- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 251 อาจารย์
บทที่ 251 อาจารย์
บทที่ 251 อาจารย์
"นโยบายพาณิชย์!"
"นโยบายสะสมเสบียง!"
อาจารย์หนิวมองซ้ายขวา อดไม่ได้ที่จะดื่มสุราในชามรวดเดียวจนหมด ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "มิน่าเล่า องค์จักรพรรดิถึงทรงยอมละเว้นกฎเกณฑ์เป็นกรณีพิเศษ ให้พวกเจ้าทั้งสองเป็นจอหงวน"
"นโยบายแผ่นดินทั้งสองข้อนี้ เพียงหยิบยกขึ้นมาข้อเดียวก็สามารถทำให้ประเทศชาติที่อ่อนแอเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นสองข้อที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันเลย!"
กล่าวถึงตรงนี้ อาจารย์หนิวก็รินสุราให้ตนเองอีกชาม มองไปยังจอหงวนทั้งสอง "พวกเจ้าสองคน เก่งกาจกว่าข้าในอดีตมากนัก!"
"สุราชามนี้ ข้าขอดื่มให้พวกเจ้า!"
สิ้นคำกล่าวนี้ จอหงวนทั้งสองก็เผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมาทันที!
พวกเขารีบยกชามสุราขึ้นมา แม้จะรีบร้อนเพียงใดก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง แต่ก็ดื่มสุราจนหมดชามเช่นกัน
"อาจารย์... แค่กๆๆ!"
ดื่มสุราเร็วเกินไป เซียวเหลียนจึงอดไม่ได้ที่จะไอออกมา
เมื่อเห็นดังนั้น อาจารย์หนิวก็ตบหลังอีกฝ่ายเบาๆ "เอาเถิด ค่อยๆ พูด รีบร้อนไปไย"
"อาจารย์ ท่านเก่งกาจกว่าพวกเราขอรับ!"
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์สุรากำเริบ หรือเพราะท่าทีการลูบหลังของอาจารย์หนิว ที่ทำให้ความกตัญญูและความคิดถึงที่เซียวเหลียนมีต่ออาจารย์ในอดีตปะทุขึ้นมาในใจ ขณะที่พูด เขาถึงกับสะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้!
"ดูเจ้าสิ!"
เมื่อเห็นเซียวเหลียนตาแดงก่ำ อาจารย์หนิวก็แย้มยิ้มหันไปมองเหิงผิง ชี้มือไปที่ทั้งสองคนสลับกัน "เจ้าดูสิ ข้ากะแล้วเชียวว่าเหิงผิงต้องไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง"
"อาจารย์! ข้า!"
เหิงผิงรีบละล่ำละลัก น้ำเสียงก็สั่นเครือไปด้วยเช่นกัน!
"เอาล่ะๆ!"
"ข้าไม่ได้จะบอกว่าเจ้ามีความรู้สึกต่อข้าไม่ลึกซึ้งเท่าไรทำนองนั้นเสียหน่อย"
กล่าวถึงตรงนี้ มุมปากของอาจารย์หนิวก็ยกขึ้นเล็กน้อย "พวกเจ้าสองคน ต่างก็มีจุดเด่นเป็นของตนเอง"
"คนหนึ่งถนัดการปกครอง"
"คนหนึ่งถนัดเรื่องน้ำใจคน"
"แน่นอนว่า จริงๆ แล้วพวกเจ้าสองคนแตกต่างกันไม่มากนัก เพียงแต่นิสัยที่แตกต่างกัน ทำให้เมื่อพวกเจ้าต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ จะมีการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงเกิดเป็นเรื่องที่ถนัดและไม่ถนัดขึ้นมา..."
"ข้าพูดเช่นนี้ พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น จอหงวนทั้งสองก็มองหน้ากัน ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกัน "ไม่ค่อยเข้าใจขอรับ"
"ฮ่าๆๆ~" อาจารย์หนิวหัวเราะลั่น ก่อนจะลดระดับเสียงลง เอ่ยอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า "ที่ตอนนี้ยังไม่เข้าใจ ก็เป็นเพราะความแตกต่างของพวกเจ้ายังไม่ชัดเจน"
"รอให้ภายภาคหน้า... พวกเจ้าก็จะเข้าใจเอง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จอหงวนทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบ
พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายคลึงกับตนเองมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 'การปกครอง' หรือ 'น้ำใจคน' ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากมายนัก
ท้ายที่สุดแล้ว หากไม่แตกฉานทั้งสองด้าน พวกเขาจะทำให้องค์จักรพรรดิยอมละเว้นกฎเกณฑ์จนกลายเป็นจอหงวนคู่ในปีเดียวกันได้อย่างไร?
