- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 60 พริบตาผ่านไปร้อยปี
บทที่ 60 พริบตาผ่านไปร้อยปี
บทที่ 60 พริบตาผ่านไปร้อยปี
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา สุรามื้อนี้ ทั้งสามคนดื่มกินด้วยกันจนสว่างคาตา นับว่าดื่มด่ำกันจนหนำใจ
ทั้งที่วงสุรานี้เกิดขึ้นเพราะ 'การจากลา' ทว่า 'ในระหว่างนั้น' กลับไม่มีผู้ใดปริปากเอ่ยถึงมันแม้แต่ครึ่งคำ
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่ายราวกับเป็นเพียงมื้ออาหารธรรมดาๆ มื้อหนึ่ง ที่เพียงแค่ดื่มมากไปสักหน่อย กินมากไปสักนิด และเมามายเร็วกว่าปกติสักเล็กน้อยเท่านั้น
จวบจนหลายวันให้หลัง เมื่อนายอำเภอซุนจัดการงานราชการเสร็จสิ้น เขาแวะซื้อกับข้าวที่ตลาดตามความเคยชิน และเดินไปยังหยวนเมี่ยวเก๋อโดยไม่รู้ตัว
เขาผลักบานประตูเรือนที่ไม่เคยลงกลอนออก
หลังจากร้องเรียก 'นายท่านลั่ว' อยู่หลายครั้งทว่าไร้เสียงตอบรับ ความรู้สึกที่สำคัญที่สุดในงานเลี้ยงอำลาเมื่อหลายวันก่อน จึงเพิ่งพรั่งพรูออกมา
นายอำเภอซุนวางสุราอาหารลง นั่งเหม่อลอยอยู่หน้าโต๊ะหินครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปนอกลานเรือน
เมื่อผลักประตูเรือนออก ใบหน้าสี่เหลี่ยมที่ยามปกติมักจะน่ารังเกียจเป็นพิเศษ ก็สะท้อนเข้าสู่ดวงตาอันขุ่นมัวของเขา
"เอ้อร์หนิว"
"เหล่าซุน ประหลาดใจหรือไม่เล่า?"
"วันนี้เจ้าดูเข้าตาข้าไม่เลวเลยนะ"
"เฮ้! สรุปว่าที่ผ่านมา ท่านผู้อาวุโสมองว่าข้ามันน่าขัดหูขัดตางั้นสิ?"
"ก็ไม่เชิงหรอก"
"หมายความว่าอย่างไร?"
"ก่อนหน้านี้คือน่ารังเกียจมากเลยต่างหาก"
"มารดาเจ้าเถอะ!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า~"
ทั้งสอง 'ปะทะฝีปาก' กันอยู่พักใหญ่จึงหยุดลง
รอจนด่าทอกันจนหนำใจแล้ว เกิ่งเอ้อร์หนิวก็มองสุราอาหารในมือนายอำเภอซุนพลางยิ้มกล่าว "โอ้โห รู้ว่าวันนี้ข้าจะมา ถึงได้ซื้อกับข้าวมาเยอะแยะขนาดนี้เลยเชียว?"
"ฝันไปเถอะ!" นายอำเภอซุนถ่มน้ำลาย "นี่คือของที่ข้าจะกินคนเดียวต่างหาก"
"โห!" เกิ่งเอ้อร์หนิวกล่าวอย่างจริงจัง "เหล่าซุน! กินคนเดียวระวังไส้ขาดพุงแตกนะ!"
"มาๆๆ พวกเรามากินด้วยกันเถอะ!"
"ข้าล่ะยอมใจคนอย่างเจ้าจริงๆ!"
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่นายอำเภอซุนก็ไม่ได้หลบหลีกมือที่เกิ่งเอ้อร์หนิวยื่นมาแต่อย่างใด
หลังจากที่อีกฝ่ายรับสุราอาหารไปแล้ว เขาก็ตั้งใจจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในเรือน กะว่าจะกินมันที่หยวนเมี่ยวเก๋อนี่แหละ
"เดี๋ยวก่อน!" เกิ่งเอ้อร์หนิวคว้าข้อมือนายอำเภอซุนไว้ "วันนี้ไปกินที่ถิ่นของข้าดีกว่า"
"ว่ากันตามจริง กว่ายี่สิบปีมานี้ เหล่าซุน ท่านยังไม่เคยไปเยือนถิ่นของข้าเลยนะ"
"ถิ่นของเจ้า?" นายอำเภอซุนขมวดคิ้ว "เจ้าหมายถึงแม่น้ำถู่ป้าหรือ?"
"ใช่แล้ว!" เกิ่งเอ้อร์หนิวยิ้ม "ข้าเป็นเทพวารีแห่งแม่น้ำถู่ป้า ที่นั่นก็ต้องเป็นถิ่นของข้าสิ?"
นายอำเภอซุนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "กินที่หยวนเมี่ยวเก๋อนี่แหละ ถึงแม้พวกเราจะหานายท่านลั่วไม่พบ"
"แต่การที่พวกเรามากินข้าวที่หยวนเมี่ยวเก๋อแห่งนี้ ก็ช่วยให้ที่นี่คึกคักขึ้นมาได้บ้าง"
"เขาเก็บตัวเงียบเชียบเกินไป มีกลิ่นอายของคนอยู่บ้างก็ดีเหมือนกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเกิ่งเอ้อร์หนิวก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมา "ได้ งั้นก็เอาที่นี่แหละ......"
......
"นายท่าน ที่ท่านพูดมาเป็นความจริงทั้งหมดเลยหรือ?"
"ท่านพ่อ! นายท่านลั่วบอกว่า ท่านแม่ยังไม่ตาย! พวกเราไปตามหาท่านแม่กันเถอะ!"
"ครองรักกันยืนยาวตราบร้อยปี~ มีบุตรชายในเร็ววัน!"
"ยอดเยี่ยม! หมากตานี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!"
......
"เราก็แค่ต้องการความเป็นอมตะ! ผิดตรงไหน!"
ทั้งชายหญิง คนชราและเด็กเล็ก ตั้งแต่กษัตริย์เบื้องบนไปจนถึงราษฎรเบื้องล่าง!
เสียงนับไม่ถ้วนดังก้องอยู่ในห้วงคำนึงของลั่วเฉิน!
เสียงเหล่านั้น รวมตัวกันกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกราก ชะล้างลั่วเฉินที่ติดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำนั้นอย่างไม่หยุดหย่อน......
นับตั้งแต่ที่ดอกไม้แห่งเหตุและผลที่มาจาก 'ฮุยเหวินตี้' เบ่งบานขึ้นเหนือวิญญาณดั้งเดิมของลั่วเฉิน
เขาก็สัมผัสได้ในความมืดมิดว่า 'แม่น้ำ' ที่ก่อตัวขึ้นจากเหตุและผลซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในวิญญาณดั้งเดิมของเขา ได้มาถึงจุดวิกฤตแล้ว
เขาจำต้องจัดระเบียบมัน!
มิเช่นนั้น หาก 'แม่น้ำ' ล้นทะลักเมื่อใด!
สิ่งที่ถูกซัดจนพังทลาย ย่อมต้องเป็นเขื่อนที่ก่อตัวขึ้นจากวิญญาณดั้งเดิมของเขาเป็นแน่!
ด้วยเหตุนี้ ลั่วเฉินจึงตัดสินใจเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างกะทันหันเช่นนี้
เพราะอย่างไรเสีย หากยังพอทนรั้งรอไปได้อีกระยะหนึ่ง เขาก็อยากจะอยู่รอดูให้นายอำเภอซุนค้นพบผู้สืบทอดที่เหมาะสม แล้วค่อยส่งอีกฝ่ายเดินทาง......
หากมีวาสนา ย่อมได้พบกันอีกในวันหน้า
เมื่อคิดเช่นนี้ สติสัมปชัญญะของเขาก็ค่อยๆ ดำดิ่งสู่ความสงบงัน
ร่างของเขา ปรากฏขึ้นท่ามกลางแม่น้ำสายหนึ่ง
และในฐานะหินสยบสายน้ำ ในขณะที่เขารับการชะล้างจากสายน้ำ เขาก็ได้เปลี่ยนแปลงแม่น้ำแห่งเหตุและผลอันสับสนวุ่นวายสายนี้ไปพร้อมกัน......
......
"จิ๊บๆ~ จิ๊บๆ~"
นกกระจอกบินมาเกาะบนกำแพงลานเรือน ร้องส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
มันเอียงคอมองไปที่โต๊ะหินในลานเรือน เห็นเมล็ดข้าวสารเม็ดหนึ่งวางอยู่บนนั้น
พรึ่บๆ!
มันกระพือปีกบินไปยังโต๊ะหิน ร่อนลงอย่างมั่นคง ก่อนจะกระโดดเข้าไปหาเมล็ดข้าวนั้นทีละก้าวๆ
ทว่า!
ในยามที่มันอยู่ห่างจากเมล็ดข้าวเพียงแค่คืบเดียว สัญชาตญาณความระแวดระวังที่มีมาแต่กำเนิดก็ทำให้มันกระพือปีกบินขึ้นไปอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้!
เมื่อทอดสายตาออกไป นกกระจอกก็เห็นว่าที่ข้างโต๊ะหินตัวนั้น มีบัณฑิตชุดเขียวผู้หนึ่งนั่งอยู่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
"จิ๊บๆ~"
ไม่ว่าบัณฑิตที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันผู้นี้จะเป็นใคร แต่นกกระจอกก็มองว่า เมื่อเห็นมนุษย์ก็ควรจะถอยห่างออกมาให้ไกลเสียหน่อย
ด้วยเหตุนี้ มันจึงกระพือปีกบินออกไปนอกลานเรือน
แต่พอมันร่อนลงบนกำแพงลานเรือน ก็ได้ยินเสียงที่มันฟังไม่เข้าใจดังมาจากเบื้องหลัง
"เดี๋ยวก่อน"
มันเกาะอยู่บนกำแพง มองไปยังคนที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในลานเรือน
เห็นเพียงริมฝีปากของอีกฝ่ายขยับเล็กน้อย มุมปากแย้มยิ้มบางๆ แล้วดีดเมล็ดข้าวเม็ดนั้นมาทางมัน!
