- หน้าแรก
- มุ่งตรงสู่มรณะ
- บทที่ 17 ป่าชินจู
บทที่ 17 ป่าชินจู
บทที่ 17 ป่าชินจู
บทที่ 17 ป่าชินจู
"สหายของท่านอย่างนั้นหรือ"
เมื่อได้ยินดังนั้น บุคคลแรกที่เรียวกิ ชิกิ นึกถึงก็คือชายในวิดีโอตัวอย่างผู้ที่เผชิญหน้ากับดาบมุโซ โน ฮิโตะทาชิ โดยตรง และแน่นอนว่ารวมถึงประโยคอันโด่งดังนั้นด้วย "ย่อมมีผู้ที่หาญกล้าท้าทายแสงประกายสายฟ้าอยู่เสมอ"
"ใช่แล้ว ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการฟาดฟันดาบที่สามารถเทียบเคียงกับดาบมุโซ โน ฮิโตะทาชิ ให้ได้สักครั้ง"
"นั่นเป็นความทะยานอยากที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง ดาบมุโซ โน ฮิโตะทาชิ คือจุดสูงสุดแห่งวรยุทธ์ขององค์ไรเดนโชกุน เป็นเพราะนางหุบเขามุโซจินจึงถูกผ่าแยกออกบนเกาะยาชิโอริ"
เรียวกิ ชิกิ ชี้มือไปยังทิศทางของเกาะยาชิโอริในขณะที่พูด มันเป็นฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจมากในเกม ทว่าเธอสงสัยว่ามันจะมีรูปลักษณ์อย่างไรในเทย์วัตแห่งความเป็นจริง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงยิ่งรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นทัศนียภาพของภูมิภาคอื่นๆ ทั้งป่าหินกูยุนของหลี่เยว่ สถานที่ซึ่งหอกหินของเทพแห่งหินใช้สยบเทพอสูรเอาไว้ใต้พิภพ
ภูเขาหิมะดรากอนสปาย ภูเขาที่สูงที่สุดบนทวีปเทย์วัต และโครงกระดูกขนาดมหึมาของมังกรดูริน
"ถูกต้องแล้ว" คาเอดะฮารา คาซึฮะ พยักหน้า "ทว่าสหายรักของข้าเชื่อว่าการลงดาบเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งเกินเอื้อม เขาเคยกล่าวไว้ว่า ย่อมมีผู้ที่หาญกล้าท้าทายแสงประกายสายฟ้าอยู่เสมอ"
"องค์ไรเดนโชกุนคือเทพเจ้าแห่งอินาซึมะ จะมีใครสามารถก้าวข้ามเซียนเหยียบฟ้าอย่างนางได้จริงหรือคะ"
"...มีสิคะ" คาเอดะฮารา คาซึฮะ ได้ยินดรุณีน้อยตอบกลับมา
"ท่านย่อมต้องรู้จักเทพแห่งหินในหลี่เยว่ใช่ไหมคะ เขาคือหนึ่งในสองเทพดั้งเดิมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบรรดาเจ็ดเทพแห่งโลกหล้าเวลานี้ และเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ทวยเทพ ไม่ว่าจะมองจากกลุ่มเทพดั้งเดิมหรือเทพในยุคปัจจุบันก็ตาม"
"ข้าไม่มั่นใจเกี่ยวกับเทพองค์อื่นนัก ทว่าข้ารู้ว่าหากเป็นเทพแห่งหิน ดาบมุโซ โน ฮิโตะทาชิ ย่อมไร้ซึ่งอำนาจใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา"
เช่นเดียวกับปุถุชนที่มีระดับความแข็งแกร่งแตกต่างกัน ทวยเทพเองก็เป็นเช่นนั้น และโมแร็กซ์ก็อยู่บนจุดสูงสุดอย่างแท้จริง เรียวกิ ชิกิ มั่นใจในเรื่องนี้
แตกต่างจากอินาซึมะอันห่างไกล ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของหลี่เยว่เคยเป็นสมรภูมิหลักของสงครามเทพอสูร การที่สามารถฟาดฟันเทพอสูรให้ดับดิ้นด้วยหอกเพียงเล่มเดียวในภูมิภาคเช่นนั้น พละกำลังของโมแร็กซ์ย่อมเป็นสิ่งที่จินตนาการได้
"แต่หากท่านยืนกรานที่จะถามถึงมนุษย์ปุถุชน... เช่นนั้นก็คงไม่มีหรอกค่ะ"
"ข้อแรกเลยคือ ระดับของการดำรงอยู่นั้นแตกต่างกัน พลังของมนุษย์ช่างอ่อนแอเหลือเกินเมื่อเทียบกับทวยเทพ และยิ่งไปกว่านั้น องค์ไรเดนโชกุนมีเวลาหลายพันปีในการขัดเกลาวิชาฝีมือดาบของนาง"
"ผ่านพ้นไปหลายพันปีขนาดนี้ นับประสาอะไรกับเทพเจ้า ต่อให้เป็นสุกรก็คงจะกลายเป็นเซียนไปแล้วค่ะ" เรียวกิ ชิกิ วิจารณ์ออกมา
"...นั่นก็ถูกของเจ้า ทวยเทพไม่ใช่สิ่งที่เราจะหยั่งรู้ได้โดยง่าย แทนที่จะมานั่งครุ่นคิดเรื่องของเทพเจ้า มิสู้หันมาพิจารณาตนเองให้ถี่ถ้วนเสียก่อนจะดีกว่า" คาเอดะฮารา คาซึฮะ พยักหน้าเห็นด้วยพลางกล่าว
"ถูกต้องที่สุดค่ะ เพราะฉะนั้น สหายของท่านคนนั้นก็แค่คิดฟุ้งซ่านมากเกินไปเท่านั้นเอง"
ทว่าเขาแค่คิดฟุ้งซ่านไปเองจริงๆ หรือ
คาเอดะฮารา คาซึฮะ ไม่ได้คิดเช่นนั้น ทุกครั้งที่มีการเอ่ยถึงดาบมุโซ โน ฮิโตะทาชิ ขององค์ไรเดนโชกุน ดวงตาของสหายของเขาจะทอประกายแสงแห่งความรู้สึกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ความปรารถนาอันแรงกล้า" อยู่เสมอ
มันคือประกายแสงที่บ่งบอกว่า ขอเพียงได้ประจักษ์มันด้วยตาตนเองสักครั้ง ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ไม่เป็นไร
...
เรียวกิ ชิกิ และ คาเอดะฮารา คาซึฮะ พูดคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทาง และในที่สุด ในยามโพล้เพล้... พวกเขาก็เดินทางมาถึงป่าชินจู
"ดูเหมือนว่าวันนี้พวกเราคงจะไปไม่ถึงศาลเจ้าโกรนด์นารุคามิแล้วล่ะค่ะ การปีนเขาในยามค่ำคืนมันอันตรายเกินไป"
ในความเป็นจริงแล้ว ฝีเท้าในการก้าวเดินของพวกเขานับว่าไม่ช้าเลย หากพวกเขาก้าวเดินด้วยความเร็วของคนปกติ ป่านนี้ก็คงยังเดินทางมาไม่ถึงป่าชินจูด้วยซ้ำ
"ข้าคุ้นชินกับมันเสียแล้วล่ะ มีผืนฟ้าแทนมุ้งมีผืนดินแทนหมอน ข้าสามารถนอนหลับไหลได้ทุกหนทุกแห่ง เพียงแต่ข้าไม่รู้ว่าแม่นางเรียวกิจะสามารถยอมรับเรื่องเช่นนั้นได้หรือไม่" คาเอดะฮารา คาซึฮะ ยิ้มกว้าง
"ย่อมไม่ได้แน่นอนค่ะ" เรียวกิ ชิกิ เอ่ยเสียงดัง
ล้อกันเล่นหรืออย่างไร เธอเป็นเด็กผู้หญิงนะ การนอนค้างอ้างแรมในป่าเขาเช่นนั้นมันช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
"ข้าตั้งใจจะไปขอพักค้างแรมที่สำนักของตระกูลคามิซาโตะสักคืนค่ะ ข้าเชื่อว่าพวกเขาน่าจะไม่ปฏิเสธคำขอของเด็กผู้หญิงหรอก และหากท้ายที่สุดแล้วไม่ได้จริงๆ ข้าก็สามารถมอบเงินโมราให้เป็นค่าตอบแทนได้"
"ข้าสะเพร่าไปเอง ตระกูลคามิซาโตะเป็นตัวเลือกที่ดี ทว่าข้าคงจะไม่ไปรบกวนพวกเขาหรอก ข้าจะหาค่ายของพวกฮิลิเชิร์ลเพื่อพักผ่อนให้ผ่านพ้นคืนนี้ไป หากมีอันตรายใดๆ สายลมจะบอกกล่าวแก่ข้าเอง"
นับตั้งแต่ทรัพย์สินของตระกูลสูญสิ้นไป คาเอดะฮารา คาซึฮะ ก็ใช้ชีวิตพเนจรเรื่อยมา ยามหิวโหยเขาก็จะล่าสัตว์หรือเก็บผลไม้ และในบางครั้งก็นับรับภารกิจจากกิลด์นักผจญภัยเพื่อทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น
วันนี้ก็เป็นเพียงอีกวันหนึ่งของการตั้งค่ายพักแรม ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างไปจากในอดีตเลย
"ท่านแน่ใจหรือคะ ยามค่ำคืนคือกำหนดเวลาที่พวกอสูรกายจะออกอาละวาดมากที่สุดนะ" เรียวกิ ชิกิ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ป่าชินจูมีใบไม้ใบหญ้าหนาทึบ ทำให้ง่ายต่อการที่อสูรกายจะหลบซ่อนตัวอยู่ภายใน
"ฮ่าๆ โปรดอย่าได้เป็นห่วงข้าเลย ข้ามีความคุ้นเคยกับป่าชินจูเป็นอย่างดี ทว่าก็ต้องขอบคุณในความห่วงใยของเจ้านะแม่นาง" คาเอดะฮารา คาซึฮะ ยิ้ม
"ขอเพียงท่านรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ก็พอค่ะ"
ทางเข้าสู่ป่าชินจูประกอบไปด้วยเสาโทริอิสามต้น โดยมีเชือกชิเมนาวะผูกไว้ที่เสาต้นกลาง ไม่แน่ชัดว่าสิ่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความรู้สึกลึกลับหรือเพื่อกำหนดเขตแดนกันแน่
ทว่าหากกล่าวถึงความลึกลับ เอ่อ... ป่าชินจูดูก็เหมือนจะไม่จำเป็นต้องมีมันเลยด้วยซ้ำ
ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านเสาโทริอิ เรียวกิ ชิกิ ก็รู้สึกว่าแสงสว่างวูบดับลงในทันใด แม้ว่าท้องฟ้าภายนอกจะยังคงเป็นยามโพล้เพล้ ทว่าภายในป่าชินจูกลับมืดมิดสนิทสากไปแล้ว
หมอกจางๆ ช่วยลดทัศนวิสัยในการมองเห็นภายในป่าชินจูลงไปค่อนข้างมาก ทว่าบนพื้นดินกลับปกคลุมไปด้วยดอกไม้เรืองแสงที่ช่วยให้ความสว่างแก่สภาพแวดล้อมอันมืดมิด ทำให้ไม่ได้มีความน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย
หมอกที่แผ่ซ่านและดอกไม้เรืองแสงทำให้ผืนป่าทั้งหมดมีเฉดสีน้ำเงินอมหม่น ดูราวกับเป็นอาณาเขตของพวกอสูรกายในตำนานไม่มีผิดเพี้ยน
ทว่าในอินาซึมะยุคโบราณ ที่แห่งนี้ก็เคยเป็นอาณาเขตของพวกอสูรกายจริงๆ และรูปปั้นทานุกิที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วผืนป่าก็คือหลักฐานในการดำรงอยู่ของพวกมัน
รูปปั้นทานุกิเหล่านี้ แน่นอนว่าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ ทว่ามันคือรูปปั้นหินของพวกทานุกิที่ถูกผนึกเอาไว้
ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดพวกมันจึงถูกผนึกนั้น คงต้องย้อนกลับไปเมื่อห้าร้อยปีก่อน
เมื่อห้าร้อยปีก่อน เกิดภัยพิบัติปะทุขึ้น ก่อนจากไป คิตสึเนะ ไซกู ได้เล่นเกมซ่อนหากับหัวหน้าของพวกทานุกิอย่างอิโอรอย และบอกให้อิโอรอยห้ามปรากฏตัวออกมาไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น โดยกล่าวว่าเป็นกลอุบายเพื่อเอาชนะเขา
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้คือ คิตสึเนะ ไซกู ถูกกลืนกินโดยภัยพิบัติ การเฝ้ารอคอยคิตสึเนะ ไซกู อย่างไร้ความหมายทำให้อิโอรอยขโมยตราตั้งป้องกันที่ใช้ในพิธีกรรมชำระล้างซากุระศักดิ์สิทธิ์เพื่อบังคับให้นางปรากฏตัว และในที่สุดเขาก็ถูกผนึกไว้ในป่าชินจูโดยคามุนะ ฮารุโนสุเกะ
รวมๆ แล้ว ทานุกิตัวใหญ่ตัวนี้ค่อนข้างถูกปรักปรำอย่างไม่เป็นธรรม การขโมยตราตั้งสมควรได้รับโทษทัณฑ์ ทว่าบางทีอาจจะไม่ใช่การผนึก
หลังจากข้ามลำธารสายเล็ก เรียวกิ ชิกิ กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับจมดิ่งลงสู่ความครุ่นคิด ทว่าคาเอดะฮารา คาซึฮะ กลับหยุดฝีเท้าลง
"แม่นางเรียวกิ"
"หืม มีอะไรหรือคะ เหตุใดท่านจึงหยุดเดิน"
"ข้าพบสถานที่สำหรับพักผ่อนแล้วล่ะ เจ้าสามารถเดินทางที่เหลือต่อได้ด้วยตัวเองแล้วนะแม่นางเรียวกิ" คาเอดะฮารา คาซึฮะ กล่าว
เมื่อมองไปตามทิศทางนิ้วมือของเขา เรียวกิ ชิกิ ก็มองเห็นค่ายของพวกฮิลิเชิร์ล ฮิลิเชิร์ลธรรมดาสามตัวกำลังเต้นรำอยู่รอบกองไฟ และที่ด้านข้างของพวกมัน ฮิลิเชิร์ลชามานตนหนึ่งกำลังแกว่งไกวคทาไปตามจังหวะ
"ท่านต้องการความช่วยเหลือจากข้าไหมคะ" เรียวกิ ชิกิ เอ่ยถาม
"ไม่จำเป็นหรอกแม่นางเรียวกิ โปรดมุ่งมั่นกับการเดินทางของเจ้าเถอะ เจ้าก็รู้ ป่าชินจูแห่งนี้ค่อนข้างกว้างใหญ่มากทีเดียว"
คาเอดะฮารา คาซึฮะ โบกมือ จากนั้นก็ทะยานตัวลงมาจากพื้นที่สูง ร่อนลงสู่ใจกลางค่ายของพวกฮิลิเชิร์ลในทันที
ประกอบเข้ากับถ้อยคำที่ว่า "ใบไม้ร่วงหล่น ประดับราตรีของข้า" เรียวกิ ชิกิ ก็ได้เห็นกำแพงที่ก่อตัวขึ้นจากสายลมผืนหนึ่ง