแรงคู่หนึ่งพอดี
ในวินาทีนี้ นัยน์ตาสองคู่สอดประสานกัน!
ผู้คนทั่วทั้งลานต่างพากันกลั้นลมหายใจ หลายคนถึงกับหยิกต้นขาของตนเองเอาไว้แน่น!
"แม่นางเฉียน"
"พี่หลิว?"
หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ สามลมหายใจ!
หลังจากผ่านไปสามลมหายใจ ชายฉกรรจ์ร่างกำยำก็คลี่ยิ้มพลางเอ่ยถามว่า "หลังคาบ้านเจ้ารั่วหรือไม่?"
"บัดซบ! ถ้าปากไม่มีประโยชน์ก็บริจาคให้คนอื่นไปเสียเถอะ!"
มีคนด้านล่างเวทีกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจนต้องสบถด่าออกมาเสียงดัง!
หลายคนต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย!
บนเวที หญิงสาวร่างเล็กนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า "หลังคาบ้านข้ายังดีอยู่เจ้าค่ะ แต่เหมือนว่าเล้าไก่จะมีรอยรั่ว..."
"ไปกัน!"
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของหญิงสาวร่างเล็ก พาอีกฝ่ายเดินลงจากเวทีไปทันที
"ช้าก่อน!"
ชายชราผมขาวร้องตะโกนเสียงดัง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง แล้วนำด้ายแดงในมือมาผูกพันไว้ที่ข้อมือของพวกเขาทั้งคู่
เมื่อเห็นเช่นนั้น ใบหูของชายฉกรรจ์ร่างกำยำก็พลันร้อนผ่าว ส่วนหญิงสาวร่างเล็กก็มีพวงแก้มแดงระเรื่อขึ้นมา
ผ่านไปครู่หนึ่ง ชายชราผมขาวที่ผูกด้ายแดงเสร็จสรรพก็ยิ้มกล่าว "ด้ายแดงพันผูก บุพเพสันนิวาสชักนำ ข้าขอเอาใจช่วยพวกเจ้าก็แล้วกัน!"