ทว่าในสายตาของพวกเขา ในเมื่ออาจารย์กล่าวเช่นนี้ ก็ย่อมต้องมีเหตุผลของอาจารย์อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะคิดและเปรียบเทียบในใจโดยสัญชาตญาณ ว่าตนเองมีความแตกต่างจากอีกฝ่ายในด้าน 'การปกครอง' และ 'น้ำใจคน' อย่างไรบ้าง
"เอาล่ะ เลิกคิดได้แล้ว"
"ตอนนี้พวกเจ้าเพียงแค่สอบติดจอหงวน ยังไม่ได้เป็นขุนนางจริงๆ เสียหน่อย"
"รอให้พวกเจ้าได้เป็นขุนนางเมื่อใด ถึงเวลานั้นจึงจะคิดตกถึงความแตกต่างของพวกเจ้าสองคน"
กล่าวถึงตรงนี้ อาจารย์หนิวก็โบกมือ "กับข้าวไม่ค่อยเหลือแล้ว มิสู้..."
ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบ เหิงผิงก็รีบลุกขึ้นยืน แย้มยิ้มกล่าวว่า "ทุกท่านนั่งพักสักประเดี๋ยว ข้าจะไปผัดกับข้าวมาเพิ่มสองสามอย่าง!"
"อาจารย์ลั่ว ท่านมีของแสลงอันใดหรือไม่ขอรับ?"
ลั่วเฉินส่ายหน้า "ไม่มีสิ่งใดที่กินไม่ได้"
"ตกลงขอรับ!"
เหิงผิงพยักหน้า ก่อนจะเดินออกไปนอกเพิงกันหิมะ
ส่วนเซียวเหลียนที่ช้าไปก้าวหนึ่งก็รีบลุกขึ้นยืนเช่นกัน เอ่ยว่า "ข้าไปช่วยด้วย" ก่อนจะวิ่งตามออกไป
ครู่ต่อมา ภายนอกเพิงกันหิมะก็มีเสียง 'ฉ่า' ของการผัดกับข้าวในกระทะน้ำมันดังแว่วมาเป็นระลอก
ส่วนภายในเพิงกันหิมะ ก็มีเสียงกระทบชามดังกังวานใส
จ๊อกๆ~
อาจารย์หนิวลุกขึ้นรินสุราให้ลั่วเฉินจนเต็ม จากนั้นก็ยกชามขึ้น เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า "อาจารย์ลั่ว ท่านบอกความจริงกับข้าเถิด การที่ทำให้ข้าฟื้นคืนชีพกลับมาสักพักในวันนี้ ส่งผลกระทบอันใดต่อท่านหรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเฉินที่ยกชามสุราขึ้นเช่นเดียวกันก็ลังเลไปชั่วครู่ เอ่ยถามว่า "มีข้อดี นับว่าเป็นผลกระทบหรือไม่?"
"เอ่อ..." อาจารย์หนิวชะงักไป จากนั้นก็แย้มยิ้มกระทบชามกับลั่วเฉิน "นับสิ!"
ลั่วเฉินกล่าว "เช่นนั้นก็มี"
"หมดชาม!"
"หมดชาม!"
สุราหนึ่งชามตกถึงท้อง ทั้งสองก็วางชามลง คีบกับข้าวที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดตรงหน้า พลางกินพลางสนทนา
"อาจารย์ลั่ว"
"ว่าอย่างไร?"
"ท่านทำให้พวกเขาไม่ได้ยินบทสนทนาต่อจากนี้ของพวกเราได้หรือไม่?"
"ท่านกล่าวมาเถิด"
"ตกลง" อาจารย์หนิวพยักหน้ากล่าว "ข้าอยากขอร้องท่านเรื่องหนึ่ง"
ลั่วเฉินกล่าว "ลองพูดมาให้ฟังหน่อย"
"ข้าอยากจะขอทางรอดให้แก่ศิษย์ทั้งสองคนนี้"
"หมายความว่าอย่างไร?"
"พวกเขาสองคนนี้ ในภายภาคหน้าย่อมต้องก้าวหน้าในเส้นทางขุนนางไปได้ไกลมากเป็นแน่"
"ข้าไม่ได้คุยโตหรอกนะ"
"เท่าที่ข้าเห็นในยามนี้ การที่พวกเขาสองคนจะได้เป็นขุนนางขั้นสองในอนาคตนั้น ย่อมต้องเป็นไปได้อย่างแน่นอน!"
"แม้กระทั่งขุนนางขั้นหนึ่ง ขอเพียงมีปณิธานในใจ ก็สามารถขึ้นไปนั่งตำแหน่งนั้นได้"
กล่าวถึงตรงนี้ อาจารย์หนิวก็ลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า "ทว่าราชสำนักนั้นพลิกผัน จิตใจคนยากหยั่งถึง อยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทก็ราวกับอยู่ใกล้ชิดเสือ เปลี่ยนจักรพรรดิก็ย่อมผลัดเปลี่ยนขุนนาง..."
"มีความสามารถ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถมีชีวิตยืนยาวได้..."
"ดังนั้น ในตอนที่ข้าใกล้ตายในปีนั้น ท่านเคยกล่าวว่าสามารถทำให้ผู้คนบนโลกลืมเลือนข้าไปได้ แต่ทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป"
"เงื่อนไขนั้น ข้าไม่ได้ตอบตกลงไปเพราะความยึดติดของตนเอง"
"แต่บัดนี้ ข้าอยากจะขอเส้นทางรอดชีวิตเช่นนั้นให้แก่พวกเขา"
"แน่นอนว่า เงื่อนไขเบื้องต้นคือ หลังจากเป็นขุนนาง พวกเขาต้องไม่ได้ทำเรื่องที่ผิดต่อฟ้าดิน และอย่างน้อยก็ต้องช่วยเหลือประชาชนนับล้านคนเช่นเดียวกับข้า!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเฉินก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวว่า "ได้ เช่นนั้นข้าก็ขอรับปากท่าน แต่ทว่าเงื่อนไขสุดท้าย การช่วยเหลือประชาชนจะหยุดอยู่เพียงหนึ่งล้านไม่ได้"
"ในเมื่อศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ อย่างน้อยก็ต้องช่วยเหลือประชาชนสามล้านคน"
"สามล้านคน..." อาจารย์หนิวชะงักไป ก่อนจะแย้มยิ้ม "ข้าเชื่อว่าพวกเขาสามารถทำได้ อีกทั้งยังไม่นับว่าเป็นเรื่องยากเย็นอันใด"
"ตกลง" ลั่วเฉินยกชามสุราขึ้น "เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้"
เคร้ง!
อาจารย์หนิวกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ตกลงตามนี้!"
ครู่ใหญ่ผ่านไป
เซียวเหลียนสองคนที่ผัดกับข้าวเมนูถนัดมาหลายอย่างก็กลับมานั่งลงที่โต๊ะ
ทุกคนร่วมรับประทานพลางพูดคุยกันไป
ในระหว่างนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นจอหงวนทั้งสองที่คอยเล่าเรื่องราวที่พวกเขาได้ประสบพบเจอในช่วงเวลาแปดปีแห่งการร่ำเรียนอย่างหนักหน่วง
เพื่อรวบรวมเงินมาเรียนหนังสือสอบเอาตำแหน่งขุนนาง ทั้งสองเคยเป็นแม้กระทั่งเสี่ยวเอ้อ กินรำข้าวกับน้ำเปล่า... 'ความยากลำบาก' นานัปการมีมากมายจนนับไม่ถ้วน
ทว่าหลังจากรับฟังเรื่องราวเหล่านี้ อาจารย์หนิวในฐานะที่เป็นอาจารย์ของพวกเขาก็เพียงแค่แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า "ความยากลำบากนั้น ลิ้มรสเท่าใดก็ไม่หมดสิ้นหรอก"
"ความลำบาก ก็ต้องดูด้วยว่าเปรียบเทียบกับผู้ใด"
"หากเปรียบเทียบกับผู้คนที่อยู่หลังประตูสีชาด สิ่งที่พวกเจ้าลิ้มรสคือความยากลำบากเหนือความยากลำบาก"
"แต่หากเปรียบเทียบกับศพที่หนาวตาย การที่พวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้ ก็ถือว่าหอมหวานปานน้ำผึ้งแล้ว"
"สรุปก็คือ"
"แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่ง ก็จงอย่าได้ลืมเลือนราษฎร!"
"ราษฎรสงบสุข แผ่นดินจึงสงบสุข!"
"ราษฎรร่มเย็น ใต้หล้าจึงร่มเย็น!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ จอหงวนทั้งสองก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ทำความเคารพด้วยการโขกศีรษะ "จะจดจำคำสอนของอาจารย์ไว้ให้ขึ้นใจ! ศิษย์ชั่วชีวิตนี้ ย่อมไม่มีวันลืมเลือนขอรับ!"
"ประเสริฐ!"
อาจารย์หนิวแย้มยิ้มพลางพยุงทั้งสองคนขึ้นมา
จอหงวนทั้งสองที่ดื่มสุราจนมึนเมาเล็กน้อย เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าร่างกายของอาจารย์เริ่มจะเลือนลางลงบ้างแล้ว
เมื่อตระหนักได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง พวกเขาก็มองไปทางลั่วเฉินพร้อมกัน หวังจะขอร้องเซียนที่ท่องเที่ยวไปในโลกมนุษย์ผู้นี้ ให้อาจารย์ของตนอยู่ต่ออีกสักพัก
ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปาก
เสียงของอาจารย์ก็ดังขึ้นข้างหูอีกครา!
"อาเหลียน อาผิง พวกเจ้าดูแลตัวเองให้ดี ไม่ต้องคิดถึงข้า"
"อาจารย์ลั่ว ขอให้ท่านปลอดภัยแคล้วคลาด"
"ทุกท่าน... ข้าไปล่ะ..."
ฟุ่บ!
จอหงวนทั้งสองหันขวับกลับไปมอง พลันเห็นที่นั่งตำแหน่งประธานว่างเปล่า ราวกับเรื่องราวก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่ง!
"อาจารย์!"
ทั้งสองคนส่งเสียงร้องเรียกพร้อมกัน ขอบตาแดงก่ำ!
"อาจารย์!"
ส่งเสียงร้องเรียกพร้อมกันเป็นครั้งที่สอง ล้วนสะอื้นไห้!
"อาจารย์!"
ส่งเสียงร้องเรียกพร้อมกันเป็นครั้งที่สาม น้ำตานองหน้า...