กริ๊ก!
หลังจากที่จิกกินเมล็ดข้าวที่ลอยมาตามสัญชาตญาณ นกกระจอกก็ใช้ดวงตาสีดำขลับเล็กๆ จ้องมองคนในลานเรือนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระพือปีกบินจากไป......
เมื่อมองนกกระจอกบินจากไป รอยยิ้มมุมปากของลั่วเฉินก็จางหายไป ก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉยว่า "พริบตาเดียวก็ผ่านไปร้อยปีแล้ว......"
ในช่วงที่จัดระเบียบแม่น้ำแห่งเหตุและผลนั้น เขาแทบจะไม่รับรู้ถึงกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งลืมตาตื่นขึ้นมา เขาจึงตระหนักได้ว่า การเก็บตัวบำเพ็ญเพียรในครานี้ กินเวลายาวนานกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มากนัก
ครู่ใหญ่ เขาลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปรอบด้าน เมื่อเห็นว่าหยวนเมี่ยวเก๋อยังคงไม่แปรเปลี่ยนไปเท่าใดนัก ก็ตระหนักได้ว่านี่คงเป็นผลงานของเกิ่งเอ้อร์หนิวเป็นแน่
เพราะอย่างไรเสีย ผู้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ได้หลังจากผ่านไปนับร้อยปี ก็เห็นจะมีเพียงเทพวารีผู้นี้เท่านั้น......
เมื่อผลักประตูเรือนออก เดินพ้นหยวนเมี่ยวเก๋อมา ทุกสิ่งตรงหน้ากลับดูแปลกตาไปเล็กน้อยในสายตาของเขา
ตรอกที่แต่เดิมเคยคับแคบ กลับกลายเป็นกว้างขวาง
สองข้างทางบริเวณท้ายตรอกยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับเอาไว้ประปราย มีฝูงผึ้งบินว่อนหาน้ำหวานอยู่รอบเกสรดอกไม้
เมื่อเดินออกจากตรอกมาถึงถนนใหญ่ ลั่วเฉินก็พบว่าตรอกซอกซอยด้านนอกล้วนเปลี่ยนโฉมไปใหม่หมดจดเช่นกัน
ป้ายชื่อร้านรวงส่วนใหญ่ ล้วนเป็นชื่อที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
จนกระทั่งเดินออกไปได้ราวร้อยก้าว เขาจึงเหลือบไปเห็นร้านค้าที่คุ้นตาร้านหนึ่ง
ซาลาเปาสกุลขง!
ชื่อร้านตั้งตามแซ่ของเถ้าแก่ผู้เป็นเจ้าของร้าน เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าค้าขายสิ่งใด
เวลานี้ ซาลาเปาหลายเข่งเพิ่งจะนึ่งสุกพอดี
ลั่วเฉินต่อแถวรออยู่ราวหนึ่งก้านธูป สั่งน้ำเต้าหู้หนึ่งชาม ซาลาเปาไส้ผักและไส้เนื้ออย่างละลูก แล้วไปนั่งลงที่โต๊ะไม้หน้าเวิ้งประตูร้าน
รอเพียงครู่เดียว เถ้าแก่ก็นำน้ำเต้าหู้ที่ยังคงมีควันร้อนกรุ่นมาเสิร์ฟ
ลั่วเฉินจิบน้ำเต้าหู้ไปคำหนึ่งเพื่อชุ่มคอ ก่อนจะหยิบซาลาเปาไส้ผักขึ้นมากัด
เมื่อรู้สึกได้ว่ารสชาติไม่ค่อยจะถูกต้องนัก ลั่วเฉินจึงหันไปมองชายฉกรรจ์ที่กำลังเก็บกวาดโต๊ะนวดแป้งอยู่แวบหนึ่ง
และด้วยความบังเอิญ ชายคนนั้นก็เหลือบมองเขาอยู่พอดี
เมื่อสบตากัน ชายคนนั้นก็เอ่ยถามโดยไม่ทันคิดว่า "นายท่าน รสชาติซาลาเปาเป็นอย่างไรบ้าง?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเฉินมองดูลูกค้าคนอื่นๆ โดยรอบ แล้วเพียงแค่ส่งยิ้มให้ชายคนนั้นโดยไม่ตอบคำ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายฉกรรจ์ก็เช็ดมือ เดินแกมวิ่งมานั่งลงข้างๆ ลั่วเฉิน แล้วกระซิบถามว่า "พี่ชาย มีตรงไหนที่ไม่ถูกใจหรือ?"