- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 57 ปล่อยวางไม่ลง
บทที่ 57 ปล่อยวางไม่ลง
บทที่ 57 ปล่อยวางไม่ลง
อายุขัยห้าสิบปี สำหรับมนุษย์แล้ว แทบจะเทียบเท่ากับชั่วชีวิตหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฮ่องเต้ที่มีอายุขัยสั้น!
เมื่อกวาดตามองพงศาวดาร อายุเฉลี่ยของฮ่องเต้ก็อยู่เพียงระหว่างห้าสิบถึงหกสิบปีเท่านั้น
ฮ่องเต้ที่สามารถมีอายุถึงหกสิบปีเช่นฮุยเหวินตี้นั้น ถือว่ามีอายุยืนยาวแล้ว
ด้วยเหตุนี้ หากได้รับอายุขัยห้าสิบปี สำหรับฮุยเหวินตี้แล้ว ย่อมเทียบเท่ากับการได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง!
ทว่าราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งห้าสิบปีนี้ กลับแพงลิ่วจนเกินไป!
ละทิ้งฐานะฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ที่กำลังรุ่งเรือง กลายเป็นเพียงราษฎรธรรมดาสามัญ......
นี่ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ฮุยเหวินตี้ตกอยู่ในความเงียบงัน ส่วนสวี่ฉิวนั้นกลับร้อนรนแทบแย่
เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากฮ่องเต้ทรงตอบตกลง แล้วจู่ๆ ต้าฮุยก็ไร้ซึ่งฮ่องเต้ จะเกิดภาพเช่นไรขึ้น
"ฝ่าบาท เรื่องนี้ต้องทรงไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนกระทำการพ่ะย่ะค่ะ!"
"หากต้าฮุยไร้ซึ่งฝ่าบาทอย่างกะทันหัน จะต้องเกิดความวุ่นวายขึ้นเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮุยเหวินตี้จึงเงยพระพักตร์ขึ้นมองลั่วเฉิน
"ไม่จำเป็นต้องมีห่วงกังวลมากเกินไป ฟ้าดินไม่หยุดหมุนเพียงเพราะการมาหรือไปของคนเพียงคนเดียวหรอก"
เมื่อลั่วเฉินกล่าวจบ สวี่ฉิวยังอยากจะโต้แย้งสิ่งใดอีก ก็เห็นฮุยเหวินตี้กดมือลง "สวี่ฉิว ไม่ต้องพูดแล้ว ปล่อยให้เราได้คิดใคร่ครวญให้ดีสักหน่อยเถิด"
สวี่ฉิวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือ "พ่ะย่ะค่ะ!"
สุริยันจันทราผลัดเปลี่ยน ล่วงเข้าสู่ยามไห่!
บนตลาดเหลือเพียงลั่วเฉินและพวกทั้งสามคน
ในบรรดาสามคน ลั่วเฉินนั่งขัดสมาธิหลับตา ราวกับพระเฒ่าเข้าฌาน
ฮุยเหวินตี้นั่งตัวตรงอยู่บนพื้น สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปมาไม่หยุดหย่อน
สวี่ฉิวที่หิวจนไส้กิ่วเดินไปยืนอยู่ด้านข้าง หลายครั้งที่เขาอยากจะขัดจังหวะการครุ่นคิดของฮุยเหวินตี้ เพื่อให้อีกฝ่ายพักผ่อนเสียก่อน ทานข้าวสักคำแล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย
แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าจริงจังของฮุยเหวินตี้ คำพูดที่มาถึงริมฝีปากแล้วก็จำต้องกลืนลงไป
ฝ่าบาททรงมีพระชนมายุมากแล้ว รออีกสักหนึ่งชั่วยาม!
ไม่สิ ครึ่งชั่วยาม!
หากยังตัดสินใจไม่ได้อีกล่ะก็ ต่อให้ข้าต้องเสี่ยงหัวหลุดจากบ่า ก็ต้องขอให้ฝ่าบาทเสด็จกลับไปพักผ่อนก่อนให้ได้!
สวี่ฉิวตัดสินใจได้ไม่นาน ฮุยเหวินตี้ก็เงยพระพักตร์ขึ้น มองไปยังลั่วเฉิน พร้อมกับเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา "นายท่านลั่ว เราปล่อยวางไม่ลง......"
"ปล่อยวางไม่ลงต่างหากที่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์" ลั่วเฉินยิ้มบางๆ พลางลุกขึ้นยืน "ในเมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็กลับไปเถิด"
หลังจากฝืนลุกขึ้นยืนด้วยการประคองของสวี่ฉิว ฮุยเหวินตี้ที่ขาชาจนยืนแทบไม่อยู่ก็ยิ้มขมขื่น "นายท่านลั่ว เรามีคำขอที่ไม่สมควรอยู่เรื่องหนึ่ง"
ลั่วเฉินกล่าว "ลองว่ามาสิ"
ฮุยเหวินตี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย "เรื่องที่พบกันในวันนี้ ขออย่าให้เราหลงลืมไปจะได้หรือไม่?"
"ก่อนหน้านี้ข้าเคยพูดไปแล้ว การพบกันในวันนี้ ล้วนเป็นวาสนาระหว่างท่านกับข้า"
"วาสนากำหนดให้ต้องพบ ข้าจึงมารอพวกท่านอยู่ที่นี่"
"ดังนั้นในเมื่อเป็นวาสนา เหตุใดข้าต้องพบพวกท่านแล้ว ทำให้พวกท่านลืมเลือนด้วยเล่า?"
เมื่อกล่าวจบ ลั่วเฉินก็ยิ้มออกมา เอ่ยอีกหนึ่งประโยคว่า "รีบกลับไปเสียแต่เนิ่นๆ เถิด" ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
มองส่งเงาร่างของลั่วเฉินที่กลืนหายไปในความมืดมิดของยามราตรี ฮุยเหวินตี้ก็เอ่ยปาก "อาฉิว"
"ฝ่าบาท!"
"หากวันนี้เจ้าเป็นฮ่องเต้ เจ้าจะเลือกเช่นไร?"
"กระหม่อมมิกล้าคิดเพ้อเจ้อพ่ะย่ะค่ะ!"
"เอาเถิด ให้เจ้าเลือกก็เลือกมา!"
"กระหม่อม...... คงจะเหมือนกับฝ่าบาท ปล่อยวางไม่ลง...... กระหม่อมคาดว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถปล่อยวางได้พ่ะย่ะค่ะ!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า......"
เสียงหัวเราะของฮุยเหวินตี้ดังก้องไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี
"ดังนั้น สิ่งที่เรากล่าวกับนายท่านลั่วไปก่อนหน้านี้ ว่าเราแตกต่างจากฮ่องเต้พระองค์อื่น ก็เป็นเพียงเรื่องตลกขบขันเรื่องหนึ่งเท่านั้น"
ระหว่างที่พูดและหัวเราะสลับกันไป ฮุยเหวินตี้ก็เริ่มไอออกมาอย่างหยุดไม่อยู่
"ฝ่าบาท...... ฝ่าบาทในสายตาของกระหม่อมนั้น ทรงแตกต่างพ่ะย่ะค่ะ ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม!"
"ดังนั้น กระหม่อมขอร้องฝ่าบาทอย่าได้ทรงคิดมากอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ รักษาวรกายให้ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!"
"ฝ่าบาท ทรงดื่มน้ำสักหน่อย เพื่อให้ชุ่มคอพ่ะย่ะค่ะ"
สวี่ฉิวพูดพลางตบหลังฮุยเหวินตี้เบาๆ และยื่นถุงน้ำที่แขวนอยู่ข้างเอวให้
ครู่หนึ่ง เสียงไอก็ค่อยๆ สงบลง
ฮุยเหวินตี้มองสวี่ฉิวที่เต็มไปด้วยความกังวล พลางยิ้มกล่าว "ไม่เป็นไร เราไม่ได้ไอเพราะมีความอัดอั้นตันใจ เพียงแค่ไม่ได้ดื่มน้ำมาค่อนวัน คอจึงแห้งไปบ้างก็เท่านั้น"
"เช่นนั้นพวกเรารีบกลับโรงเตี๊ยมไปหาอะไรทานกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทจะได้ทรงพักผ่อนเร็วๆ"
"อย่าเพิ่งรีบร้อน" ฮุยเหวินตี้โบกพระหัตถ์ "ไปเป็นเพื่อนเราที่ที่ว่าการอำเภอสักรอบก่อน"
"ที่ว่าการอำเภอหรือพ่ะย่ะค่ะ?" สวี่ฉิวไม่เข้าใจเหตุผล "ที่ว่าการอำเภอเวลานี้คงไม่มีคนอยู่นานแล้ว ฝ่าบาททรงต้องการพบซุนโส่วเต๋อหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"หรือให้กระหม่อมไปส่งฝ่าบาทที่โรงเตี๊ยมก่อน แล้วค่อยไปเรียกเขามาพ่ะย่ะค่ะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮุยเหวินตี้ก็ยิ้มพลางโบกพระหัตถ์ "เจ้าไปกับเราก็พอแล้ว"
"พ่ะย่ะค่ะ" สวี่ฉิวไม่พูดอะไรมาก ประคองฮุยเหวินตี้เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของที่ว่าการอำเภอ
……
ยามไห่ผ่านไปกว่าครึ่ง จันทร์กระจ่างลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า
ประตูใหญ่ของที่ว่าการอำเภอผิงเซียงยังคงเปิดกว้างอยู่ ภายใต้แสงไฟหน้าประตู มือปราบสองคนยืนตัวตรงแน่ว
แต่ไกล สวี่ฉิวดึงสายตากลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย "ฝ่าบาท ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ที่ว่าการอำเภอยังมีคนเฝ้าเวรยามอยู่ เกรงว่าคงจะเกิดคดีใหญ่ที่สำคัญอะไรขึ้นกระมังพ่ะย่ะค่ะ?"
ฮุยเหวินตี้ยิ้มพลางก้าวเท้าเดิน "ไปลองสืบดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ?"
สวี่ฉิวพยักหน้ารับ "ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ไม่นาน ทั้งสองคนก็มาถึงหน้าประตูที่ว่าการอำเภอ สบสายตากับมือปราบทั้งสองคน
มือปราบวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยปากขึ้นก่อน "ผู้อาวุโสทั้งสอง ต้องการให้ช่วยสิ่งใดหรือไม่? หรือต้องการจะแจ้งความ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวี่ฉิวจึงยิ้มตอบกลับไป "ข้ากับนายท่านของข้ามาจากต่างถิ่น กลางคืนนอนไม่หลับจึงคิดอยากจะออกมาเดินเล่นไปทั่ว"
"ผลคือเห็นว่าหน้าประตูที่ว่าการอำเภอยังมีคนเฝ้ายามอยู่ จึงคิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ เลยอยากจะมาลองถามดู"
ด้านข้าง ฮุยเหวินตี้พูดแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม "อายุมากแล้ว จึงค่อนข้างจะกลัวเรื่องราว หากผิงเซียงมีคนชั่วร้ายอำมหิตอะไรโผล่มา ก็รบกวนพ่อหนุ่มทั้งสองช่วยเตือนสักประโยค พวกเราจะได้รีบจากไปแต่เนิ่นๆ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มือปราบทั้งสองก็มองหน้ากันพลางหัวเราะ
จากนั้นมือปราบวัยกลางคนก็รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน พร้อมกับก้าวไปข้างหน้าเพื่ออธิบาย "ผู้อาวุโสทั้งสอง! พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว!"
"ความสงบเรียบร้อยของอำเภอผิงเซียงพวกเราดีถึงเพียงนี้ จะไปมีคนชั่วร้ายอำมหิตอะไรที่ไหนกัน"
"ใช่แล้ว" มือปราบหนุ่มเองก็ยิ้มพลางก้าวเข้ามา "ที่อำเภอผิงเซียงของพวกเรายังคงมีคนอยู่ที่ว่าการในตอนกลางคืน เป็นเพราะมือปราบในอำเภอของพวกเราจะสลับสับเปลี่ยนเข้าเวรกันทั้งกลางวันและกลางคืน"
"เพื่อให้แน่ใจว่าหากตอนกลางคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ชาวบ้านก็ยังสามารถมาหาทางการได้"
"สลับสับเปลี่ยนเข้าเวรทั้งกลางวันกลางคืนหรือ?" สวี่ฉิวชะงักไป "กฎนี้เป็นกฎที่นายอำเภอของพวกเจ้ากำหนดขึ้นใช่หรือไม่?"
"พวกเจ้าไม่รู้สึกเหนื่อยยากบ้างหรือ?"
"นี่นับเป็นอะไรได้" มือปราบหนุ่มหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ "ล้วนทำไปเพื่อปกป้องพี่น้องร่วมบ้านเกิดของตัวเอง อีกอย่างการนอนกลางวันกับนอนกลางคืนก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนัก"
เมื่อได้ยินดังนั้น สวี่ฉิวก็หัวเราะ "แล้วนายอำเภอของพวกเจ้าเล่า? ที่ว่าการเปิดอยู่ หากตอนกลางคืนเขาไม่อยู่ แล้วมีคนมาแจ้งความ ผู้ใดจะมาเป็นคนตัดสินคดี?"
มือปราบวัยกลางคนชี้เข้าไปด้านในที่ว่าการอำเภอ "ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้นายอำเภอของพวกเรายังคงจัดการงานราชการอยู่เลย"
"อะไรนะ?" สวี่ฉิวพูดด้วยความประหลาดใจ "เขาไม่นอนหรือ?"
"หรือว่าตอนกลางวันเขาไม่มา?"
มือปราบวัยกลางคนส่ายหน้ายิ้มพลางกล่าว "นายอำเภอซุนของพวกเรา แทบจะอาศัยอยู่ที่ว่าการอำเภอเลยล่ะ"
"ท่านมาจากต่างถิ่นอาจจะไม่รู้ ตอนนี้ท่านผู้เฒ่ามีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบกว่าปีแล้ว"
"แต่พอเขาลงมือทำงาน กลับคล่องแคล่วว่องไวกว่าพวกเราเสียอีก"
"เพราะฉะนั้น การที่เขากำหนดให้สลับสับเปลี่ยนเข้าเวร ในที่ว่าการอำเภอจึงไม่มีใครปริปากบ่นเลยสักคน"
"เขาช่างอุทิศตนเพื่ออำเภอผิงเซียงของพวกเราอย่างแท้จริง......"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮุยเหวินตี้และสวี่ฉิวต่างก็เงียบงันไป
แต่ไม่นานพวกเขาก็ดึงสติกลับมาได้ คุยสัพเพเหระกับมือปราบทั้งสองอีกไม่กี่ประโยค ก็หันหลังเดินกลับไปยังโรงเตี๊ยม
ระหว่างทาง สวี่ฉิวถามขึ้น "ฝ่าบาท ทรงทราบแต่แรกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะว่าที่ว่าการอำเภอยังมีคนอยู่ จึงได้มาทอดพระเนตร?"
ฮุยเหวินตี้ส่ายหน้า "เพียงแค่เดาดูเท่านั้น ผลคือดันเดาถูกเสียจริง"
เดา?
ไฉนจู่ๆ ถึงไปคิดถึงนายอำเภอซุนได้
ในขณะที่สวี่ฉิวกำลังสงสัย ก็ได้ยินฮุยเหวินตี้ถอนหายใจยาวกล่าวว่า "เราไม่ได้แตกต่างอันใดกับฮ่องเต้พระองค์อื่นเลย"
"แต่นายอำเภอซุนนั้น ช่างแตกต่างจากนายอำเภอคนอื่นอย่างแท้จริง......"
"ดังนั้น เขาจึงไม่จำเป็นต้องละทิ้งสิ่งใด ก็สามารถรับอายุขัยห้าสิบปีที่นายท่านประทานให้ได้"
"แต่เรานั้น!"
"กลับไม่อาจทำได้......"