เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

(✓) EP 56: เพาะสร้างคนของตนเอง

(✓) EP 56: เพาะสร้างคนของตนเอง

(✓) EP 56: เพาะสร้างคนของตนเอง


() EP 56: เพาะสร้างคนของตนเอง

หลังจากตั้งใจฟังคำอธิบายของบุตรชายจนจบ หลี่อี๋เหนียงก็ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง ริมฝีปากอ้ากว้าง ทว่ากลับไม่สามารถเค้นคำพูดใดออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว

เว่ยอวิ๋นโจวคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหลี่อี๋เหนียงจะต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เขาจึงหยุดพูดและปล่อยให้นางใช้เวลาซึมซับข้อมูลทั้งหมดอย่างเงียบๆ

ผ่านไปเนิ่นนาน หลี่อี๋เหนียงถึงได้สติ ทว่าสายตาที่มองมายังเว่ยอวิ๋นโจวก็ยังคงเจือไปด้วยความไม่อยากเชื่ออยู่ดี

“ยอดดวงใจของข้า... เจ้ามีความคิดที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไรกัน” บุตรชายของนางเพิ่งจะมีอายุเพียงหกขวบจริงๆ หรือ เขาเป็นเพียงเด็กน้อยจริงๆ น่ะหรือ

เว่ยอวิ๋นโจวเตรียมข้ออ้างเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว “ตอนที่เมิ่งเซียนเซิงอบรมสั่งสอนข้ากับบรรดาพี่ชาย เซียนเซิงมักจะสอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้ฟังอยู่เสมอ พอข้าได้ฟัง ข้าก็เลยรู้สึกว่าบุรุษชาตรีสมควรต้องมีขุมกำลังเป็นของตนเองขอรับ”

หลี่อี๋เหนียงเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เมิ่งเซียนเซิงเล่าเรื่องอันใดให้พวกเจ้าฟังกัน ถึงได้จุดประกายความคิดเช่นนี้ให้เจ้าได้”

เว่ยอวิ๋นโจวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องราวการแก่งแย่งชิงดีของบรรดาขุนนางและตระกูลใหญ่ในอดีตขอรับ”

หลี่อี๋เหนียง “!!!!!” ในคัมภีร์หลุนอวี่มีเรื่องราวของขุนนางตระกูลใหญ่ด้วยหรือ เหมือนจะไม่มีนะ เหตุใดเมิ่งเซียนเซิงจึงเอาเรื่องพรรค์นี้มาเล่าให้เด็กๆ ฟัง

“อี๋เหนียงอยากฟังหรือไม่ขอรับ หากท่านอยากฟัง ข้าจะเล่าให้ฟังเอง”

หลี่อี๋เหนียงส่ายศีรษะปฏิเสธทันควัน “ข้าไม่อยากฟังหรอก” นางไม่มีความสนใจในเรื่องราวความขัดแย้งของพวกขุนนางตระกูลใหญ่เลยสักนิด

เมิ่งเซียนเซิงคงเห็นว่าโจวเกอเอ๋อร์และคุณชายคนอื่นๆ ล้วนเกิดในตระกูลขุนนางชนชั้นสูง จึงจงใจหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าให้ฟังกระมัง หรือไม่นั่นก็อาจจะเป็นความประสงค์ของกั๋วกงเอง

บางเรื่องก็ควรฟัง แต่บางเรื่องก็ไม่ควรฟัง นางรู้ขอบเขตของตนเองดี

“เช่นนั้นอี๋เหนียงจะยอมเปิดจวงจื่อรับผู้อพยพสักกลุ่มได้หรือไม่ขอรับ”

“เจ้ามั่นใจหรือว่าการรับพวกผู้อพยพเข้ามา จะทำให้พวกเขาภักดีและยอมทำประโยชน์ให้เจ้าได้จริงๆ” เพียงแค่ได้ฟังเรื่องเล่าของขุนนางตระกูลใหญ่จากปากเมิ่งเซียนเซิง บุตรชายของนางก็ฉุกคิดเรื่องการเพาะสร้างขุมกำลังขึ้นมาได้ บุตรชายของนางจะฉลาดล้ำเลิศเกินไปแล้วกระมัง ทว่าการที่เขามองการณ์ไกลถึงเพียงนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งนัก

