- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 1 สัญญาห้าสิบปี
บทที่ 1 สัญญาห้าสิบปี
บทที่ 1 สัญญาห้าสิบปี
เขาเสียงอวิ๋น ทิวเขาสลับซับซ้อน เมฆหมอกปกคลุมล้อมรอบ
อารามเต๋าบนยอดเขา หน้าประตูไร้ป้ายนาม ดูเก่าแก่และเรียบง่าย
ลั่วเฉินนั่งขัดสมาธิฝึกลมปราณอยู่กลางลาน เสียงลมหายใจยืดยาวแผ่กระจายเป็นจังหวะอยู่รอบกายเขา
กี้ซ~
พร้อมกับเสียงวิหคร้องกังวานใสที่ดังขึ้นเหนือศีรษะ ลั่วเฉินพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวเหยียด เงยหน้ามองนกที่บินผ่านไป
นกปีกกว้างร่อนถลาด้วยความเร็วสูงยิ่ง ทว่าเมื่อตกอยู่ในสายตาของเขากลับถูกขยายให้ช้าลงหลายเท่าตัว
เขากระทั่งสามารถมองเห็นลวดลายละเอียดประณีตบนกรงเล็บของนกตัวนั้นได้อย่างชัดเจน
"สัมผัสทั้งห้าแจ่มใส มองเห็นร่องรอยของวิหคเหินมัจฉาว่าย..."
"หนึ่งปีแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ในที่สุดก็บรรลุขอบเขตทะลวงชีพจรแล้ว"
ระหว่างที่พึมพำกับตัวเอง ลั่วเฉินก็หันขวับไปมองประตูอารามที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง และสบเข้ากับดวงตาแนวตั้งสีแดงฉานดวงหนึ่ง
สบตากันเพียงครู่เดียว ดวงตาแนวตั้งดวงนั้นก็เร้นกายหายไปหลังบานประตูอย่างเงียบเชียบ
เจ้าของดวงตาสีเลือดคือปีศาจพยัคฆ์ที่สามารถเอ่ยภาษามนุษย์ได้ อีกฝ่ายเรียกขานตนเองว่าซานจวิน
เป็นเพียงเพราะวันแรกที่ลั่วเฉินเพิ่งมาเยือนโลกใบนี้ เขาหิวโหยจนกลืนกินรวงข้าวฟ่างสีเหลืองทองต้นหนึ่งที่งอกเงยอยู่ในลานบ้าน จึงทำให้มันหมายหัวเขาเข้า!
เมื่อเห็นลั่วเฉินกลืนข้าวฟ่างลงท้อง ปีศาจพยัคฆ์ก็คำรามด้วยความเกรี้ยวกราด ทว่ากลับไม่ได้จับเขากินในทันที
มันเพียงพ่นลมหายใจคาวคลุ้งยะเยือกออกมาพลางกล่าวว่า "ห้าสิบปี ให้เวลาเจ้าบำเพ็ญเพียรห้าสิบปี ห้าสิบปีให้หลังพวกเรามาสู้กัน ผู้ชนะรอด ผู้แพ้ตาย!"
"รับคำท้าหรือไม่?"
ลั่วเฉินในเวลานั้นเพื่อรักษาชีวิตไว้จึงทำได้เพียงตอบรับ
นับตั้งแต่นั้นมา ปีศาจพยัคฆ์ก็คอยจับจ้องเขามาตลอด!
แต่ยังดีที่ตราบใดที่เขาไม่ลงจากเขา ปีศาจพยัคฆ์ก็จะไม่ทำอะไร
ต่อให้เขาอาศัยคัมภีร์ในอารามเต๋าร้างเพื่อบำเพ็ญเพียรด้วยตนเอง มันก็ไม่เข้ามาแทรกแซงแม้แต่น้อย...
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู ลั่วเฉินกำลังจะปิดประตู ก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนแผ่วเบาดังมาจากแดนไกล
เมื่อตั้งใจฟังให้ดี ก็ได้ยินคำว่า "ช่วยด้วย" สองคำที่ฟังดูเยาว์วัยดังขึ้นหลายครั้ง!
โดยไม่ลังเล ลั่วเฉินผลักประตูออกไปและตามหาต้นเสียง!
เดินเรื่อยมาจนถึงช่วงกลางเขา ในปลักโคลนลึกแห่งหนึ่ง ลั่วเฉินเห็นเด็กหญิงอายุราวสิบขวบกำลังตะเกียกตะกายอยู่ในโคลนตม!
มองดูร่างทั้งร่างที่กำลังจะจมมิดลงไปในปลักโคลน เหลือเพียงฝ่ามือสองข้างและใบหน้าครึ่งซีกที่ยังโผล่พ้นออกมา!
"แม่หนู อย่าขยับ!"
สิ้นคำพูด ลั่วเฉินก้าวไปข้างหน้าสามก้าว เหยียบลงบนปลักโคลนโดยตรง มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือของเด็กหญิงเอาไว้ จากนั้นก็ออกแรงดึงนางขึ้นมา!
เด็กหญิงที่ตื่นตระหนกตกใจหลังจากหลุดพ้นจากปลักโคลนได้เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องร้องไห้ แต่นางก็เพียงหยดน้ำตาลงมาสองสามหยด แล้วก็สะอึกสะอื้นกล่าวขอบคุณ ทั้งยังคิดจะคุกเข่าโขกศีรษะให้
ลั่วเฉินรีบคว้าตัวเด็กหญิงที่กำลังจะคุกเข่าลงกับพื้นไว้ เขายิ้มพลางเช็ดคราบโคลนบนแก้มของนาง เอ่ยเสียงเบาว่า "กล่าวคำขอบคุณก็พอแล้ว ข้าไปส่งเจ้าที่บ้านดีหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กหญิงก็พยักหน้ารัวๆ และกล่าวขอบคุณซ้ำอีกระลอก
ลั่วเฉินจูงมือเด็กหญิงแล้วพานางเดินลงเขาไป เมื่อผ่านลำธารสายเล็กแห่งหนึ่ง เขายังช่วยเด็กหญิงล้างคราบโคลนบนแก้มออก
เมื่อล้างออกจึงได้เห็นว่า บนแก้มขวาของเด็กหญิงมีปานรูปดอกเหมยสีแดงสดอยู่จุดหนึ่ง
มองเผินๆ คล้ายกับมีดอกเหมยสดประทับเอาไว้ไม่มีผิด
ระหว่างทาง ลั่วเฉินก็สอบถามจนได้ความว่า เด็กหญิงผู้นี้มีนามว่าหยางชิง เป็นคนหมู่บ้านซานหยางที่อยู่เชิงเขา
นางเห็นมารดาป่วยเป็นไข้หวัดแต่เสียดายเงินไม่ยอมซื้อยากิน จึงไปถามหมอว่าสมุนไพรหน้าตาเป็นอย่างไร ตั้งใจจะขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรด้วยตัวเอง ทว่าสมุนไพรก็ไม่ได้เก็บ ซ้ำยังเกือบถูกปลักโคลนกลืนกินเสียอีก...
เดินเรื่อยมาจนถึงใต้ต้นฮวายใหญ่หน้าเชิงเขา เด็กหญิงหลุดพ้นจากอารมณ์หวาดผวาที่เกือบตายเมื่อครู่นี้แล้ว เวลาที่จูงมือลั่วเฉินเดิน นางก็อดไม่ได้ที่จะกระโดดโลดเต้น
ทว่าในชั่วขณะหนึ่ง ลั่วเฉินพลันดึงตัวเด็กหญิงไว้ จากนั้นก็มองไปยังทิศทางหนึ่ง พลางกล่าวเสียงขรึม "แม่หนูคนนี้หลงทาง ข้ามาส่งนางลงเขา ข้าไม่หนีหรอก"
"ท่านอาจารย์ ท่านกำลังคุยกับใคร..."
โฮก~~~
เด็กหญิงยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงพยัคฆ์คำรามลั่น เหล่าสกุณากระพือปีกบินหนีพร้อมเพรียงกัน!
"เสือร้าย! มีเสือร้าย!"
เด็กหญิงอุทานด้วยความตกใจ แล้วคิดจะดึงลั่วเฉินวิ่งหนี
แต่พอดึงไม่ขยับ นางก็มองอีกฝ่ายด้วยความกังขา
จากนั้นก็มองตามสายตาของลั่วเฉินไปจนเห็นเสือตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ราวกับเนินเขาขนาดย่อม!
เสือตัวนั้นขวางอยู่เบื้องหน้าพวกเขา จ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาสีแดงฉาน!
"อาชิงอย่ากลัวไปเลย"
ลั่วเฉินบีบฝ่ามือของเด็กหญิงเบาๆ กล่าวต่อว่า "มันไม่กินเจ้าหรอก ตอนนี้มองเห็นหมู่บ้านซานหยางแล้ว เจ้าเดินลงไปเอง ดีหรือไม่?"
"แล้วท่านอาจารย์เล่า?" เด็กหญิงมองลั่วเฉิน เอ่ยถามด้วยความหวาดกลัว
"อาจารย์พักอยู่อารามเต๋าบนยอดเขา นี่ก็จะกลับขึ้นเขาแล้ว" ระหว่างที่พูด ลั่วเฉินก็ปล่อยมือเด็กหญิง
แต่วินาทีต่อมา มือน้อยๆ นั้นกลับจับแน่นขึ้นมาอีกครั้ง
"ท่านอาจารย์ พวกเราแยกกันหนีเถิด! เสือร้ายตัวนี้ตามได้แค่คนเดียว!"
สีหน้าของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทว่าน้ำเสียงกลับแน่วแน่อย่างผิดหูผิดตา!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลั่วเฉินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "เชื่อฟังเถิด ลงเขาไปเอง เสือร้ายตัวนี้เป็นสหายของอาจารย์ มันไม่ทำร้ายข้าหรอก"
"นี่..."
เด็กหญิงมองลั่วเฉินแกะมือของตัวเองออก นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กล่าวว่า "ท่านอาจารย์ไว้พบกันใหม่" ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปตามทางลงเขา
ขณะที่เดินผ่านข้างกายพยัคฆ์ยักษ์ตัวนั้น เด็กหญิงก็ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย แล้วปรายตามองพยัคฆ์ยักษ์ปราดหนึ่ง...
แววตานั้นแฝงจิตสังหาร ทำให้ปีศาจพยัคฆ์อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองนาง...
......
สิบปีต่อมา!
ลั่วเฉินฝึกลมปราณอยู่ที่ซอกเขาแห่งหนึ่ง พลังปราณรอบกายร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง เขายกมือสะบัดคราหนึ่ง หินก้อนยักษ์เบื้องหน้าก็แตกกระจายเสียงดังสนั่น!
ตามมาด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทอีกหลายระลอก หินยักษ์อีกหลายก้อนแตกร้าวพังทลายลงพร้อมกับฝุ่นควันที่คลุ้งตลบ!
ลั่วเฉินพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด เขายืนขึ้นแล้วทอดถอนใจยาว "ปราณแยกทองร้าวหิน ขอบเขตซานไฉสำเร็จแล้ว..."
ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะเผยรอยยิ้มด้วยความปีติกับความก้าวหน้า ก็รู้สึกหนาวเยือกราวกับมีหนามทิ่มแทงอยู่เบื้องหลัง!
เมื่อหันขวับกลับไป ดวงตาสีเลือดของพยัคฆ์ยักษ์ก็ปรากฏสู่สายตาอย่างชัดเจน!
"สิบปีบรรลุซานไฉขั้นสมบูรณ์ ช่างน่าอิจฉาพรสวรรค์ของเจ้านัก..."
ทิ้งคำพูดทุ้มต่ำไว้ประโยคหนึ่ง ปีศาจพยัคฆ์ก็จากไปโดยไม่เหลียวหลัง
ลั่วเฉินที่ยืนอยู่กับที่มองส่งอีกฝ่ายจากไปจนลับสายตา
แม้ว่าเขาจะเข้าสู่ขอบเขตซานไฉแล้ว แต่เขายังคงสัมผัสได้ถึงวิกฤตแห่งความตายอันเข้มข้นจากร่างของปีศาจพยัคฆ์
และเมื่อครู่นี้ ภัยคุกคามถึงชีวิตนั้นชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระทั่งไม่อ่อนด้อยไปกว่าตอนที่พบกับปีศาจพยัคฆ์ครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ!
ทว่าอีกฝ่ายกลับรั้งจิตสังหารกลับไปในท้ายที่สุด...
นี่เป็นเพราะเหตุใดกัน?
ลั่วเฉินขบคิดไม่แตก จึงตัดสินใจกลับอารามไปบำเพ็ญเพียร...
ยี่สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว!
ภายใต้แสงจันทร์กระจ่าง บนหินสีเขียว ลั่วเฉินนั่งขัดสมาธิ ในมือถือกระจกบานหนึ่งที่ควบแน่นจากแสงจันทร์
กระจกสะท้อนให้เห็นใบหน้าของเขา สามสิบเอ็ดปีผ่านไปแล้ว ทว่ารูปลักษณ์ของเขายังคงเหมือนกับตอนที่มาเยือนโลกใบนี้ครั้งแรก...
จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกบางอย่าง ลั่วเฉินอดไม่ได้ที่จะสวดท่องคัมภีร์ "ไท่ซ่างเสวียนเสวียน สองปราณสว่างแจ้ง สัจธรรมภายในสะท้อน หอหมิงถังสว่างภายนอก..."
เสียงสวดคัมภีร์มีจังหวะกังวานใส ราวกับเสียงเหล็กหล่อปะทะกัน
สรรพสัตว์และวิญญาณภูตผีในหุบเขาต่างพากันมาตามเสียง พวกมันหมอบอยู่เบื้องหน้าลั่วเฉิน รับฟังอย่างเงียบสงบ
โฮก~
เสียงพยัคฆ์คำรามลั่น นกและสัตว์ป่าเพิ่งจะคิดแตกฮือ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งดุดันยิ่งกว่าแผ่ซ่านมาจากบนหินเขียว มันลบล้างแรงกดดันจากปีศาจพยัคฆ์บนตัวพวกมันไปในชั่วพริบตา
สรรพสัตว์เงยหน้าขึ้น ก็เห็นว่าเหนือศีรษะสามฉื่อของนักพรตที่สวดคัมภีร์อยู่บนหินกลม มีเงาร่างสายหนึ่งที่เหมือนกับเขาปานพิมพ์เดียวกันลอยวนอยู่
เมื่อเห็นเงาร่างนั้น ภูตผีวิญญาณทั้งหลายก็รีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามองจ้อง
ขณะที่ในดวงตาของปีศาจพยัคฆ์ที่อยู่ไม่ไกลกลับเผยให้เห็นความตื่นตระหนกหวาดกลัวเป็นครั้งแรก มันค่อยๆ ก้าวถอยหลัง
ลั่วเฉินมองจ้องดวงตาสีเลือดของซานจวินอย่างนิ่งสงบ รอจนสวดคัมภีร์จบ จึงค่อยเปิดปากพูดอย่างไม่ช้าไม่เร็ว "ยังเหลืออีกสิบเก้าปี"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ปีศาจพยัคฆ์ก็ส่งเสียงคำรามต่ำ หันขวับพุ่งทะยานเข้าป่าหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย...