- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 201 จิ้งจอกขาวขายผลไม้
บทที่ 201 จิ้งจอกขาวขายผลไม้
บทที่ 201 จิ้งจอกขาวขายผลไม้
ฤดูสารทวนมาบรรจบอีกครา
ณ มุมหนึ่งของตลาดในอำเภอซิงสุ่ย มีแผงลอยขายผลไม้ป่าตั้งอยู่
เบื้องหน้าแผงลอยมีป้ายไม้ตั้งไว้ บนป้ายเขียนว่า [ขายผลไม้ป่า ชั่งละสิบเหวิน งดต่อรองราคา!]
[มีทั้งหมดสองชั่ง กองละหนึ่งชั่ง!]
เจ้าของแผงลอยแห่งนี้คือจิ้งจอกน้อยที่มีขนสีขาวบริสุทธิ์ตลอดทั้งตัว
เบื้องหน้าของมันมีผลไม้ป่ารูปร่างและสีสันแตกต่างกันกองอยู่พอดีหนึ่งชั่ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแผงลอยอยู่ในมุมอับเกินไป หรือเป็นเพราะจิ้งจอกมาขายผลไม้นั้นดูประหลาดเกินไป
เวลาผ่านไปจนหมดช่วงเช้า แผงลอยที่มีผลไม้ป่ารวมทั้งหมดเพียงสองชั่ง กลับขายผลไม้ไม่ออกเลยแม้แต่ผลเดียว
สำหรับเรื่องนี้ จิ้งจอกขาวน้อยรู้สึกกลัดกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเพื่อถังหูลู่ของตัวเอง มันยังคงนั่งยองๆ อย่างว่านอนสอนง่ายอยู่หน้าแผงลอย ดวงตากลมโตชุ่มฉ่ำกวาดมองลูกค้าทุกคนที่เดินผ่านไปมาเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ
ครั้นถึงยามเที่ยงวัน ในที่สุดก็มีลูกค้าสองรายมาเยือนที่หน้าแผงลอยของมัน
คนที่เดินมาจากทางทิศตะวันออกมีรอยแผลเป็นชัดเจนบนแก้มซ้าย รูปร่างสันทัด ดูบึกบึนเล็กน้อย
คนที่เดินมาจากทางทิศตะวันตกก็มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าเช่นกัน เพียงแต่อยู่บนแก้มขวา รูปร่างของเขาสูงโปร่งและผอมบาง
จุดร่วมที่เหลือของทั้งสองคนคือ ดูจากอายุแล้วน่าจะราวๆ สามสิบปี การแต่งกายล้วนสวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าเนื้อหยาบ
ทั้งสองคนเดินมาถึงหน้าแผงผลไม้ป่าในเวลาเดียวกัน ทำให้จิ้งจอกขาวน้อยต้องหันศีรษะมองซ้ายทีขวาที
"โอ้~ นี่มันพ่อบ้านรองผู้ไม่ได้เรื่องไม่ใช่หรือ?"
"เหอะ! พ่อบ้านใหญ่ผู้ต่ำช้า เหตุใดเจ้าถึงมาที่ตลาดได้เล่า?"
"พ่อบ้านรองผู้ไม่ได้เรื่อง ตลาดแห่งนี้เจ้ามาได้ แล้วข้าที่เป็นถึงพ่อบ้านใหญ่ผู้สง่างามจะมาไม่ได้หรือ?"
"พ่อบ้านใหญ่ผู้ต่ำช้า หากไม่ใช่เพราะเจ้าสืบทอดฐานะมาจากบิดา เจ้าคิดว่าตนเองจะคู่ควรกับคำว่า 'ใหญ่' อย่างนั้นหรือ?"
"ข้าชื่อหลิวต้า ทำไมจะไม่คู่ควรเล่า?"
"หึหึ~ ช่างเป็นชื่อที่หยาบกระด้าง เหมือนกับตัวเจ้าไม่มีผิด"
"คังเต๋อไม่หยาบกระด้างหรืออย่างไร? มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นชื่อที่คนไร้ความสามารถและไร้คุณธรรมตั้งให้!"
"บัดซบ! เจ้าด่าท่านพ่อข้าหรือ!"
"ด่าท่านพ่อเจ้าแล้วจะทำไม? พ่อเจ้าก็เป็นพ่อบ้านรองเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ถูกพ่อข้ากดข่มไว้ขั้นหนึ่งล่ะสิ?"
"ตระกูลของพวกเจ้าก็แค่ฉวยโอกาสที่เกิดก่อนไม่กี่ปีก็เท่านั้น!"
"ทำไม? เจ้าไม่ยอมรับหรือ?"
เดิมทีจิ้งจอกขาวน้อยคิดว่าทั้งสองคนมาเพื่อซื้อผลไม้ ผลปรากฏว่าพอทั้งสองเจอหน้ากันก็เอาแต่ปะทะคารมกัน ทำให้มันอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
หากไม่ใช่เพราะไม่สามารถไล่ลูกค้าได้ มันก็อยากจะร้องขู่สักสองสามที เพื่อให้สองคนนี้เลิกยืนทะเลาะกันหน้าแผงของมันเสียที
"อาเต๋อ ความไม่ได้เรื่องของเจ้าก็ส่วนความไม่ได้เรื่อง แต่ข้าขอเตือนว่าอย่าทำให้คุณชายต้องเดือดร้อน"
"อาต้า ข้าขอคืนประโยคนี้ให้เจ้า รบกวนช่วยต่ำช้าให้มันมีขอบเขตด้วย!"
เมื่อกล่าวถึงคำว่า "คุณชาย" สองคำนี้ ทั้งสองก็ราวกับไปกระตุ้นถูก "ข้อห้าม" บางอย่างเข้า จึงหยุดทะเลาะกัน
จิ้งจอกขาวน้อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก คิดในใจว่าเจ้าพวกที่ทะเลาะกันไม่ดูสถานที่สองคนนี้ในที่สุดก็กำลังจะไปเสียที
ทว่า พอทั้งสองคนเลิกทะเลาะกัน ก็หัน "หอก" มาพุ่งเป้าที่มันแทน
ชายร่างกำยำที่ชื่อว่าหลิวต้าเอ่ยขึ้น "จิ้งจอกน้อยขายผลไม้ป่า เพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก"
"คิดว่า..."
หลิวต้าพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกชายร่างผอมสูงที่ชื่อว่าคังเต๋อพูดแทรกขึ้นมา "จิ้งจอกน้อย ผลไม้ป่าสองชั่งนี้ข้าเหมาหมด ให้เจ้าหนึ่งตำลึงเงิน เป็นอย่างไร?"
"แค่หนึ่งตำลึงเงินเองหรือ?"
"มิน่าเล่าถึงเป็นได้แค่พ่อบ้านรอง" หลิวต้าเผยสีหน้ารังเกียจเหยียดหยาม "จิ้งจอกขาวน้อย ข้าให้สิบตำลึงเงิน!"
"พ่อบ้านใหญ่ผู้ต่ำช้า เจ้าช่างไร้ยางอายนัก"
"ผลไม้ป่าแค่สองชั่ง เจ้ากลับให้ตั้งสิบตำลึง!"
พูดจบ คังเต๋อก็ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว "จิ้งจอกน้อย! ข้าให้ยี่สิบตำลึง! มากกว่ามันหนึ่งเท่า!"
"บัดซบ!"
"อาเต๋อเจ้านั่นแหละที่ไร้ยางอาย! ของราคายี่สิบเหวิน เจ้ากลับให้ยี่สิบตำลึงหรือ?"
"ข้าให้สามสิบตำลึง!"
หลิวต้าสะบัดมือ พลางตะโกนด้วยท่าทีเปี่ยมด้วยความห้าวหาญ
"หึ~ ข้าให้สามสิบตำลึง!"
"สี่สิบตำลึง!"
"ห้าสิบ!"
......
"หนึ่งร้อยตำลึง!"
คังเต๋อคำรามลั่น จากนั้นก็เห็นหลิวต้าทำท่าผายมือเชิญ "ซื้อไปเลย หนึ่งร้อยตำลึงเจ้าก็ซื้อไป รีบซื้อเลย!"
"ถ้าไม่ซื้อเจ้าก็เป็นลูกชายข้า!"
"ข้าเป็นพ่อเจ้าต่างหาก!" คังเต๋อด่ากลับหนึ่งคำ ขณะกำลังจะล้วงเงิน หางตาก็เหลือบไปมองด้านหลังของหลิวต้า สีหน้าพลันชะงักงัน "คุณชาย?"
"คุณชายมาแล้วหรือ?" หลิวต้ารีบหันกลับไปมอง แต่กลับพบว่าด้านหลังว่างเปล่าไร้ผู้คน!
เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองถูกหลอก หลิวต้าก็รีบหันขวับกลับมา!
ทว่า พอเขาหันกลับมาก็เห็นว่าผลไม้ป่าบนแผงลอยหายไปแล้ว สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือเงินหนึ่งก้อน!
ขณะที่ห่างออกไปไม่ไกล คังเต๋อกำลังหอบห่อผลไม้ป่าวิ่งกระหืดกระหอบสุดฝีเท้า!
"พ่อบ้านรองผู้ไม่ได้เรื่อง!"
"เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
"เล่นตุกติกไม่พอ เจ้ายังให้เงินจิ้งจอกน้อยแค่ห้าสิบตำลึงอีก!"
"ที่ตกลงกันไว้ร้อยตำลึงล่ะ!"
"บัดซบ!"
"อย่าหนีนะ!"
ท่ามกลางเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราด หลิวต้าก็สับเท้าวิ่งไล่ตามไปทันที
ที่หน้าแผงลอย จิ้งจอกขาวน้อยมองดูทั้งสองคนที่วิ่งห่างออกไป สลับกับก้มมองเงินก้อนขนาดเท่ากำปั้นที่อยู่ตรงหน้า
ครู่หนึ่ง มันหันไปมองป้ายไม้หน้าแผง เมื่อแน่ใจว่าบนนั้นเขียนไว้ว่าชั่งละสิบเหวิน มันก็ส่งเสียงร้อง "จี๊!" ออกมาด้วยความสงสัยเต็มประดา
ผ่านไปสักพัก จิ้งจอกขาวน้อยก็ใช้กรงเล็บหน้าอุ้มก้อนเงินขึ้นมา แล้วยัดใส่ในกระเป๋าเล็กๆ บริเวณหน้าท้องของมัน
นั่นคือสิ่งที่ลั่วเฉินจงใจผูกไว้ให้มัน เพื่อความสะดวกในการเก็บเงินและทอนเงิน
กระเป๋าใบนั้นขนาดไม่ใหญ่นัก หากใส่เงินยี่สิบเหวินค่าผลไม้ป่าสองชั่งลงไป ย่อมมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงและไม่ส่งผลต่อการเดิน
แต่เมื่อยัดเงินก้อนห้าสิบตำลึงลงไป กลับทำให้กระเป๋านั้นห้อยต่องแต่งลงมาทันที
"ฟู่~" จิ้งจอกขาวน้อยถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินจากแผงลอยไปพร้อมกับกระเป๋าผ้าใบเล็กที่แกว่งไกวไปมา
......
บริเวณหน้าโรงเตี๊ยมน้ำชาที่ชื่อว่า "เซียงจ้ายไหล" โต๊ะจำนวนไม่มากนักล้วนถูกจับจองจนเต็มทุกที่นั่ง
ที่โต๊ะซึ่งลั่วเฉินนั่งอยู่ มีพ่อค้าเร่คนหนึ่งมาร่วมนั่งด้วย
พ่อค้าเร่ผู้นี้เป็นคนขายเครื่องเทศ อายุราวสี่สิบปี ข้างกายเขามีสุนัขตัวใหญ่สีเหลืองเดินตามมาด้วย
ระหว่างการพูดคุย ลั่วเฉินจึงได้รู้ว่า เมื่อปีก่อนๆ ภรรยาและลูกก็เคยร่วมเดินทางส่งสินค้ากับเขาด้วย
แต่ต่อมาเมื่อลูกโตขึ้นและต้องเล่าเรียน ภรรยาและลูกจึงอาศัยอยู่แต่ในบ้าน
ส่วนตัวเขาที่ต้องเดินทางคนเดียวนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกเหงา บังเอิญสุนัขตัวใหญ่ของเพื่อนบ้านออกลูกพอดี เขาจึงขอมาหนึ่งตัว เพื่อให้คอยเป็นเพื่อนร่วมทางในการส่งสินค้า
ระหว่างที่สนทนากัน พ่อค้าเร่รู้ว่าลั่วเฉินก็เดินทางเพียงลำพังเช่นกัน จึงเอ่ยขึ้นว่า "ท่านลั่ว ท่านเองก็ควรจะหาสุนัขมาเลี้ยงสักตัวนะ อย่างน้อยระหว่างทางจะได้มีเพื่อน ไม่ถือว่าเหงาเกินไปนัก"
ลั่วเฉินยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับ "ลั่วผู้นี้มีจิ้งจอกขาวตัวหนึ่งเป็นเพื่อนร่วมทางแล้ว"
"จิ้งจอกหรือ? ถือว่าฉลาดทีเดียว ฉลาดกว่าสุนัขเสียอีก"
สิ้นเสียงของพ่อค้าเร่ สุนัขตัวใหญ่สีเหลืองที่หมอบแทะกระดูกอยู่แทบเท้าของเขาก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วเห่า "โฮ่ง" ออกมาหนึ่งที
"ว่าอย่างไร?"
"อาหวง เจ้าไม่พอใจหรือ?"
"จิ้งจอกน่ะฉลาดกว่าเจ้าจริงๆ นะ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้สุนัขตัวใหญ่สีเหลืองจะฟังไม่ออกว่าเจ้านายพูดอะไร แต่มันก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งจากน้ำเสียงและท่าทางของอีกฝ่าย มันจึงคราง "หงิง" ออกมา
"เจ้าสุนัขตัวนี้นี่ เจ้าก็ฉลาดเหมือนกัน! ได้หรือไม่?" ระหว่างที่พูด พ่อค้าเร่ก็ยื่นมือไปลูบหัวสุนัขของตน
เมื่อเห็นเจ้านายหัวเราะ มันก็กระดิกหาง แล้วก้มหน้าแทะกระดูกต่อไป
"เอ้อ จริงสิ" พ่อค้าเร่หันไปมองลั่วเฉินแล้วถามว่า "จิ้งจอกขาวน้อยที่เดินทางมากับท่านล่ะ?"
"ทำไมข้าถึงไม่เห็นมันเลย?"
ลั่วเฉินตอบว่า "จิ้งจอกน้อยตัวนี้ชอบกินถังหูลู่ กินจนเงินในตัวหมดแล้วก็ยังอยากกินอีก ข้าเลยปล่อยให้มันไปตั้งแผงขายของหาเงินเอง"
"นี่อย่างไรเล่า เมื่อวานมันไปเก็บผลไม้ป่ามาได้สองชั่ง ตอนนี้กำลังขายผลไม้อยู่ที่ตลาด"
"หืม?" พ่อค้าเร่ชะงักไปครู่หนึ่ง "จิ้งจอก... ขายผลไม้หรือ?"