- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 210 ถานรื่อ
บทที่ 210 ถานรื่อ
บทที่ 210 ถานรื่อ
ออกจากตำบลซานอู หนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกก็เดินทางต่อไป
คนไม่รู้ว่าจะไปแห่งหนใด จิ้งจอกก็เพียงติดตามไปตลอดทาง
ระหว่างการเดินทาง หนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกไม่รู้ว่าข้ามผ่านภูเขาไปกี่ลูก เดินข้ามสะพานไปกี่แห่ง เดินทางจากปลายฤดูสารทล่วงเข้าสู่ฤดูเหมันต์ และเข้าสู่วสันตฤดูอีกครา
ขณะผ่านเส้นทางหลวงสายหนึ่งที่มีนามว่า "เส้นทางหรงหยาง" หนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกก็ได้ยินมาว่า หากเดินทางไปทางทิศตะวันออกหลายสิบลี้ จะมีภูเขาสูงตระหง่านลูกหนึ่ง นามว่า "ถานรื่อ"
สาเหตุที่ได้ชื่อนี้ เป็นเพราะบนยอดเขามีสระน้ำเย็นเยียบแห่งหนึ่ง ทุกช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ในสระน้ำจะปรากฏเงาดวงตะวันสีแดงฉานที่ดูราวกับมีชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกดวงหนึ่ง
เมื่อได้ยินถึงทิวทัศน์อันงดงามเช่นนี้ ทั้งหนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกต่างก็รู้สึกปรารถนาที่จะได้ไปเยือน
ด้วยเหตุนี้ หนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกจึงมุ่งหน้าไปยังภูเขาถานรื่อแห่งนี้...
เมื่อพวกเขามาถึงภูเขาถานรื่อ และปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขา ก็เป็นเวลาล่วงเลยยามอิ๋นไปกว่าครึ่งแล้ว อีกเพียงครึ่งชั่วยามดวงอาทิตย์ก็จะขึ้น
หนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกเลือกทิศทางที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกบริเวณหน้าสระน้ำเย็นเยียบ แล้วนั่งลงบนพื้น
ลั่วเฉินนั่งขัดสมาธิหลับตา รอคอยดวงตะวันขึ้นอย่างเงียบสงบ
ส่วนจิ้งจอกน้อยสีขาวนั้นหมอบอยู่บนพื้น แกว่งหางฟูฟ่องของมันไปมาด้วยความเบื่อหน่าย
หนึ่งเค่อต่อมา บนยอดเขาก็บังเกิดเสียงฝีเท้าและเสียงผู้คนดังอื้ออึงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำลายความเงียบสงบของยอดเขาลง
"มองดูรอบๆ ให้ละเอียดล่ะ!"
"เคลื่อนไหวให้ไวหน่อย!"
"นายอำเภอจินกล่าวไว้แล้ว! หากไปรบกวนการชมทิวทัศน์ของผู้ตรวจการเจี่ย พวกเราจะต้องถูกลงโทษแน่!"
"ทางทิศตะวันตกไม่มีคน!"
"ทางทิศใต้ก็ไม่มี!"
เสียงตะโกนอย่างเร่งรีบดังมาจากทุกหนทุกแห่งบนยอดเขา
"ทางทิศตะวันออก! หน้าสระน้ำมีคนอยู่!"
ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนตะโกนขึ้นมา เจ้าหน้าที่สิบกว่าคนที่ถือคบเพลิงชูสูงและสวมชุดเครื่องแบบต่างก็พากันมาล้อมรอบริมสระน้ำ
แสงไฟสว่างจ้าจากคบเพลิงสาดส่องลงบนผิวน้ำในสระจนสว่างไสว!
"พี่ชายท่านนี้!"
"พวกเราตะโกนกันมาพักใหญ่แล้ว เหตุใดเจ้ายังนั่งนิ่งอยู่ได้อีก!"
