- หน้าแรก
- ยุคอดอยาก: แม่ผัวตัวร้ายคนนี้จะพาครอบครัวร่ำรวย
- บทที่ 4 แม่สามีคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิด
บทที่ 4 แม่สามีคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิด
บทที่ 4 แม่สามีคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิด
บทที่ 4 แม่สามีคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิด
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดสลัวลง อู๋ฮุ่ยเหนียงกำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บของในห้องครัว ส่วนเฉิงหว่านหว่านและบุตรชายทั้งสี่คนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปาก เสียงก่นด่าของใครบางคนก็ดังขึ้นมาจากลานหน้าบ้าน
"ช่างเป็นของสิ้นเปลืองจริงๆ! สกุลจ้าวคงทำบุญมาไม่ดีถึงแปดชั่วโคตร ถึงได้สะใภ้สิ้นเปลืองเช่นนี้เข้าบ้าน! เงินบำนาญของพ่อต้าซานมีอยู่ยี่สิบตำลึง ยี่สิบตำลึงเต็มๆ ที่เจ้าเอาไปจุนเจือบ้านเดิมของเจ้า! เจ้าสมควรถูกคนบ้านเดิมของเจ้าซ้อมให้ตายเสียจริง ทำไมพวกเขาถึงไม่ตีให้เจ้าตายไปเลยล่ะ? จะได้เป็นเสนียดจัญไรน้อยลงไปอีกหนึ่ง!"
"มาขุดผักป่าโชว์คนทั้งหมู่บ้าน ทำเป็นเรียกร้องความสงสาร ทำให้ดูเหมือนว่าสกุลจ้าวปฏิบัติกับเจ้าไม่ดี... นังคนสารเลว เจ้ามีเงินส่งให้บ้านเดิม แต่กลับไม่มีเงินซื้อธัญพืชกิน ถึงกับต้องไปหยิบยืมเขามา เจ้าไม่มีความละอายใจบ้างหรือ..."
เฉิงหว่านหว่านมองไปยังประตูทางเข้าลานบ้าน
นางจำได้แล้ว คนที่มาคือแม่สามีของร่างเดิม ซึ่งเป็นคนที่ร่างเดิมมีความสัมพันธ์ไม่ลงรอยด้วยมาโดยตลอด หลังจากที่ร่างเดิมอาละวาดและแยกครอบครัวออกมาเมื่อหนึ่งปีก่อน นางกับแม่สามีก็ตัดขาดจากกัน ประเภทที่ว่าถ้าเดินสวนกันในหมู่บ้านก็ไม่ต้องทักทาย
นางรู้สึกโชคดีเล็กน้อยที่ร่างเดิมแยกครอบครัวออกมา เพราะนั่นทำให้นางไม่ต้องไปข้องเกี่ยวกับคนสกุลจ้าวหลังใหญ่
นางเฒ่าคนนี้ยังมีพลังเหลือเฟือจริงๆ ถึงกับถ่อมาด่าถึงหน้าบ้านในยามค่ำคืนเช่นนี้!
แต่นางใช่คนประเภทที่จะยืนนิ่งๆ ให้ใครมาด่าทอโดยไม่โต้ตอบอย่างนั้นหรือ?
เฉิงหว่านหว่านลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป
เมื่อนางเฒ่าจ้าวเห็นนางเดินออกมา คำพูดของนางก็เปลี่ยนไป "เมียต้าซาน มานี่!"
อู๋ฮุ่ยเหนียงรีบเดินเข้ามา
"นี่คือของกินที่ข้าเตรียมมาให้หลานชายทั้งสี่คนของข้า เจ้าดูแลให้ดี!" นางเฒ่าโยนถุงใบหนึ่งมาให้ "เจ้ากำลังจะเป็นแม่คนแล้ว ทำตัวให้มันเข้มแข็งหน่อย ถ้าไม่ใช่เพื่อคนอื่น ก็ทำเพื่อเด็กในท้องเถอะ!"
