- หน้าแรก
- วิญญาณยุทธ์อัสนี วิถีเงาอัสนี
- ตอนที่ 3: สตรีศักดิ์สิทธิ์อู๋เฟิง
ตอนที่ 3: สตรีศักดิ์สิทธิ์อู๋เฟิง
ตอนที่ 3: สตรีศักดิ์สิทธิ์อู๋เฟิง
ตอนที่ 3: สตรีศักดิ์สิทธิ์อู๋เฟิง
ในหอพักนักเรียนใหม่ของโรงเรียนสื่อไหลเค่อ ฉินเยว่ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นจากการฝึกฝนมาทั้งวัน ลุกขึ้นจากเตียงและบิดขี้เกียจด้วยสีหน้าจนปัญญา
นับตั้งแต่เขาทะลวงผ่านระดับสามสิบเมื่อปีที่แล้ว อัตราการเติบโตของพลังวิญญาณที่เดิมทีเคยอยู่ในระดับดีก็ดิ่งลงเหวไปในทันที
ตลอดทั้งปี เขาเพิ่งจะบรรลุถึงระดับสามสิบสองเท่านั้น และหนึ่งในสองระดับนั้นยังเป็นผลพลอยได้จากการดูดซับวงแหวนวิญญาณอีกด้วย!
ฉินเยว่รู้ดีว่าสถานการณ์ของตนไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุอันใด ทว่าเป็นเพียง “ผลข้างเคียง” เล็กน้อยที่เกิดจากวิญญาณยุทธ์ของเขามีคุณภาพสูงเกินไปต่างหาก
ตราบใดที่เขาสามารถอดทนผ่านช่วงระดับสามสิบถึงเจ็ดสิบไปได้ อนาคตย่อมกว้างไกลไร้ขีดจำกัดดั่งท้องทะเลและแผ่นฟ้าอย่างแน่นอน
แต่การรู้สาเหตุก็เรื่องหนึ่ง ความรู้สึกหงุดหงิดย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉินเยว่กำหมัดแน่น ตั้งใจว่าจะไปฝึกฝนพละกำลังเพิ่มอีกสักหน่อย
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูหอพักก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเตือนจากเพื่อนร่วมชั้นที่เขาไม่รู้จักชื่อ “ลูกพี่ฉิน อาจารย์มู่บอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันลงทะเบียนประลองของนักเรียนใหม่ และต้องการให้ท่านไปที่ห้องเรียน”
ผ่านไปสามเดือนแล้วงั้นหรือ? ฉินเยว่เพิ่งตระหนักได้ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้าเข้าใจแล้ว”
การประลองนักเรียนใหม่... คิ้วของฉินเยว่เลิกขึ้นเมื่อความสนใจถูกจุดประกาย การฝึกฝนพลังวิญญาณของเขายังคงเชื่องช้าราวกับเต่าคลาน และเขาก็กำลังต้องการโอกาสเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจพอดี
เขาแค่ไม่รู้ว่าจะสามารถเข้าร่วมการประลองนักเรียนใหม่นี้เพียงลำพังได้หรือไม่...
“ไม่ได้! ไม่อนุญาตเด็ดขาด!” มู่จิ่นปฏิเสธความคิดของฉินเยว่ที่จะขึ้นเวทีประลองเพียงลำพังอย่างเด็ดขาด
ทว่าน้ำเสียงของนางก็อ่อนลงในเวลาต่อมา และกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้าซึ่งเป็นอาจารย์ของเจ้า อุตส่าห์อนุญาตให้เจ้าลางานได้เต็มๆ ถึงสามเดือนแล้ว เจ้าก็ช่วยข้าหน่อยเถอะ พาหนิงเทียนและอู๋เฟิงไปด้วยเพื่อคว้าตำแหน่งแชมป์เปี้ยนมาให้จงได้!”
ฉินเยว่ก็แค่ลองถามดูเท่านั้น เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของมู่จิ่น เขาก็ยักไหล่และกล่าวว่า “ข้าไม่มีคำถามอื่นแล้ว”
มู่จิ่นรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางรีบขานชื่อทันที “นิ่งเทียน อู๋เฟิง พวกเจ้าสองคนมานี่สิ”
สองคนที่ถูกเรียกชื่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินเยว่ในเวลาไม่นาน สัดส่วนรูปร่างของนิ่งเทียนค่อนข้างสมดุล และบุคลิกของนางก็ดูเรียบง่ายและทะมัดทะแมง
ในทางกลับกัน อู๋เฟิงมีรูปร่างสูงโปร่งและเจริญวัยเกินอายุ เมื่อประกอบกับผมสั้นสีแดงเพลิงของนาง จึงทำให้ผู้คนเกิดภาพลวงตาว่านางเป็นหญิงสาวที่เย็นชาและเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แน่นอนว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าฉินเยว่ พวกนางทั้งสองก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กหญิงตัวน้อย
อู๋เฟิงลอบมองกล้ามเนื้อบนท่อนแขนของฉินเยว่ จิตใจของนางสั่นคลอนไปกับเรือนร่างอันหนาและใหญ่โตนั้น จนถึงขั้นไม่ได้ยินสิ่งที่มู่จิ่นพูดเลยแม้แต่น้อย
นิ่งเทียนสังเกตเห็นความผิดปกติของอู๋เฟิงที่อยู่ข้างกาย หลังจากมองตามสายตาของนางไปแวบหนึ่ง นางก็รีบหันกลับมามองมู่จิ่นด้วยความรู้สึกทั้งเขินอายและหงุดหงิด นางรู้สึกได้ว่าทั่วทั้งใบหน้า ลามไปจนถึงใบหูของตนกำลังร้อนผ่าว
“น้องเฟิงกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย?! แล้วก็ฉินเยว่ ไอ้อะไรที่มันใหญ่ขนาดนั้น มันจะฆ่าคนตายเอาได้จริงๆ นะ...”
ในขณะเดียวกัน ฉินเยว่ยังคงรับฟังมู่จิ่นอธิบายเกี่ยวกับการประลองนักเรียนใหม่ เขาพยักหน้าส่งๆ ไปเป็นระยะ โดยที่ในหัวกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าคืนนี้จะกินอะไรดี
มู่จิ่นมองข้ามอาการเหม่อลอยของทั้งสามคนไปโดยสิ้นเชิง ตราบใดที่มีฉินเยว่ ซึ่งนางพอจะเข้าใจความแข็งแกร่งของเขาอยู่บ้าง ตำแหน่งแชมป์เปี้ยนของการประลองนักเรียนใหม่คราวนี้ ย่อมต้องตกเป็นของห้องเก้าอย่างแน่นอน!
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับนางในตอนนี้คือ จะหาวิธีที่สมเหตุสมผลเพื่อขยี้ใบหน้าอันน่ารังเกียจของโจวอีได้อย่างไรต่างหาก
เนื่องจากพรุ่งนี้เป็นการประลองนักเรียนใหม่ มู่จิ่นจึงเลือกที่จะปล่อยเลิกเรียนเร็วกว่าปกติในวันนี้ เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวอย่างเต็มที่และมุ่งมั่นที่จะอยู่รอดในโรงเรียนสื่อไหลเค่อต่อไป
นิ่งเทียนซึ่งหยิกอู๋เฟิงไปอย่างแรงหนึ่งที ลุกขึ้นจากที่นั่ง นางจูงมืออู๋เฟิงที่กำลังทำหน้ามุ่ย และรีบเดินไปสกัดหน้าฉินเยว่ที่กำลังเตรียมตัวจะไปหาอาหารกินทันที
“สหายฉิน พรุ่งนี้พวกเราต้องต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันในฐานะเพื่อนร่วมทีม แต่พวกเราสองคนยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเจ้าเลยแม้แต่น้อย แบบนี้คงไม่เป็นผลดีต่อการประสานงานเป็นแน่...”
ฉินเยว่เข้าใจความหมายของนิ่งเทียน เขาจึงไหลตามน้ำและกล่าวว่า “ข้าเองก็อยากรู้ถึงความแข็งแกร่งของพวกเจ้าเช่นกัน ทำไมเราไม่หาสถานที่เพื่อประลองฝีมือกันสักหน่อยล่ะ?”
ด้วยเหตุผลบางอย่าง จู่ๆ นิ่งเทียนก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา ทว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้ ลูกธนูพาดสายแล้วย่อมต้องปล่อยออกไป นางรีบพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าบังเอิญรู้จักมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมาพอดี”
รอยยิ้มขัดเขินปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินเยว่ ขณะที่เขาถูมือเข้าหากันด้วยความคาดหวัง กระสอบทรายที่เขาหาไม่ได้ในตระกูลฉินมาหลายปี วันนี้กลับกระโดดออกมาหาเขาเองถึงที่! เขาจะต้องดูแลพวกนางเป็นพิเศษเสียแล้ว
หลังจากเดินตามทั้งสองคนออกจากห้องเรียน เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่พักหนึ่ง พวกเขาก็มาถึงมุมลับตาคนที่ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นจริงๆ
ทั้งสามจัดท่าทางเตรียมพร้อมและเข้าสู่สถิตร่างวิญญาณยุทธ์เสร็จสิ้น อู๋เฟิงที่บัดนี้กลายร่างเป็นแม่นางมังกรน้อย มองไปที่ฉินเยว่ซึ่งยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงด้วยสีหน้ามึนงง
“เจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่น่ะ?”
ฉินเยว่ยืดเส้นยืดสายสองสามครั้ง แล้วกวักมือเรียกอู๋เฟิง “เข้ามาสิ”
“วิญญาณยุทธ์ของเจ้าล่ะ...” อู๋เฟิงชะงักงัน ใบหน้างดงามของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด “อย่าบังอาจมาดูถูกข้านะ!!!”
นิ่งเทียนที่ยืนอยู่ด้านหลังอู๋เฟิงก็โกรธเกรี้ยวไม่แพ้กัน วงแหวนวิญญาณวงแรกของนางสว่างวาบขึ้นทันที “เคล็ดหอแก้วเจ็ดสมบัติ ประการที่หนึ่ง: ความเร็ว!”
“เพียงเพราะระดับพลังของเจ้าสูงกว่า เจ้าถึงกล้าเมินเฉยต่อพวกเรางั้นหรือ ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกอย่างแน่นอน!”
เมื่อได้รับการเสริมพลัง อู๋เฟิงก็ไม่อาจควบคุมความโกรธได้อีกต่อไป นางกลายร่างเป็นเงาสีแดงพร่ามัวและพุ่งเข้าใส่ฉินเยว่
ทว่าแม้จะถูกฉินเยว่ยั่วยุ นิ่งเทียนและอู๋เฟิงก็ยังคงจำได้ว่าพรุ่งนี้คือวันประลองนักเรียนใหม่
คนแรกใช้เพียงทักษะวิญญาณแรกเพื่อเสริมความเร็ว ในขณะที่คนหลังไม่ได้ใช้ทักษะวิญญาณใดๆ เลย โดยเลือกที่จะตัดสินแพ้ชนะด้วยสมรรถภาพทางกายหลังจากการสถิตร่างวิญญาณยุทธ์เท่านั้น
มาได้จังหวะพอดี! รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินเยว่ เขากำหมัดขวาแน่น ไม่ยอมถอยร่น แต่กลับก้าวไปข้างหน้าเพื่อสวนหมัดเข้าใส่อู๋เฟิง
ตึง! ร่างสีแดงปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลังกลับไปด้วยความเร็วที่มากกว่าตอนพุ่งเข้ามา ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นหญ้าอย่างแรง
“น้องเฟิง!” นิ่งเทียนมองตามด้วยความตื่นตระหนก และพบว่าอู๋เฟิงนอนกองอยู่บนพื้น มือทั้งสองกุมท้องแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
“จิ๊~” ฉินเยว่ส่ายหน้าด้วยสายตาสังเวช เขาพยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะควบคุมพลังหมัด แต่ไม่คาดคิดเลยว่าอู๋เฟิงจะเปราะบางถึงเพียงนี้
อู๋เฟิงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียง “จิ๊” ของฉินเยว่มันช่างบาดหูเหลือเกิน นางกัดฟันกรอดและฝืนลุกขึ้นจากพื้น แสงสีแดงสว่างวาบขึ้นรอบตัวขณะที่วงแหวนวิญญาณวงที่สองสาดแสง
นี่คือทักษะวิญญาณที่สองของอู๋เฟิง มังกรพิโรธ
นี่คือทักษะวิญญาณประเภทเสริมพลังที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถของตนเองได้ในทุกด้าน และยังสะท้อนถึงความโกรธเกรี้ยวภายในใจของอู๋เฟิงออกมาด้วย
สีหน้าของนิ่งเทียนก็เย็นเยียบลงเช่นกัน วงแหวนวิญญาณวงแรกและวงที่สามของนางเปล่งแสงขึ้นพร้อมกัน “เคล็ดหอแก้วเจ็ดสมบัติ ประการที่หนึ่ง: ความเร็ว! เคล็ดหอแก้วเจ็ดสมบัติ ประการที่สาม: พละกำลัง!”
อู๋เฟิงกลายเป็นแสงสีแดงและพุ่งทะยานมาอยู่ตรงหน้าฉินเยว่ในพริบตาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม มือซ้ายของนางที่กลายสภาพเป็นกรงเล็บมังกรโดยสมบูรณ์ ตวัดขึ้นจากล่างขึ้นบน ฟาดฟันเข้าใส่แก้มขวาของฉินเยว่อย่างโหดเหี้ยม!
ปัง!!!
เสียงราวกับเหล็กกล้าสองชิ้นปะทะกันดังก้องกังวาน อู๋เฟิงเบิกตากว้างมองฉินเยว่ด้วยความหวาดผวา บัดนี้ร่างของเขาถูกห่อหุ้มไปด้วยสายฟ้า เขายืนนิ่งรับการโจมตีของนางเข้าไปเต็มๆ โดยที่ไร้รอยขีดข่วนใดๆ
“ตีคนยังไม่มีแรงเลย แล้วเจ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าสายโจมตีอีกงั้นหรือ?”
วินาทีต่อมา อู๋เฟิงก็รู้สึกปวดแปลบที่หน้าท้องกะทันหัน ร่างของนางคล้ายกับลอยละลิ่วขึ้นไปบนอากาศ สัมผัสได้ถึงสภาวะไร้น้ำหนักอย่างสมบูรณ์
ท่ามกลางความมึนงง จู่ๆ อู๋เฟิงก็รู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่ท่อนล่าง เมื่อตระหนักได้ถึงบางสิ่ง ภาพเบื้องหน้าของนางก็ดับวูบ แล้วนางก็หมดสติไปโดยสมบูรณ์
จบตอน