“แน่นอนว่าในช่วงแรกเราต้องฟูมฟักและฝึกฝนพวกเขาให้ดีเสียก่อน หากไม่ฝึกฝน พวกเขาจะทำประโยชน์ให้เราได้อย่างไรเล่าขอรับ”

“แล้วเจ้าคิดจะฝึกฝนพวกเขาอย่างไร” หลี่อี๋เหนียงเอ่ยถาม

แน่นอนว่าเว่ยอวิ๋นโจวรู้ดีว่าจะต้องฝึกฝนขุมกำลังของตนเองอย่างไร ทว่าเขาไม่อาจปริปากบอกได้ ไม่อย่างนั้นหลี่อี๋เหนียงจะต้องเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขาเป็นแน่

“ข้าไม่รู้หรอกขอรับ แต่ข้ารู้ว่าอี๋เหนียงของข้าเก่งกาจ ท่านย่อมมีวิธีรับมือกับพวกเขาแน่”

หลี่อี๋เหนียงไม่คาดคิดว่าบุตรชายจะตอบกลับมาเช่นนี้ นางถึงกับหน้าเหวอ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าฝึกคนเป็น”

เว่ยอวิ๋นโจวแย้มยิ้มกว้างอย่างทะเล้น “ก็เพราะอี๋เหนียงของข้าปราดเปรื่องที่สุดอย่างไรเล่าขอรับ!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่อี๋เหนียงก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอื้อนเอ่ยดี

นางสัมผัสได้ถึงความเลื่อมใสศรัทธาที่ฉายชัดในดวงตาของบุตรชาย สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ทว่าขณะเดียวกันมันก็ทำให้นางรู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก นึกไม่ถึงเลยว่าในสายตาของบุตรชาย นางจะเก่งกาจและยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

เว่ยอวิ๋นโจวยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของหลี่อี๋เหนียง พลางเอ่ยออดอ้อน “อี๋เหนียง ท่านรับปากข้าเถิดนะขอรับ”

เผชิญหน้ากับลูกอ้อนและสายตาเว้าวอนของบุตรชาย มีหรือที่หลี่อี๋เหนียงจะใจแข็งปฏิเสธได้ลงคอ อีกอย่าง เดิมทีนางก็ตั้งใจจะส่งคนจากตระกูลหลี่มาคอยรับใช้และปกป้องโจวเกอเอ๋อร์อยู่แล้ว ในเมื่อโจวเกอเอ๋อร์อยากจะริเริ่มเพาะสร้างกองกำลังของตนเอง ในฐานะมารดาบังเกิดเกล้า นางย่อมต้องผลักดันและสนับสนุนเขาอย่างสุดกำลัง

“บอกอี๋เหนียงมาสิ ว่าเจ้าต้องการคนแบบใด”

“คนที่เชื่อฟัง ว่าง่าย เฉลียวฉลาด คล่องแคล่วว่องไว มีวิทยายุทธ์ติดตัว แล้วก็สืบข่าวเก่งๆ ขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวร่ายคุณสมบัติยาวเหยียด “อ้อ ต้องมีความรู้เรื่องแพทย์ แล้วก็หาเงินเก่งๆ ด้วยนะขอรับ ที่สำคัญที่สุดคือ... ต้องทำอาหารอร่อย!” คุณสมบัติข้อสุดท้ายนี้เขาจงใจเติมเข้าไปเอง เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์เด็กตะกละของเขา

ตอนแรกที่หลี่อี๋เหนียงนั่งฟัง นางก็รู้สึกทึ่งและตกตะลึงไปกับคุณสมบัติแต่ละข้อ ทว่าพอได้ยินคุณสมบัติข้อสุดท้ายที่ว่า 'ทำอาหารอร่อย' นางก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา

นางยื่นมือไปบีบจมูกรั้นๆ ของบุตรชาย พลางเอ่ยหยอกเย้า “เจ้ากำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังต้องการคนทำอาหารอร่อยๆ อีกล่ะ”

“รอให้ข้าผอมลงเมื่อใด ข้าก็กลับไปกินของอร่อยๆ ได้แล้วนี่ขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวยืนเท้าสะเอวอย่างผยอง “อีกอย่าง พอข้าโตขึ้น ข้าก็ต้องผอมลงอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นข้าก็ต้องกินเยอะๆ เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปสิขอรับ”

“เจ้าช่างมองการณ์ไกลเสียจริงๆ นะ” แม้แต่เรื่องกินตอนโตก็ยังอุตส่าห์คิดเผื่อไว้ ช่างเป็นการวางแผนระยะยาวที่แยบยลยิ่งนัก

“หึหึหึ...” เว่ยอวิ๋นโจวเหมาเอาเองว่านั่นคือคำชมจากหลี่อี๋เหนียง เขาจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างหน้าหนา

“เรื่องเปิดรับผู้อพยพ ข้าจะส่งคนไปจัดการให้เรียบร้อย” สำหรับหลี่อี๋เหนียงแล้ว เรื่องแค่นี้ถือเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหลี่สืบทอดกิจการค้าขายมาหลายชั่วอายุคน การที่พวกเขาสามารถสั่งสมความมั่งคั่งได้มหาศาลถึงเพียงนี้ นอกเหนือจากความหัวใสในเรื่องธุรกิจแล้ว ย่อมต้องอาศัยเส้นสายและขุมกำลังที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังด้วย

“ขอบพระคุณอี๋เหนียงขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวเอ่ยปากหวานจ๋อย “ข้ารู้อยู่แล้วว่าอี๋เหนียงของข้าประเสริฐที่สุด ข้ารักอี๋เหนียงที่สุดเลยขอรับ”

ถ้อยคำประจบประแจงของเว่ยอวิ๋นโจว ทำเอาหลี่อี๋เหนียงเบิกบานใจจนแทบจะเหาะขึ้นสวรรค์ “ยอดดวงใจของข้า เจ้าปรารถนาสิ่งใด อี๋เหนียงก็จะหามาประเคนให้เจ้าจนหมดสิ้น”

ตราบใดที่เป็นปัญหาที่ใช้เงินแก้ได้ หลี่อี๋เหนียงก็พร้อมจะทุ่มสุดตัวเพื่อเว่ยอวิ๋นโจวเสมอ ในมุมมองของนาง การรับผู้อพยพเข้ามาดูแลและฝึกฝน ก็เป็นเพียงแค่การใช้เงินซื้อใจคนรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากให้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ พวกเขาย่อมเต็มใจที่จะรับการฝึกฝน และพร้อมที่จะมอบความภักดีและถวายหัวให้เว่ยอวิ๋นโจวอย่างแน่นอน

ในโลกหล้าใบนี้ มีเงินย่อมจ้างผีโม่แป้งได้ นับประสาอันใดกับมนุษย์เล่า อีกอย่าง มนุษย์เราเกิดมาก็เพื่อแสวงหาชีวิตที่สุขสบาย การจะมีชีวิตที่สุขสบายได้ก็ต้องอาศัยเงินทอง ดังนั้นเงินจึงเป็นสิ่งสารพัดนึกที่แก้ปัญหาได้แทบทุกสิ่งบนโลกใบนี้

“เมื่อข้าเติบใหญ่ ข้าจะกตัญญูและดูแลอี๋เหนียงให้ดีที่สุดเลยขอรับ” รอให้เขาเติบใหญ่และสอบได้เป็นขุนนางใหญ่เมื่อใด เขาจะพยายามคว้าตำแหน่งฮูหยินตราตั้งมาให้หลี่อี๋เหนียงให้จงได้

ทุกสิ่งเป็นไปตามที่หลี่อี๋เหนียงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ในช่วงห้าวันที่เว่ยอี้ซงเข้าสอบระดับมณฑล เมิ่งเซียนเซิงก็ประกาศหยุดการเรียนการสอน เพื่อให้เว่ยอวิ๋นโจวและคนอื่นๆ ได้พักผ่อนห้าวันเต็ม

เว่ยอวิ๋นโจวและคนอื่นๆ นึกไม่ถึงเลยว่าการไปสอบระดับมณฑลของเว่ยอี้ซง จะมีผลพลอยได้เป็นวันหยุดพักผ่อนให้พวกเขาด้วย เรื่องนี้ทำให้พวกเขาเบิกบานใจยิ่งนัก แม้ว่าจิตวิญญาณภายในของเว่ยอวิ๋นโจวจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ทว่าก็ไม่อาจลบล้างสัญชาตญาณความตื่นเต้นยามได้หยุดเรียนไปได้

เมื่อนึกถึงตอนที่เว่ยอี้ซงต้องไปสอบหยวนซื่อ เมิ่งเซียนเซิงก็อาจจะประกาศหยุดเรียนให้พวกเขาอีก เว่ยอวิ๋นโจวจึงลอบภาวนาอย่างสุดซึ้ง ขอให้เว่ยอี้ซงสอบผ่านระดับมณฑลฉลุย และได้ไปสอบหยวนซื่อต่ออย่างราบรื่น พอสอบผ่านหยวนซื่อเสร็จ ก็จะได้เป็นซิ่วไฉ และไปสอบระดับภูมิภาคต่ออีก ทว่าการสอบระดับภูมิภาคนั้นคงต้องรอถึงปีหน้า

การสอบระดับภูมิภาคนั้นแตกต่างจากการสอบระดับอำเภอและระดับมณฑล เพราะจะจัดขึ้นเพียงสามปีต่อครั้งเท่านั้น หากสอบผ่านระดับภูมิภาคก็จะได้เป็นจวี่เหริน และมีสิทธิ์เข้าสอบระดับประเทศต่อไป หากสอบผ่านระดับประเทศจนได้เป็นจิ้นซื่อ ก็จะได้เข้าสอบหน้าพระที่นั่งต่อ และหากสอบผ่านหน้าพระที่นั่ง ก็จะได้เข้าสู่เส้นทางขุนนางอย่างเต็มภาคภูมิ แน่นอนว่าแม้จะสอบได้เพียงจวี่เหริน ก็สามารถเข้ารับราชการเป็นขุนนางได้เช่นกัน ทว่าตำแหน่งที่ได้นั้นมักจะเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อย

ในราชวงศ์ต้าฉี ระบบขุนนางมีการแบ่งแยกชนชั้นและที่มาอย่างชัดเจน ขุนนางที่มีปูมหลังเป็นเพียงจวี่เหริน ย่อมไม่อาจเทียบรัศมีขุนนางที่สอบผ่านจิ้นซื่อได้อย่างแน่นอน แม้ในบางพื้นที่จะมีขุนนางที่มาจากจวี่เหรินสามารถสร้างผลงานได้โดดเด่น จนได้เลื่อนขั้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าขุนนางจิ้นซื่อบ้าง ทว่าถึงกระนั้น ขุนนางจวี่เหรินก็มักจะถูกพวกขุนนางจิ้นซื่อดูแคลนอยู่เนืองๆ

แม้แต่ในหมู่ขุนนางจิ้นซื่อด้วยกัน ก็ยังมีการแบ่งแยกชนชั้นอีกทอดหนึ่ง จิ้นซื่อธรรมดาย่อมไม่อาจเทียบชั้นจิ้นซื่อที่สอบได้เป็นซู่จี๋ซื่อได้ และจิ้นซื่อที่ได้เป็นซู่จี๋ซื่อ ก็ยังไม่อาจเทียบชั้นผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่ง อันดับสอง และอันดับสามในการสอบหน้าพระที่นั่งได้ ทว่าในความเป็นจริง ขุนนางที่มาจากซู่จี๋ซื่อมักจะก้าวหน้าและได้ครองตำแหน่งที่สูงกว่าพวกที่สอบได้อันดับต้นๆ เสียอีก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในราชสำนักปัจจุบันคือ ขุนนางขั้นสอง หรือเสนาบดีกรมทั้งหก ล้วนไต่เต้ามาจากตำแหน่งซู่จี๋ซื่อทั้งสิ้น หาใช่พวกที่สอบได้อันดับต้นๆ ไม่ ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดในราชวงศ์ปัจจุบัน สาเหตุอาจเป็นเพราะพวกที่สอบได้อันดับต้นๆ มักจะเป็นพวก 'หนอนหนังสือ' ที่เที่ยงตรงเกินไป ขาดความพลิกแพลงและเล่ห์เหลี่ยม จึงเอาตัวรอดในแวดวงขุนนางอันซับซ้อนได้ยากลำบาก

จบบทที่ (✓) EP 56: เพาะสร้างคนของตนเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว