- หน้าแรก
- ยุคอดอยาก: แม่ผัวตัวร้ายคนนี้จะพาครอบครัวร่ำรวย
- บทที่ 6 เหตุใดต้องกินกระต่าย
บทที่ 6 เหตุใดต้องกินกระต่าย
บทที่ 6 เหตุใดต้องกินกระต่าย
บทที่ 6 เหตุใดต้องกินกระต่าย
เฉิงหว่านหว่านไม่ใช่คนโง่
จ้าวซื่อตั้นเด็กวัยสิบขวบจะไปกล้าหาญชาญชัยริเริ่มแย่งกระต่ายจากกลุ่มเด็กพวกนั้นได้อย่างไร?
กลุ่มเด็กพวกนั้นคิดว่าจ้าวซื่อตั้นอยู่บนเขาเพียงลำพัง จึงกล้าทำตัวอันธพาลเช่นนั้น
รอยยิ้มของเฉิงหว่านหว่านเย็นเยียบลง "ตามหลักแล้ว ในฐานะผู้ใหญ่ ข้าไม่ควรมาถือสาหาความกับกลุ่มเด็กอย่างพวกเจ้าหรอก แต่ในเมื่อพวกเจ้ามารังแกจ้าวซื่อตั้นของข้า ข้าก็ต้องขอคำอธิบายสักหน่อย เรื่องกระต่ายเอาไว้ก่อน ตอนนี้มาเคลียร์ค่ารักษาพยาบาลกันก่อนดีกว่า!"
นางถลกแขนเสื้อของจ้าวซื่อตั้นขึ้น ข้อมือที่ผอมบางของเขามีรอยแดงปรากฏอยู่ แถมแขนเสื้อยังขาดวิ่นอีกด้วย
นางกล่าวเสียงเย็น "ค่าไปหาหมอเจิ้งที่น่าจะอยู่ที่ประมาณสามสี่สิบเหรียญทองแดง แล้วเสื้อตัวนี้ก็พังยับเยินอีก พวกเจ้าต้องชดใช้ค่าเสื้อชุดใหม่ให้จ้าวซื่อตั้นของข้า!"
จางต้ากังอึ้งไปทันที
มือของจ้าวซื่อตั้นแค่ขึ้นรอยแดงเล็กน้อยเท่านั้น ผิวหนังไม่ได้ถลอกเลือดไม่ออกเสียหน่อย แล้วเหตุใดต้องเสียค่ารักษาถึงสามสี่สิบเหรียญทองแดงด้วย?
อีกอย่าง เสื้อผ้าของเจ้าเด็กนั่นก็ขาดกะรุ่งกะริ่งจนใส่ไม่ได้อยู่แล้ว เหตุใดเขาต้องชดใช้ด้วยชุดใหม่ด้วยกัน? นี่มันรีดไถกันชัดๆ!
เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งที่อยู่หลังจางต้ากังกระซิบว่า "ปีที่แล้ว ป้าจ้าวมาอาละวาดที่บ้านข้าเพราะเงินเพียงสองเหรียญทองแดง จนแม่ข้าเกือบจะคลั่งตายอยู่แล้ว"
มาตอนนี้เรียกสามสี่สิบเหรียญทองแดงแถมยังเอาชุดใหม่อีก ป้าจ้าวผู้พิลึกคนนั้นคงได้เอาเชือกมาผูกคอ 'ร้องไห้ โวยวาย และขู่ผูกคอตาย' ที่หน้าประตูบ้านพวกเขาแน่...
เฉิงหว่านหว่านกล่าวต่อ "กระต่ายตัวนี้คือหลักฐาน ผู้ใหญ่บ้านจะต้องเข้าข้างข้าอย่างแน่นอน..."
จางต้ากังรีบโยนกระต่ายในมือทิ้งทันที "ไม่เกี่ยวกับพวกเราแล้ว ไปกันเถอะ!"
กลุ่มเด็กชายกลุ่มใหญ่ต่างแตกกระเจิงวิ่งหนีไป
"กระต่ายของข้า!"
จ้าวซื่อตั้นโผตัวเข้าไปกอดกระต่ายไว้แน่น ก่อนที่มันจะทันได้วิ่งหนีไป
เฉิงหว่านหว่านกดหน้าจอโปร่งแสงและใช้เงินสองเหรียญทองแดงซื้อตลับยาหม่องดอกคำฝอยขนาดเล็ก นางกล่าวว่า "ยื่นมือมาให้ข้า"
จ้าวซื่อตั้นยื่นมือให้อย่างว่าง่าย เขาเห็นท่านแม่ถือตลับเล็กๆ แล้วทายาอะไรสักอย่างที่เย็นวาบลงบนข้อมือ อาการปวดที่ข้อมือก็หายไปทันที
เขามองเฉิงหว่านหว่านทายาให้อย่างเหม่อลอย ท่านแม่ที่เคยดูดุร้ายน่ากลัว บัดนี้กลับอ่อนโยนเหลือเกิน
เขาเคยอิจฉาแม่ของพี่เถี่ยจู้ที่สุด นางอ่อนโยนและชอบยิ้ม แถมยังเก็บของอร่อยๆ ไว้ให้พี่เถี่ยจู้กินคนเดียว พี่เถี่ยจู้ก็ชอบมาอวดเขาอยู่บ่อยครั้ง
ตอนนี้ท่านแม่ของเขาก็กลายเป็นแบบนั้นแล้ว เขามีความสุขเหลือเกิน
แต่ถ้าหากนี่เป็นเพียงแค่ความฝันล่ะ...
จ้าวซื่อตั้นทั้งดีใจทั้งกังวล ใบหน้าเล็กๆ สลดลง
เฉิงหว่านหว่านไม่รู้เลยว่าเด็กตัวแค่นี้ไปเอาความคิดซับซ้อนมากมายมาจากไหน เดี๋ยวดีใจเดี๋ยววิตกกังวล
นางไม่เคยให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูเด็กมาก่อน แต่ในยุคสมัยนี้ ตราบใดที่มีอาหารตกถึงท้อง เด็กก็น่าจะมีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ?
นางถาม "จ้าวซื่อตั้น เจ้าอยากกินกระต่ายนึ่งหรือกระต่ายตุ๋นมากกว่ากัน?"
ดวงตาของจ้าวซื่อตั้นเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว กระต่ายน่ารักออกปานนั้น เหตุใดต้องกินกระต่ายด้วย?
เขาอยากนำกระต่ายตัวนี้กลับบ้านไปเลี้ยง เขาได้วางแผนไว้แล้วว่าจะสร้างรังหญ้าที่หลังบ้านให้กระต่ายอยู่ จากนั้นเขาก็จะได้เล่นกับมันทุกวัน และกระต่ายตัวนี้ก็คงกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา...
เฉิงหว่านหว่านไม่รู้เลยว่าเขาอยากเลี้ยงกระต่าย ในปีที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ แค่หาอาหารให้พอกินยังยากลำบาก จะไปเลี้ยงสัตว์เล็กๆ ได้อย่างไร
นางอุ้มกระต่ายขึ้นมา กระต่ายสีเทาตัวนี้ผอมโซจนน่าสงสาร หนักไม่ถึงสองชั่งด้วยซ้ำ สำหรับคนในครอบครัวหกคน คงกินกันได้ไม่เต็มคำด้วยซ้ำ
"ติ๊ง! พบกระต่ายป่าขนหยาบแท้ หนักหนึ่งชั่งแปดตำลึง มูลค่า 54 เหรียญทองแดง ขายหรือไม่?"
เฉิงหว่านหว่านเหลือบมองเนื้อกระต่ายในร้านค้า กระต่ายจากฟาร์มในยุคปัจจุบันราคาเพียงหกเหรียญทองแดงต่อหนึ่งชั่งเท่านั้น และกระต่ายป่าตัวนี้ที่หนักไม่ถึงสองชั่ง สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นกระต่ายเลี้ยงที่มีน้ำหนักถึงแปดหรือเก้าชั่งได้... อันที่จริงเนื้อกระต่ายเลี้ยงนั้นนุ่มและอร่อยกว่า แต่ผู้คนในสังคมสมัยใหม่กลับชื่นชอบอาหารป่าธรรมชาติแท้ๆ ดังนั้นอาหารป่าจึงขายได้ราคาดีกว่าในระบบร้านค้านี้
ทว่าจ้าวซื่อตั้นจ้องมองกระต่ายไม่วางตา จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะขายมัน
"ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?"
อู๋ฮุ่ยเหนียงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมตะกร้าผัก นางลื่นเกือบล้ม
เฉิงหว่านหว่านรีบประคองนางไว้ ลูกสะใภ้คนโตของนางกำลังตั้งครรภ์และเริ่มเห็นท้องนูนออกมาเล็กน้อย เจ้าของร่างเดิมไม่เคยยอมหาหมอมาตรวจชีพจรให้ลูกสะใภ้คนโต นางจึงไม่รู้แน่ชัดว่าครรภ์นี้กี่เดือนแล้ว
แต่ไม่ว่าจะตั้งครรภ์มากี่เดือนแล้วก็ตาม นางไม่ควรขึ้นเขามา หากเกิดลื่นล้มขึ้นมา เด็กในท้องอาจจะไม่รอด
"จ้าวซื่อตั้นจับกระต่ายได้ตัวหนึ่ง" เฉิงหว่านหว่านชูกระต่ายสีเทาขึ้น "วันนี้พวกเราจะได้กินเนื้อกระต่ายกัน"
ใบหน้าของอู๋ฮุ่ยเหนียงเต็มไปด้วยความดีใจ ครอบครัวนี้ไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานอย่างน้อยหนึ่งปีแล้ว อย่างไรก็ตามกระต่ายตัวเล็กขนาดนี้คงไม่เพียงพอสำหรับนาง แต่แค่ได้กลิ่นเนื้อกระต่ายและได้ทานข้าวต้มธัญพืชที่เหลือจากตอนเช้าสักคำ ก็ทำให้นางอิ่มเอมใจมากแล้ว... ก่อนหน้านี้ นางแทบไม่ได้กินข้าวต้มเลยสักคำ ได้กินเพียงแป้งผักป่าประทังหิวไปวันๆ สองวันที่ผ่านมานี้เหมือนกับความฝัน...
นางอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "ท่านแม่ ข้าถลกหนังกระต่ายเองได้เจ้าค่ะ ถ้าข้าถลกหนังมันออกมาทั้งตัว ข้าสามารถทำที่รองคอให้ท่านได้นะเจ้าคะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวซื่อตั้นก็จินตนาการเห็นภาพอันนองไปด้วยเลือดขึ้นมาทันที
เขาไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป น้ำตาไหลพรากลงมาอาบแก้ม
อู๋ฮุ่ยเหนียงตกใจ "จ้าวซื่อตั้น เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
จ้าวซื่อตั้นใช้หลังมือเช็ดน้ำตา ไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้ ท่านแม่อยากกินเนื้อกระต่ายและอยากได้ขนกระต่ายไปทำที่รองคอ ถ้าเขาคัดค้าน ท่านแม่จะกลับไปเป็นคนเดิมหรือไม่?... เขาชอบความรู้สึกอิ่มท้อง ชอบท่านแม่คนปัจจุบันมาก เขาเกรงว่าถ้าเขาไม่ยอมให้ท่านแม่กินกระต่าย ท่านแม่จะโกรธและนำอาหารดีๆ ทั้งหมดในบ้านไปให้บ้านลุงคนโตของเขาอีก...
เฉิงหว่านหว่านปลอบโยนเขา "จ้าวซื่อตั้น กระต่ายตัวนี้เป็นของเจ้า เดี๋ยวเจ้าจะได้กินเนื้อกระต่ายมากกว่าคนอื่นอีกสองชิ้นเชียวล่ะ"
จ้าวซื่อตั้นยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ถ้าท่านแม่อยากกิน ก็ให้ท่านแม่กินไปเถอะ เขาไม่กินเด็ดขาด!
เฉิงหว่านหว่านเพียงแต่คิดว่าเขายังขวัญเสียจากพวกจางต้ากัง จึงวางแผนว่าจะรีบกลับไปตุ๋นกระต่ายเพื่อเป็นรางวัลให้เจ้าหนูคนนี้
ทั้งสามคนมุ่งหน้ากลับบ้าน
ตะกร้าผักของอู๋ฮุ่ยเหนียงเต็มไปด้วยผักกูด ตะกร้าสะพายหลังของจ้าวซื่อตั้นเต็มไปด้วยเห็ดตีนไก่ แต่ตะกร้าสะพายหลังของเฉิงหว่านหว่านกลับว่างเปล่า
อู๋ฮุ่ยเหนียงคิดในใจเงียบๆ ว่าแม่สามีของนางมาเพื่อคุมงานพวกเขาจริงๆ ด้วย...
ระหว่างทางลงจากเขา พวกเขาพบชาวบ้านหลายคน เจ้าของร่างเดิมมีชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับผู้คนในหมู่บ้าน ซึ่งนั่นช่วยประหยัดเวลาและลดปัญหาให้พวกนางได้มากทีเดียว
พวกเขากลับถึงบ้าน พระอาทิตย์อยู่กลางศีรษะแล้ว ใกล้จะถึงเวลาเที่ยงวัน
มีถังน้ำตั้งอยู่ในลานบ้าน ซึ่งจ้าวเอ้อร์คงจะเป็นคนแบกมาแล้วออกไปตักเพิ่มอีกแน่นอน
"ท่านแม่ เดี๋ยวข้าถลกหนังกระต่ายก่อนนะเจ้าคะ" อู๋ฮุ่ยเหนียงเดินเข้ามาอย่างกระฉับกระเฉง
เฉิงหว่านหว่านกล่าวอย่างจริงจัง "สตรีมีครรภ์ไม่ควรเห็นเลือด มันไม่ดีต่อเด็กในท้อง เจ้าไปต้มน้ำร้อนก่อนเถอะ"
ล้อเล่นกันหรือไร นางกำลังจะนำมันไปแลกเป็นกระต่ายตัวใหญ่ในร้านค้าต่างหาก ถ้าปล่อยให้ลูกสะใภ้คนโตถลกหนัง นางก็คงทำกลอุบายลับๆ ไม่ได้แน่
อู๋ฮุ่ยเหนียงรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย
ตั้งแต่นางตั้งครรภ์ นางก็ต้องทำงานหนักและเหนื่อยยากสารพัด ครึ่งเดือนก่อนนางยังต้องฆ่าไก่ตัวสุดท้ายในบ้านเลย แม่สามีไม่เคยคิดถึงเด็กในท้องของนางเลยสักนิด... นางรู้สึกว่าแม่สามีเปลี่ยนไปจริงๆ บัดนี้ และดวงตาของนางก็ฉายแววความอ่อนโยนออกมาด้วย...
เฉิงหว่านหว่านถือกระต่ายไปที่หลังบ้าน แล้วรีบเปลี่ยนมันเป็นกระต่ายอ้วนตัวใหญ่หนักเจ็ดชั่งอย่างรวดเร็วและชำนาญ การซื้อขายครั้งนี้ทำให้นางได้กำไรสุทธิมาถึง 12 เหรียญทองแดง
ในขณะที่อู๋ฮุ่ยเหนียงกำลังจุดไฟ เฉิงหว่านหว่านก็ปลิดชีพกระต่ายด้วยการเฉือนเพียงครั้งเดียวอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มลงมือถลกหนังมัน
นางเก่งเรื่องการค้าขาย แต่นางถลกหนังกระต่ายไม่เป็นจริงๆ ไม่ว่าจะทำอย่างไร นางก็ไม่สามารถลอกหนังมันออกมาได้ แถมขนสีเทาของกระต่ายยังเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดไปหมด...