- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 57: ก่อนการสอบระดับมณฑล
(✓) EP 57: ก่อนการสอบระดับมณฑล
(✓) EP 57: ก่อนการสอบระดับมณฑล
(✓) EP 57: ก่อนการสอบระดับมณฑล
การสอบระดับอำเภอ ระดับมณฑล และการสอบหยวนซื่อ ล้วนจัดขึ้นที่สนามสอบระดับมณฑลแห่งเดียวกัน บริเวณชานเมืองเสียนจิงมีอำเภอรายล้อมอยู่แปดอำเภอ สำหรับคุณชายตระกูลขุนนางอย่างพวกเว่ยอวิ๋นโจวที่พำนักอยู่ใจกลางเมืองหลวง ก็สามารถเข้าสอบที่สนามสอบระดับมณฑลในอำเภอที่ใกล้ที่สุดได้เลย
สนามสอบระดับมณฑลในอำเภอใกล้เมืองเสียนจิงนั้นกว้างขวางใหญ่โตยิ่งนัก หากเทียบกับสนามสอบในหัวเมืองอื่นๆ แล้ว ถือว่าโอ่อ่าและสะดวกสบายกว่ามาก ผู้เข้าสอบย่อมนั่งทำข้อสอบได้อย่างสบายกายสบายใจ
ในสมัยราชวงศ์ก่อน ผู้เข้าสอบระดับอำเภอจะต้องเดินทางกลับไปสอบที่ภูมิลำเนาเดิมของบรรพบุรุษ นั่นหมายความว่า แม้ตระกูลของท่านจะตั้งรกรากอยู่ในเมืองเสียนจิงมาหลายชั่วอายุคน ทว่าหากปูมหลังตระกูลมาจากเมืองจินหลิง ท่านก็ต้องเดินทางกลับไปสอบที่เมืองจินหลิง กฎเกณฑ์เช่นนี้สร้างความยากลำบากให้แก่เหล่าบัณฑิตยิ่งนัก กระทั่งถึงยุคก่อตั้งราชวงศ์ต้าฉี ปฐมกษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา จึงได้มีพระราชโองการให้ยกเลิกกฎเกณฑ์อันล้าหลังนี้เสีย
ตราบใดที่ตระกูลของท่านตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ติดต่อกันถึงห้าชั่วอายุคน ท่านก็สามารถเข้าสอบเคอจวี่ในพื้นที่นั้นได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางรอนแรมกลับไปสอบที่ภูมิลำเนาเดิมอีกต่อไป นั่นหมายความว่า หากตระกูลเว่ยอาศัยอยู่ในเมืองเสียนจิงมาห้าชั่วอายุคนแล้ว เว่ยอวิ๋นโจวก็สามารถเข้าสอบในเมืองเสียนจิงได้ตั้งแต่ระดับอำเภอ โดยไม่ต้องเดินทางกลับไปเมืองกูซูอีก
หากยังต้องใช้กฎเกณฑ์เดิม คุณชายแห่งจวนเว่ยกั๋วกงทุกคนคงต้องเดินทางกลับไปสอบที่เมืองกูซูอันเป็นภูมิลำเนาเดิม ทว่าบรรพบุรุษตระกูลเว่ยได้อพยพมาตั้งรกรากในเมืองเสียนจิงตั้งแต่สมัยราชวงศ์ก่อน และสืบทอดสายเลือดมานับสิบชั่วอายุคนแล้ว ดังนั้นตั้งแต่เริ่มราชวงศ์ต้าฉี พวกเขาจึงสามารถเข้าสอบในเมืองเสียนจิงได้เลย ช่วยประหยัดเวลาและความยากลำบากไปได้มากโข
ทว่าเมื่อจวนเว่ยกั๋วกงได้รับการสถาปนาเป็นจวนกั๋วกงในยุคราชวงศ์ต้าฉี รากฐานของตระกูลก็เปลี่ยนจากฝ่ายบุ๋นมาเป็นฝ่ายบู๊ ในสมัยราชวงศ์ก่อน ตระกูลเว่ยล้วนเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ทว่าในช่วงปลายราชวงศ์ก่อนที่เกิดไฟสงครามลุกโชน พวกเขาจำต้องเปลี่ยนเส้นทางมาจับดาบสู้รบแทน
บรรพบุรุษของจวนเว่ยกั๋วกงได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ปฐมกษัตริย์แห่งต้าฉี สร้างผลงานพลิกฟ้าคว่ำสมุทร จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์กั๋วกงชั้นเอก และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้รับพระราชทานราชทินนามตามแซ่ของตนเอง ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่หาผู้ใดเปรียบมิได้ในยุคนั้น เพราะไม่มีจวนกั๋วกงแห่งใดเลยที่จะได้รับพระราชทานราชทินนามตามแซ่ของตนเอง
ในยุครุ่งเรือง อำนาจและบารมีของจวนเว่ยกั๋วกงนั้นแผ่ขยายไปทั่วสารทิศ น่าเสียดายที่ลูกหลานรุ่นหลังกลับไม่เอาถ่าน ความเจริญรุ่งเรืองค่อยๆ ถดถอยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงยุคของเว่ยกั๋วกงคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นรุ่นที่หก จวนเว่ยกั๋วกงก็ตกต่ำลงจนกลายเป็นอย่างที่เห็น ทว่าในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่จวนเว่ยกั๋วกงยังคงยืนหยัดอยู่ได้
บรรดาจวนกั๋วกงที่ได้รับการสถาปนาพร้อมกับจวนเว่ยกั๋วกงในอดีต จากแปดแห่ง บัดนี้หลงเหลือเพียงสี่แห่งเท่านั้น ส่วนจวนโหวและจวนป๋อที่ได้รับการสถาปนาในยุคเดียวกัน ก็ร่วงโรยหายไปตามกาลเวลาแทบจะไม่เหลือหลอ
นับตั้งแต่เว่ยกั๋วกงรุ่นที่สี่เป็นต้นมา อำนาจทางทหารที่เคยอยู่ในมือของจวนเว่ยกั๋วกงก็ถูกริบคืนไปจนแทบจะหมดสิ้น จวนเว่ยกั๋วกงจึงหลงเหลือเพียงบรรดาศักดิ์อันว่างเปล่า กลายเป็นจวนกั๋วกงที่มีแต่ชื่อ ทว่าไร้ซึ่งอำนาจที่แท้จริง
เว่ยกั๋วกงรุ่นที่สี่ตระหนักดีว่า หากขืนปล่อยให้ลูกหลานเสวยสุขไปวันๆ เช่นนี้ต่อไป จวนเว่ยกั๋วกงคงถึงกาลอวสานเป็นแน่ เขาจึงเริ่มเคี่ยวเข็ญให้ลูกหลานหันมาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ด้วยหวังว่าพวกเขาจะสามารถสอบผ่านเคอจวี่และก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางฝ่ายบุ๋นได้ ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายเลือดนักรบที่ฝังรากลึก หรือเพราะพวกเขาเสพติดความสะดวกสบายมากเกินไป ลูกหลานแต่ละคนจึงไม่เอาถ่าน แม้แต่ระดับซิ่วไฉก็ยังสอบไม่ผ่าน
กระทั่งเว่ยจิ่นจือถือกำเนิดขึ้น เขาคือทายาทเพียงหนึ่งเดียวในรอบหกรุ่นของจวนเว่ยกั๋วกงที่สามารถสอบผ่านเคอจวี่ และก้าวขึ้นเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ในปีนั้น เมื่อเว่ยจิ่นจือสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อ จวนเว่ยกั๋วกงได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ถึงสามวันสามคืน เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่เมืองเสียนจิงไม่น้อย เพราะจวนเว่ยกั๋วกงที่มีรากฐานเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ กลับสามารถปั้นขุนนางฝ่ายบุ๋นขึ้นมาได้ ขณะที่จวนกั๋วกงแห่งอื่นอย่างจวนเฉากั๋วกงหรือจวนซ่งกั๋วกง กลับไม่เคยมีทายาทคนใดสอบได้จิ้นซื่อเลยสักคน
เว่ยจิ่นจือเองก็ไม่ทำให้ตระกูลผิดหวัง บัดนี้เขากำลังเตรียมตัวเดินทางกลับมายังเมืองเสียนจิง และมีแววว่าจะได้เลื่อนขั้นประจำการอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งหมายความว่าอำนาจบารมีของจวนเว่ยกั๋วกงกำลังจะกลับคืนมาอีกครา เรื่องนี้จะมิให้คนในจวนเว่ยกั๋วกงปลาบปลื้มยินดีได้อย่างไร
ด้วยความสำเร็จของเว่ยจิ่นจือ ทำให้เว่ยกั๋วกงบังเกิดความหวังว่า ในบรรดาบุตรชายของเขา จะต้องมีสักคนหรือสองคนที่เอาถ่านและเดินตามรอยเว่ยจิ่นจือได้ เว่ยอี้ซงนั้นฉลาดปราดเปรื่องมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นที่คาดหวังของเว่ยกั๋วกงอย่างมาก ตอนที่เว่ยอี้ซงเข้าสอบระดับอำเภอครั้งแรก เขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม คว้าอันดับที่ยี่สิบมาครอง ทำให้เว่ยกั๋วกงยิ่งตั้งความหวังไว้สูง ทว่าใครจะคาดคิดว่าเขาจะตกม้าตายในการสอบระดับมณฑล
การสอบตกซ้ำซากถึงสองครั้ง ทำให้เว่ยกั๋วกงหมดศรัทธาในตัวเว่ยอี้ซงอย่างสิ้นเชิง เขาเลิกคาดหวังและเลิกตั้งความหวังใดๆ ในตัวบุตรชายผู้นี้อีก ในการสอบครั้งนี้ แม้เมิ่งเซียนเซิงจะออกปากรับรองว่าเว่ยอี้ซงมีโอกาสสอบผ่านถึงแปดเก้าส่วน ทว่าเว่ยกั๋วกงก็หาได้เชื่อถือไม่
หากเป็นการสอบระดับภูมิภาคแล้วตกซ้ำตกซาก เว่ยกั๋วกงก็คงไม่ถึงกับหมดศรัทธาปานนี้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการสอบระดับภูมิภาคนั้นหินเพียงใด ขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่ก็ล้วนผ่านการสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าจะได้เป็นจวี่เหริน มีขุนนางถมเถไปที่ต้องเข้าสอบถึงห้าหกครั้ง การสอบตกแค่สองสามครั้งจึงถือเป็นเรื่องปกติ ทว่าการสอบระดับมณฑลนั้นแตกต่างออกไป ระดับความยากมันคนละชั้นกันเลยทีเดียว
แค่การสอบระดับมณฑลง่ายๆ เว่ยอี้ซงยังสอบตกถึงสองครั้ง แล้วเว่ยกั๋วกงจะเอาอันใดไปคาดหวังในตัวเขาได้อีก
แม้เว่ยกั๋วกงจะไม่เชื่อมั่นว่าบุตรชายคนที่สามจะสอบผ่าน แต่เขาก็ไม่ได้แสดงออกให้เว่ยอี้ซงเห็น เขายังคงแสร้งทำเป็นให้กำลังใจบุตรชายเหมือนอย่างเคย เพื่อไม่ให้เว่ยอี้ซงต้องแบกรับความกดดันมากจนเกินไป
ทว่าเว่ยอี้ซงหาใช่คนโง่เง่า เขาสัมผัสได้ถึงความเฉยชาและไร้ซึ่งความคาดหวังจากบิดา ภายในใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ทว่าความกดดันที่ถาโถมเข้ามากลับมีมากกว่า
เพื่อไม่ให้มีสิ่งรบกวนจิตใจของเว่ยอี้ซงก่อนวันสอบ เว่ยกั๋วกงจึงออกคำสั่งเด็ดขาด ให้บ่าวไพร่ในจวนระมัดระวังคำพูดและการกระทำทุกฝีก้าว ห้ามส่งเสียงดังโวยวายโดยเด็ดขาด
แม้บรรดาบ่าวไพร่จะรู้สึกอึดอัดใจ ทว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนคำสั่ง
คืนก่อนวันสอบระดับมณฑลของเว่ยอี้ซง เว่ยกั๋วกงไม่ได้ไปค้างคืนที่เรือนของจ้าวอี๋เหนียง ทว่าเขากลับมุ่งหน้าไปยังเรือนชุ่ยจู๋ ซึ่งเป็นเรือนของหลี่อี๋เหนียง
หลี่อี๋เหนียงไม่ได้ส่งคนไปเชิญเว่ยกั๋วกงมาที่เรือน นางเพียงแค่ให้คนไปแจ้งให้เขาทราบว่า รุ่งอรุณวันพรุ่งนางจะพาเว่ยอวิ๋นโจวไปพักผ่อนที่จวงจื่อนอกเมือง
ทว่าเว่ยกั๋วกงกลับปรากฏตัวมาหานางถึงที่โดยไม่ได้นัดหมาย
อันที่จริง เว่ยกั๋วกงเองก็อยากจะหลบลี้หนีความวุ่นวายไปพักผ่อนที่จวงจื่อเช่นกัน ทว่าเว่ยอี้ซงกำลังจะเข้าสอบ หากเขาผู้เป็นบิดาหนีไปเที่ยวเล่น ไม่ยอมอยู่คอยเป็นขวัญกำลังใจให้บุตรชายในจวน มันอาจจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเว่ยอี้ซงได้
ยามที่หลี่อี๋เหนียงเพิ่งแต่งเข้าจวนเว่ยกั๋วกงใหม่ๆ นางเคยเอ่ยปากบอกเว่ยกั๋วกงว่า นางมีจวงจื่อตั้งอยู่นอกเมืองเสียนจิง
ตอนที่เว่ยกั๋วกงรู้ว่านางมีจวงจื่อในเมืองหลวง เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอันใดนัก บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งจากเจียงหนานล้วนนิยมกว้านซื้อจวงจื่อนอกเมืองเสียนจิงกันทั้งนั้น การที่ตระกูลหลี่จะมีจวงจื่อไว้ครอบครองบ้างจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
หลี่อี๋เหนียงบอกเว่ยกั๋วกงเพียงว่า นางมีจวงจื่อนอกเมืองเสียนจิงแค่สองแห่ง และสองแห่งนั้นก็อยู่ไม่ไกลจากจวงจื่อของจวนเว่ยกั๋วกงนัก
จวนเว่ยกั๋วกงย่อมมีจวงจื่อเป็นของตนเองเช่นกัน เมื่อก่อนเคยมีอยู่หลายแห่ง ทว่ายามนี้หลงเหลือเพียงสองแห่งเท่านั้น
เว่ยกั๋วกงหารู้ไม่ว่า จวงจื่อหลายแห่งที่จวนเว่ยกั๋วกงเคยขายทิ้งไป บัดนี้ล้วนตกอยู่ในกำมือของหลี่อี๋เหนียงทั้งสิ้น แม้กระทั่งจวงจื่อน้ำพุร้อนที่หลี่อี๋เหนียงครอบครองอยู่ ในอดีตก็เคยเป็นสมบัติของจวนเว่ยกั๋วกงมาก่อน
จวงจื่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ถูกเปลี่ยนมือมาหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งตระกูลหลี่กว้านซื้อมาได้ในที่สุด ตอนที่ตระกูลหลี่ซื้อมานั้น พวกเขาก็ซื้อต่อมาจากคหบดีอีกทอดหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าเจ้าของดั้งเดิมคือจวนเว่ยกั๋วกง
ในตอนที่ตระกูลหลี่ตัดสินใจซื้อจวงจื่อแห่งนี้ พวกเขายังไม่ได้คิดวางแผนจะส่งบุตรีของตนเข้าจวนเว่ยกั๋วกงในฐานะอนุด้วยซ้ำ ทว่าต่อมา เมื่อตระกูลหลี่ตัดสินใจผูกมิตรและเกี่ยวดองกับจวนเว่ยกั๋วกง ระหว่างที่กำลังจัดเตรียมสินเดิมให้หลี่อี๋เหนียง พวกเขาถึงเพิ่งตระหนักว่า จวงจื่อหลายแห่งในเมืองเสียนจิงที่พวกเขาครอบครองอยู่นั้น เคยเป็นสมบัติของจวนเว่ยกั๋วกงมาก่อน
ยามนั้น ตระกูลหลี่เคยเสนอให้หลี่อี๋เหนียงนำจวงจื่อเหล่านั้นคืนให้จวนเว่ยกั๋วกง เพื่อเป็นการผูกมิตรและสร้างความประทับใจ ทว่าหลี่อี๋เหนียงกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
จวงจื่อเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ตระกูลหลี่ควักกระเป๋าซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง เหตุใดจะต้องยกคืนให้จวนเว่ยกั๋วกงด้วยเล่า อีกอย่าง ตระกูลหลี่ก็ไม่ได้ไปปล้นชิงมาจากจวนเว่ยกั๋วกงโดยตรงเสียหน่อย