นางเฒ่าจ้าวถลึงตามองเฉิงหว่านหว่านอย่างดุร้าย จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไป แผ่นหลังของนางดูคล้ายกับกำลังเร่งรีบหนีไปอย่างทุลักทุเล
เฉิงหว่านหว่านเพิ่งนึกออก
ร่างเดิมกับนางเฒ่ามักจะทะเลาะกันเป็นครั้งคราว และร่างเดิมที่อาศัยความอ่อนวัยกว่าก็จะด่าทอนางเฒ่าจนอีกฝ่ายไม่มีทางสู้กลับทุกครั้งไป
นางเฒ่าคนนี้มาหาในยามดึกดื่นเพื่อระบายอารมณ์ด้วยการด่าทอ จากนั้นเพราะกลัวจะถูกลูกสะใภ้ด่าสวนกลับจนเสียหน้า จึงได้รีบถอยทัพกลับไป
"ท่านแม่..."
อู๋ฮุ่ยเหนียงละล่ำละลักเรียกพลางยื่นถุงในมือให้เฉิงหว่านหว่าน
แม้แต่นางเฉิงคนเก่าก็ยังหวาดกลัวแม่สามี แล้วนางจะกล้าเผชิญหน้าได้อย่างไร? หากทำให้นางเฒ่าโกรธเคืองขึ้นมา นางก็คงจะต้องถูกทำโทษให้คุกเข่าทั้งคืนอีกเป็นแน่
เดิมทีเฉิงหว่านหว่านไม่อยากจะรับไว้ นี่เป็นของที่นางเฒ่าตั้งใจนำมาให้หลานชายสายเลือดของนาง และมันดูไม่เหมาะสมนักที่นางจะรับไว้
แต่กระนั้นนางก็ยังมีธัญพืชเหลืออยู่ในมือและจำเป็นต้องมีเหตุผลอันสมควรที่จะนำมันออกมาใช้
นางรับถุงผ้ามา "ดึกมากแล้ว ไปต้มน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอนเถอะ"
อู๋ฮุ่ยเหนียงรีบนำอ่างน้ำร้อนมาให้ "ท่านแม่ นี่คือน้ำที่เหลืออยู่ทั้งหมดในบ้าน ท่านล้างก่อนเถอะเจ้าค่ะ"
ล้างก่อนงั้นหรือ?
นั่นหมายความว่าหลังจากที่นางล้างเสร็จแล้ว พวกเขาจะใช้น้ำล้างตัวของนางมาล้างหน้าต่อใช่หรือไม่?
มุมปากของเฉิงหว่านหว่านกระตุกเล็กน้อย
เอาเถอะ นางคงจะเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ในช่วงภัยแล้งเช่นนี้ แค่สามารถล้างหน้าได้ก็นับว่าดีมากแล้ว
ในชั่วขณะนี้ นางรู้สึกดีใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่ได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของแม่สามี แม่สามีในยุคโบราณคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิด แม้แต่การล้างหน้าก็ยังได้ล้างก่อน!
ทั้งครอบครัวผลัดกันล้างหน้าและล้างมือ จนน้ำในอ่างที่เคยใสกลับกลายเป็นสีดำสนิท
ในที่สุด จ้าวต้าซานก็เดินไปยังคันนาแล้วเทน้ำสีดำอ่างนั้นลงบนผืนนาที่แห้งผาก
เมื่อถึงเวลานอน เฉิงหว่านหว่านก็รู้สึกตกตะลึงอีกครั้ง
ในบ้านมีเพียงสองห้อง ห้องหนึ่งสำหรับลูกชายคนโตและภรรยาที่แต่งงานแล้ว ส่วนอีกห้องเป็นของนางและลูกชายอีกสามคน
มีเตียงเพียงเตียงเดียว และแม่กับลูกชายอีกสามคนต้องนอนเบียดเสียดกัน
สวรรค์รู้ดีว่านางไม่เคยนอนร่วมเตียงกับใครมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนอนบนเตียงเดียวกันกับผู้ชายถึงสามคน!
เด็กชายทั้งสามคนเป็นบุตรชายโดยสายเลือดของร่างนี้ แต่พวกเขากลับไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับนางเลย ในแง่ของจิตใจแล้ว นางไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ในทันที!
ในขณะที่นางกำลังต่อสู้กับความคิดในหัว เสียงกรนก็เริ่มดังขึ้นเป็นระลอก
เสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวเช่นนี้ นางจะหลับลงได้อย่างไร?
เฉิงหว่านหว่านแทบร้องไห้ออกมา
เมื่อนางร่ำรวยเมื่อไหร่ สิ่งแรกที่นางจะทำคือการสร้างบ้าน นางจำเป็นต้องมีห้องส่วนตัวของนางเองให้ได้!
คืนนั้น นางพลิกตัวไปมาอยู่หลายรอบก่อนจะผลอยหลับไปในที่สุด
เสียงไก่ขันปลุกหมู่บ้านต้าเหอให้ตื่นขึ้นจากนิทรา ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง แสงรุ่งอรุณจางๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
เหล่าชาวนาตื่นขึ้นแต่เช้าเพื่อไปถอนหญ้าและกำจัดแมลงในนาข้าวจากก่อนที่แสงอาทิตย์จะส่องกระทบ ชีวิตในวันอันแสนวุ่นวายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เฉิงหว่านหว่านนอนหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน นี่เป็นเตียงไม้กระดานแข็งที่มีฟางและต้นกกปูรองอยู่ใต้ผ้าปูที่นอน ทำให้นอนท่าไหนก็ไม่สบายตัว โชคดีที่เป็นหน้าร้อน หากเป็นฤดูหนาว นี่คงจะเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิตอย่างแท้จริง
เกษตรกรระดับล่างไม่มีปัญญาซื้อฝ้ายมาใช้เลยแม้แต่น้อย ผ้าห่มของพวกเขาถูกยัดด้วยฟางและดอกกก หมู่บ้านต้าเหอที่ไม่ได้อยู่ทั้งทางเหนือหรือทางใต้ไม่มีธรรมเนียมการใช้เตียงเตาอบอุ่น ดังนั้นพวกเขาจึงต้องอาศัยเพียงความอดทนเพื่อต่อต้านความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูก...
เฉิงหว่านหว่านรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งบนบ่า ไม่เพียงแต่นางจำเป็นต้องทำให้ท้องของทุกคนอิ่มเท่านั้น แต่นางยังจำเป็นต้องหาผ้าห่มฝ้ายผืนใหญ่ให้ได้อย่างน้อยสองผืนก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง
นางลุกขึ้นจากเตียง
ทุกคนในบ้านกำลังยุ่งอยู่กับงานของตน สะใภ้คนโตกำลังซักผ้าและจัดเก็บลานบ้าน พี่ใหญ่กำลังเตรียมตัวออกไปที่นา จ้าวเอ้อร์กำลังเตรียมตัวไปตักน้ำ ลูกคนที่สามกำลังจะไปตัดฟืน และสี่ตั้นกำลังสะพายตะกร้าไม้ไผ่เพื่อไปขุดผักป่า... เด็กๆ เหล่านี้ช่างรู้ความจริงๆ นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดร่างเดิมถึงได้ลำเอียงไปให้ความสำคัญกับหลานชายบ้านเดิมของตนเอง
"ทุกคนเดี๋ยวเถอะ!"
เฉิงหว่านหว่านขมวดคิ้วแล้วกล่าว
นางหันหลังเดินเข้าไปในห้องด้านใน เปิดถุงข้าวที่นางเฒ่าจ้าวนำมาให้เมื่อวานนี้ ภายในมีข้าวฟ่างสีค่อนข้างดำอยู่สามถึงสี่ชั่ง ข้าวฟ่างนี้ดูเหมือนของเหลือจากปีที่แล้วและเริ่มขึ้นราเล็กน้อย การกินของขึ้นราคงจะทำให้ปวดท้องเป็นแน่ ในยามยากแค้นการกินของพวกนี้ย่อมไม่มีปัญหา แต่ในเมื่อตอนนี้มีหนทางแล้ว นางจะปล่อยให้เด็กๆ ต้องทนทุกข์ทำไมกัน?
นางเทข้าวออกจากถุงและกดเลือกเมนูในระบบเพื่อซื้อข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างในยุคปัจจุบันนั้นมีราคาแพงกว่าข้าวสาร โดยมีราคาอยู่ที่ห้าเหรียญทองแดงต่อหนึ่งชั่ง
แม้ว่าข้าวสารจะมีราคาถูกกว่าและรสชาติดีกว่า แต่ที่มาของมันนั้นอธิบายได้ยาก
นางเหลือบมองยอดเงินคงเหลือ ซึ่งมีเหลืออยู่สามสิบเหรียญทองแดง นางกัดฟันซื้อมาห้าชั่ง ทำให้เหลือนเงินเพียงห้าเหรียญทองแดงเท่านั้น
เฉิงหว่านหว่านหิ้วถุงข้าวฟ่างออกมา "กินมื้อเช้าก่อนค่อยไปทำงาน"
อู๋ฮุ่ยเหนียงจำถุงใบนี้ได้ ท่านย่าเฉิงเป็นคนส่งมาเมื่อคืน นางเปิดถุงออกดูก็ต้องตกตะลึงในทันที
ในอดีต ท่านย่ามักจะแอบให้ธัญพืชแก่พวกเขาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหมั่นโถวแข็งๆ หรือข้าวบาร์เลย์ดำหรือแป้งข้าวโพด พวกเขาไม่เคยได้กินข้าวฟ่างที่มีสีสวยงามเช่นนี้มาก่อนเลย!
"ท่านย่าของพวกเจ้าน่ะ รักหลานชายทั้งหลายมากทีเดียว" เฉิงหว่านหว่านเอ่ยอย่างเรียบๆ "แบ่งออกเป็นสองวัน วันละสองมื้อ แล้วต้มเป็นโจ๊กกินเสีย"
นางกลืนข้าวเปล่าๆ ไม่ลงจริงๆ โดยหลักแล้วโจ๊กข้าวฟ่างมีสารอาหารสูงและดีต่อกระเพาะอาหาร
เด็กๆ กลุ่มใหญ่พวกนี้ไม่ได้กินอิ่มมานานเกินไปแล้ว และกระเพาะของพวกเขาก็มีปัญหาไม่มากก็น้อย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างช้าๆ
อู๋ฮุ่ยเหนียงตกตะลึง นางชั่งน้ำหนักถุงข้าวดู น่าจะหนักประมาณห้าชั่ง ข้าวฟ่างห้าชั่งนำมาต้มเป็นโจ๊กกินได้สองวัน นั่นหมายความว่าทุกคนสามารถกินได้อย่างน้อยคนละสองชาม!
หลังจากที่ได้กินอิ่มเมื่อคืนนี้ นางคิดว่าคงจะต้องหิวไปอีกเป็นเดือน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าแม่สามีจะใจกว้างถึงเพียงนี้!
นางไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมอีก หิ้วถุงข้าวตรงไปยังห้องครัวเพื่อต้มโจ๊ก
จ้าวต้าซานวางจอบลงเพื่อเข้าไปช่วยภรรยา
จ้าวซานหนิวและจ้าวซื่อตั้นเลียริมฝีปาก พลางวนเวียนอยู่รอบเตาไฟ
มีเพียงจ้าวเอ้อร์โก่วเท่านั้นที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย สงสัยว่าแม่ของเขาไม่ได้วางแผนจะใช้ชีวิตให้ดีแล้วหรือไร ธัญพืชทั้งหมดของบ้านถูกกินไปหมดแล้ว แล้วมื้อต่อไปพวกเขาจะกินอะไรกัน จะกินลมตะวันตกเฉียงเหนือหรืออย่างไร?
ช่างเถอะ กินก็กิน หากไม่กินก็คงมีแต่จะไปเป็นผลดีกับสกุลเฉิงเท่านั้น!
ถ้ากินกันหมดแล้วก็ตายอดตายอยากไปด้วยกันนี่แหละ!