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพลางกล่าวอย่างอารมณ์เสีย "รีบออกไปซะ! หากอยากดูพระอาทิตย์ขึ้น วันพรุ่งค่อยมาใหม่!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเฉินก็แย้มยิ้ม "พื้นที่หน้าสระน้ำแห่งนี้กว้างขวางปานนี้ แม้จะมีผู้ใดต้องการชมทิวทัศน์ จะนั่งด้วยกันมิได้เชียวหรือ?"
"เฮอะ!" หัวหน้าเจ้าหน้าที่ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว "เจ้าคนนี้นี่ ช่างไม่รู้รับความหวังดีเอาเสียเลย!"
"วันนี้ผู้ที่ต้องการมาชมทิวทัศน์ คือผู้ตรวจการแห่งศาลตรวจสอบเมืองหลวงขุนนางขั้นห้ารอง ผู้เป็นตัวแทนโอรสสวรรค์ออกตรวจราชการเชียวนะ!"
"นั่นคือขุนนางใหญ่ที่มาจากเมืองหลวงเลยนะ!"
"หากเจ้าล่วงเกินเขา ผลที่ตามมาคง..."
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ยังกล่าวไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงตวาดต่ำๆ ดังมาจากด้านหลัง "ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไรหรือ!"
"ผู้ใดบังอาจมาสอด?" หัวหน้าเจ้าหน้าที่หันขวับไปมอง แล้วก็แทบจะตกใจจนเข่าทรุดลงกับพื้น
"เจี่ย! ใต้เท้าเจี่ย!"
"ผู้น้อยไม่ทราบว่าเป็นใต้เท้าส่งเสียง จึงได้ล่วงเกินใต้เท้าไป ขอใต้เท้าโปรดอภัยด้วยขอรับ!"
ระหว่างที่กล่าว หัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็โค้งคำนับลงอย่างลึกซึ้ง
เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็โค้งคำนับเช่นกัน ปากก็ร้องตะโกนคำว่า "ผู้ตรวจการเจี่ย" ออกมาเสียงดัง
ทว่าชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่า "ผู้ตรวจการเจี่ย" กลับไม่ได้สนใจพวกเขา เพียงแต่นำพาเด็กหนุ่มอายุราวสิบสองสิบสามปีสองคนเดินมาที่ด้านข้างของลั่วเฉิน พลางประสานมือกล่าว "นายท่านผู้นี้ ขออภัยที่มารบกวนท่านแล้ว"
"เจี่ยผู้นี้ไม่คาดคิดเลยว่าเพียงแค่มาชมทิวทัศน์ ก็ยังต้องมาพบเจอกับการประจบสอพลอของผู้ใต้บังคับบัญชา สั่งให้คนมากระทำการต่ำช้าใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้อื่นเช่นนี้!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างก็ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวพลางร้องตะโกนว่า "ผู้น้อยมีคามผิด ขอใต้เท้าโปรดลงโทษด้วยขอรับ!"
"ไปๆๆ!" ผู้ตรวจการเจี่ยโบกมือด้วยความรำคาญใจ "ลงเขาไปให้หมด! ไม่อนุญาตให้ขัดขวางนักเดินทางที่จะขึ้นเขามาชมทิวทัศน์อีก!"
"ขอรับ!"
เมื่อเห็นว่าผู้ตรวจการเจี่ยไม่มีเจตนาจะเอาความ เหล่าเจ้าหน้าที่ก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่รั้งรอแม้แต่น้อย!
ไม่นานนัก แสงไฟที่สว่างจ้าก็จางหายไป ยอดเขากลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ผู้ตรวจการเจี่ยมองไปยังลั่วเฉิน ก่อนจะเอ่ยถาม "นายท่านผู้นี้ ตำแหน่งที่ท่านเลือกไม่เลวเลย หากสะดวก ไม่ทราบว่าพวกเราขอนั่งอยู่ข้างๆ ท่านได้หรือไม่?"
ลั่วเฉินพยักหน้า "ตามสบาย"
"ขอบคุณ" ผู้ตรวจการเจี่ยขานรับคำหนึ่ง ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ลั่วเฉินพร้อมกับเด็กหนุ่มทั้งสองตามลำดับ
เมื่อถึงตอนนี้ ยอดเขาก็เงียบสงบลงอย่างสมบูรณ์ มีเพียงเสียงสายลมพัดแผ่วเบาและเสียงแมลงร้องดังขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งก้านธูป
ที่เส้นขอบฟ้าก็ปรากฏแสงสีทองสาดส่องขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
ในขณะเดียวกัน ที่ก้นบึ้งของสระน้ำก็มีดวงตะวันสีแดงอีกดวงหนึ่งลอยขึ้นมาพร้อมกัน!
ตะวันดวงจริง แขวนอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบูรพา ขอบของมันพ่นเปลวเพลิงสีทองแดงระเรื่อ ย้อมโขดหินบนภูเขาให้กลายเป็นสีทองแดงที่ร้อนระอุ
ตะวันดวงลวง ลอยกระเพื่อมอยู่กลางสระน้ำ สั่นไหวระริกตามคลื่นน้ำ ราวกับโมราสีแดงที่แช่อยู่ในน้ำพุเย็น
ตะวันทั้งสองดวงทั้งจริงและลวงสบมองกันแต่ไกล ทำให้ผู้คนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือของจริง สิ่งใดคือของลวง
ทว่า ทิวทัศน์อันงดงามและน่าอัศจรรย์เช่นนี้ ดำรงอยู่เพียงครึ่งก้านธูปเท่านั้น ก่อนที่ตะวันดวงลวงในสระจะกลายเป็นเสาแสงสีทองหลอมเหลวแล้วสลายตัวไป...
"ทิวทัศน์นี้งดงามยิ่งนัก ไม่เสียเที่ยวที่มาเยือนจริงๆ"
ผู้ตรวจการเจี่ยทอดถอนใจออกมาคำหนึ่ง เด็กหนุ่มทั้งสองที่อยู่ข้างกายเขาก็พยักหน้าอย่างยังคงดื่มด่ำกับความรู้สึก
"ได้ชมทิวทัศน์อันงดงามเช่นนี้ หากไม่ได้ดื่มสักจอก คงไม่สะใจเป็นแน่"
ขณะที่กล่าว ผู้ตรวจการเจี่ยก็ปลดน้ำเต้าสุราที่แขวนอยู่ข้างเอวออก มองไปทางลั่วเฉินพลางแย้มยิ้มถามว่า "นายท่านผู้นี้ ดื่มสุราหรือไม่? ข้าหมักเองเชียวนะ รสชาติไม่เลวเลยล่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลั่วเฉินก็พลิกฝ่ามือ ยื่นจอกหยกเขียวมรกตใบหนึ่งออกไป พลางแย้มยิ้ม "เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณผู้ตรวจการเจี่ยแล้ว"
"ไอ้หยา จะเกรงใจไปไย"
"ส่วนนายท่านนั้น ในแขนเสื้อยังซ่อนจอกสุราเอาไว้ คิดว่าคงเป็นผู้ที่รักการดื่มสุราเช่นกัน"
ระหว่างที่กล่าว ผู้ตรวจการเจี่ยก็รินสุราให้ลั่วเฉินจนเต็มจอก ก่อนจะใช้น้ำเต้าในมือชนกับอีกฝ่ายเบาๆ
"หมดจอก!"
"หมดจอก!"
การได้ดื่มด่ำสุราท่ามกลางแสงตะวันยามเช้า เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองมองดูจนต้องลอบกลืนน้ำลาย
ทว่า พวกเขารู้ดีว่าผู้ตรวจการเจี่ยไม่มีทางให้พวกเขาดื่มสุราเป็นแน่ เพราะพวกเขายังอายุน้อย...
"นายท่าน สุราของข้ารสชาติไม่เลวใช่หรือไม่?" ผู้ตรวจการเจี่ยเขย่าน้ำเต้าสุราที่ว่างเปล่าไปมา พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"สุราชั้นดี สุราธัญพืชธรรมดาๆ สามารถหมักจนมีความเผ็ดร้อนพอเหมาะพอดีและมีรสหวานชุ่มคอได้"
"คิดว่าผู้ตรวจการเจี่ยคงจะศึกษาด้านนี้มาอย่างลึกซึ้งไม่น้อย"
เมื่อลั่วเฉินกล่าวจบ ผู้ตรวจการเจี่ยก็ราวกับได้พบเจอสหายผู้รู้ใจ เขาอุทานด้วยความประหลาดใจว่า "ผู้เชี่ยวชาญนี่นา!"
"ผู้น้อยเจี่ยเซิ่งเจิน ไม่ทราบนายท่านมีนามอันสูงส่งว่ากระไร?"
"ลั่วเฉิน"
"นามอันประเสริฐ!"
ผู้ตรวจการเจี่ยแย้มยิ้ม ก่อนจะกล่าวต่อว่า "เมื่อครู่การกระทำของพวกเจ้าหน้าที่ทำให้สุนทรียภาพของนายท่านต้องถูกรบกวน เจี่ยผู้นี้ขอเป็นตัวแทนกล่าวขออภัยท่านแทนพวกเขาอีกครั้ง"
"พวกเขาก็อับจนหนทางเช่นกัน คำสั่งจากเบื้องบน หากไม่ทำก็ไม่ได้"
ลั่วเฉินพยักหน้ายิ้มพลางกล่าวว่า "ไม่เป็นไร"
ในขณะที่ผู้ตรวจการเจี่ยกำลังจะกล่าวอะไรบางอย่าง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านหลังอีกครั้ง
เมื่อหันไปมอง ก็พบชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำล่ำสัน สวมชุดนายอำเภอกำลังวิ่งเหยาะๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าผู้ตรวจการเจี่ย ก่อนจะโค้งคำนับ "ขุนนางผู้น้อยจินเต๋อ ขอคารวะใต้เท้าผู้ตรวจการขอรับ!"
ผู้ตรวจการเจี่ยลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะตอบ "ใต้เท้าจินไม่จำเป็นต้องเกรงใจถึงเพียงนี้"
"ไอ้หยา~" นายอำเภอจินยิ้มเจื่อนพลางกล่าว "ผู้ตรวจการเจี่ย ท่านต้องฟังข้าอธิบายสักประโยคนะขอรับ กลางดึกข้าทราบข่าวว่าท่านเดินทางมาถึงชานเมืองอำเภอหมิงเซิงของเรา จึงเดาว่าท่านคงจะมาชมทิวทัศน์ที่ภูเขาถานรื่อ เลยตั้งใจส่งคนขึ้นเขามาดู"
"พวกเราไม่มีเจตนาจะใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้คน ไล่คนออกไปเลยนะขอรับ! เป็นพวกเจ้าหน้าที่นั่นที่เข้าใจผิดไปเอง!"
"หึๆ~" ผู้ตรวจการเจี่ยแย้มยิ้ม "ใต้เท้าจิน หากเป็นเรื่องเข้าใจผิด นั่นก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว"
"แต่ว่า คราวหน้าสั่งการพวกเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนจะดีกว่านะ"
"ถึงอย่างไร พวกเราเป็นขุนนาง ก็เพื่อชาติเพื่อราษฎร จะเผลอไผลกลายเป็นโจรภูเขาที่คอยกดขี่ข่มเหงชาวบ้านไม่ได้นะ ท่านว่าจริงหรือไม่?"
"ขอรับๆๆ!"
นายอำเภอจินพยักหน้าติดๆ กัน เม็ดเหงื่อผุดซึมออกมาจากหน้าผากของเขาอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า "ใต้เท้า ทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้นก็จบลงแล้ว ยามนี้ท่านจะลงเขาเลยหรือไม่ขอรับ?"
"ขุนนางผู้น้อยได้จัดเตรียมงานเลี้ยงไว้ที่เชิงเขา เพื่อต้อนรับใต้เท้าแล้วขอรับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้ตรวจการเจี่ยก็ขมวดคิ้วแน่น "เช้าตรู่ปานนี้ก็จะจัดงานเลี้ยงแล้วหรือ?"