- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 55: ช่างเป็นนิสัยที่ดีจริงๆ
(✓) EP 55: ช่างเป็นนิสัยที่ดีจริงๆ
(✓) EP 55: ช่างเป็นนิสัยที่ดีจริงๆ
(✓) EP 55: ช่างเป็นนิสัยที่ดีจริงๆ
หลี่อี๋เหนียงยื่นนิ้วไปคลึงระหว่างคิ้วของเว่ยอวิ๋นโจวเบาๆ พลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ “สมองน้อยๆ ของเจ้ากำลังคิดเรื่องอันใดอยู่กัน ถึงได้ทำหน้าตาเคร่งเครียดปานนั้น”
“อี๋เหนียง ในเมืองเสียนจิง ท่านมีจวงจื่อทั้งหมดกี่แห่งหรือขอรับ” ด้วยฐานะอันมั่งคั่งระดับมหาเศรษฐีของตระกูลหลี่ หลี่อี๋เหนียงย่อมไม่มีทางมีจวงจื่อในเมืองหลวงเพียงแห่งเดียวเป็นแน่
“ก็มีไม่มากหรอก เพียงแค่ห้า...” หลี่อี๋เหนียงมองบุตรชายด้วยความฉงน “เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไมหรือ”
ห้า... ตระกูลหลี่มีจวงจื่อในเมืองเสียนจิงถึงยี่สิบหกแห่งเชียวหรือ! ระดับความมั่งคั่งระดับนี้ มิใช่วิสัยของคหบดีธรรมดาๆ จะทำได้เลย
“อี๋เหนียง ท่านมีจวงจื่อตั้งยี่สิบหกแห่งเชียวหรือขอรับ!” เขาชักจะประเมินระดับความมั่งคั่งของมารดาผู้นี้ต่ำเกินไปเสียแล้ว
“ยี่สิบหกแห่งอย่างนั้นหรือ” หลี่อี๋เหนียงเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ “เมื่อครู่ข้าเพิ่งบอกว่าข้ามีจวงจื่อราวห้าหกเจ็ดแปดแห่ง เจ้าไปเอาตัวเลขยี่สิบหกมาจากไหนกัน”
“ก็ห้าบวกหกบวกเจ็ดบวกแปด รวมกันก็เป็นยี่สิบหกไม่ใช่หรือขอรับ”
คำพูดของเว่ยอวิ๋นโจวทำเอาหลี่อี๋เหนียงถึงกับนิ่งอึ้งไป ก่อนจะเบิกตากว้างมองบุตรชายด้วยแววตาเป็นประกาย “ยอดดวงใจของข้า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าห้าบวกหกบวกเจ็ดบวกแปดเป็นยี่สิบหก”
“เอ๊ะ” คำถามของหลี่อี๋เหนียงทำเอาเว่ยอวิ๋นโจวทำหน้างุนงงไปชั่วขณะ “ก็ห้าบวกหกบวกเจ็ดบวกแปดมันเป็นยี่สิบหก เรื่องแค่นี้ยังต้องมีเหตุผลว่ารู้ได้อย่างไรด้วยหรือขอรับ”
หลี่อี๋เหนียงประคองใบหน้ากลมยุ้ยของบุตรชายขึ้นมา “หรือว่าเมิ่งเซียนเซิงสอนวิชาคำนวณให้เจ้าแล้ว”
“ยังไม่ได้สอนเลยขอรับ ข้าเคยบอกอี๋เหนียงแล้วไม่ใช่หรือ ว่ายามนี้เมิ่งเซียนเซิงกำลังสอนคัมภีร์หลุนอวี่ให้ข้าอยู่” พูดจบ เว่ยอวิ๋นโจวก็เพิ่งตระหนักได้ว่าเหตุใดหลี่อี๋เหนียงจึงมีท่าทีตกใจปานนั้น '… ข้าลืมไปเสียสนิทเลยว่าเจ้าเด็กอ้วนคนนี้ไม่เคยเรียนคำนวณมาก่อน ตอนนี้จะหาข้ออ้างมาแถก็คงไม่ทันเสียแล้ว...'
“ในเมื่อเมิ่งเซียนเซิงยังไม่ได้สอน แล้วเจ้าคิดเลขเป็นได้อย่างไร” หลี่อี๋เหนียงจ้องมองเว่ยอวิ๋นโจวด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ
เว่ยอวิ๋นโจวกลอกตาไปมาอย่างรวดเร็ว ในหัวผุดข้ออ้างที่ฟังดูเข้าทีขึ้นมาได้ทันท่วงที
“ข้าแอบฟังตอนอี๋เหนียงคิดบัญชีน่ะสิขอรับ”
“ตอนข้าคิดบัญชีอย่างนั้นหรือ” หลี่อี๋เหนียงทำหน้างุนงง “ข้าเคยสอนเจ้าคิดเลขตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“อี๋เหนียง ท่านมักจะนั่งบวกเลขคิดบัญชีอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือขอรับ ข้าแอบฟังท่านพึมพำบ่อยเข้าก็เลยจำวิธีคิดมาได้น่ะขอรับ” เขาคงทำได้แค่แถไปแบบนี้เท่านั้น
“อะไรนะ!” คราวนี้หลี่อี๋เหนียงยิ่งตกตะลึงหนักกว่าเดิม “เจ้าแค่แอบฟังข้าคิดบัญชี ก็สามารถเรียนรู้วิธีคิดเลขได้ด้วยตัวเองเลยอย่างนั้นหรือ”
เว่ยอวิ๋นโจวพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “น่าจะเป็นเช่นนั้นแหละขอรับ”
อารมณ์ของหลี่อี๋เหนียงพลันพุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้นยินดี “เช่นนั้นอี๋เหนียงจะขอลองทดสอบเจ้าดูเสียหน่อย ห้าบวกแปดเป็นเท่าใด”
“สิบสามขอรับ”
“แล้วเจ็ดบวกห้าเล่า”
“สิบสองขอรับ”
หลี่อี๋เหนียงสุ่มถามตัวเลขอีกสองสามชุดให้เว่ยอวิ๋นโจวลองคำนวณดู ผลปรากฏว่าเขาตอบถูกหมดทุกข้อ เรื่องนี้ทำให้นางทั้งตกตะลึง ทั้งปีติยินดี และภาคภูมิใจในตัวบุตรชายอย่างหาที่สุดไม่ได้
ความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตของนาง หาใช่ความสามารถในการบริหารกิจการการค้าไม่ ทว่าเป็นความเชี่ยวชาญด้านการคำนวณต่างหาก ตั้งแต่เยาว์วัย นางมักจะติดตามบิดาและพี่ชายอยู่เสมอ การได้ยินพวกเขาคิดบัญชีอยู่เป็นนิจ ทำให้นางซึมซับและเรียนรู้วิชาคำนวณได้โดยไม่รู้ตัว ซ้ำยังคำนวณได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าบิดาและพี่ชายเสียอีก
นอกจากนี้ หลี่อี๋เหนียงยังเชี่ยวชาญการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชีอีกด้วย หากหลงจู๊คนใดริอ่านตกแต่งบัญชีตบตานาง เพียงแค่นางปรายตามองก็สามารถจับโป๊ะได้อย่างง่ายดาย
เว่ยอวิ๋นโจวไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจู่ๆ หลี่อี๋เหนียงถึงได้มีท่าทีตื่นเต้นดีใจถึงเพียงนี้ เอาแต่กอดรัดฟัดเหวี่ยงและระดมหอมแก้มเขาไม่หยุดหย่อน
แค่เขาคิดเลขเป็น มันทำให้อี๋เหนียงดีใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“สมแล้วที่เป็นลูกรักของข้า” หลี่อี๋เหนียงเอ่ยด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ “ตอนเด็กๆ มารดาอย่างข้าก็อาศัยการแอบดูท่านตาและท่านลุงของเจ้าทำบัญชี จนสามารถเรียนรู้วิชาคำนวณได้ด้วยตัวเองเช่นกัน”
“เอ๊ะ!” คราวนี้ตาของเว่ยอวิ๋นโจวเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบ้าง “จริงหรือขอรับ!” นึกไม่ถึงเลยว่าข้ออ้างที่เขาแต่งขึ้นมา จะไปพ้องกับประสบการณ์จริงของหลี่อี๋เหนียงเข้าอย่างจัง
“จริงสิ” หลี่อี๋เหนียงเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของนางให้เว่ยอวิ๋นโจวฟังอย่างออกรส ว่านางแอบเรียนวิธีคำนวณจนสร้างความตกตะลึงให้คนทั้งตระกูลหลี่ได้อย่างไร
เว่ยอวิ๋นโจวไม่คาดคิดเลยว่าหลี่อี๋เหนียงจะไม่เพียงแค่เก่งกาจเรื่องการค้าขาย แต่ยังเป็นอัจฉริยะด้านการคำนวณและการทำบัญชีอีกด้วย
หากอยู่ในยุคปัจจุบัน หลี่อี๋เหนียงคงได้เป็นถึงยอดนักการเงินมือฉมังอย่างแน่นอน
“เช่นนั้นข้าก็คงจะสืบทอดพรสวรรค์นี้มาจากอี๋เหนียงนั่นแหละขอรับ” ช่างบังเอิญเสียจริง มิน่าเล่าหลี่อี๋เหนียงถึงได้ดีอกดีใจถึงเพียงนี้
“สมแล้วที่เป็นบุตรชายของข้า” แม้แต่ตอนที่รู้ว่าเว่ยอวิ๋นโจวฉลาดปราดเปรื่องเรื่องการเรียน หลี่อี๋เหนียงยังไม่เคยแสดงอาการปลาบปลื้มใจถึงเพียงนี้เลย
“อี๋เหนียง ตกลงว่าท่านมีจวงจื่อทั้งหมดกี่แห่งกันแน่ขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจววกกลับมาเข้าเรื่องเดิม เรื่องคิดเลขเอาไว้คุยทีหลังเถอะ
“ก็น่าจะราวๆ แปดแห่งกระมัง ข้าจำได้ว่ามีแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางแถบชานเมืองฝั่งตะวันตกของเมืองเสียนจิง...” หลี่อี๋เหนียงยกนิ้วขึ้นมานับจำนวนจวงจื่อที่นางครอบครองอยู่ในเมืองหลวง
เว่ยอวิ๋นโจวนึกไม่ถึงเลยว่าในบรรดาจวงจื่อเหล่านั้น จะมีจวงจื่อน้ำพุร้อนรวมอยู่ด้วย น้ำพุร้อนถือเป็นของล้ำค่ายิ่งนัก
“อี๋เหนียง ท่านไปเอาเงินมากมายก่ายกองมาจากไหนถึงได้กว้านซื้อจวงจื่อได้มากมายเพียงนี้” ฐานที่มั่นหลักของตระกูลหลี่อยู่ทางแถบเจียงหนานไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงมากว้านซื้อจวงจื่อในเมืองเสียนจิงมากมายเช่นนี้
“ท่านตาและท่านทวดของเจ้าเป็นคนซื้อไว้น่ะ แล้วพวกเขาก็มอบให้ข้าทั้งหมด” หลี่อี๋เหนียงเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ “เมื่อก่อนตระกูลหลี่ก็เป็นเพียงชาวนาผู้ยากไร้ พอหันมาจับธุรกิจการค้าจนร่ำรวยขึ้นมา งานอดิเรกยอดฮิตของตระกูลเราก็คือการกว้านซื้อที่ดินกับจวงจื่อนี่แหละ”
เว่ยอวิ๋นโจวลอบอุทานในใจ 'ตระกูลหลี่ไม่ใช่มหาเศรษฐีธรรมดาๆ เสียแล้ว!'
“ตระกูลหลี่ไม่ได้ซื้อที่ดินและจวงจื่อแค่ในเมืองเสียนจิงหรอกนะ แต่กว้านซื้อไว้ตามเมืองต่างๆ ทั่วแคว้นเลยล่ะ”
“เหตุใดท่านตาถึงได้นึกอยากจะมาซื้อที่ดินและจวงจื่อในเมืองเสียนจิงล่ะขอรับ” ในเมื่อรากฐานของตระกูลหลี่อยู่ที่เจียงหนาน
“ก็เพราะตระกูลหลี่มีกิจการค้าขายในเมืองหลวงน่ะสิ ตระกูลหลี่มีธรรมเนียมอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ว่าจะไปบุกเบิกเส้นทางการค้าที่เมืองใด ก็จะต้องกว้านซื้อที่ดินและจวงจื่อในเมืองนั้นๆ ไว้ด้วยเสมอ”
เว่ยอวิ๋นโจวลอบทอดถอนใจอยู่เงียบๆ 'ช่างเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ล้ำเลิศเสียจริงๆ!'
เว่ยอวิ๋นโจวลอบคำนวณอยู่ในใจ หากหลี่อี๋เหนียงมีจวงจื่อถึงแปดแห่ง เช่นนั้นก็สามารถรองรับผู้อพยพได้เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากอธิบายรายละเอียดของจวงจื่อทั้งแปดแห่งจบ หลี่อี๋เหนียงก็สังเกตเห็นบุตรชายจ้องมองนางด้วยแววตาเป็นประกายวิบวับ นางจึงอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้ม “เจ้าจ้องมองข้าเช่นนี้ มีอันใดงั้นหรือ”
สีหน้าของเว่ยอวิ๋นโจวพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม น้ำเสียงก็จริงจังขึ้นมาทันที “อี๋เหนียง ข้ามีความคิดบางอย่างอยากจะปรึกษาหารือกับท่านขอรับ”
เมื่อเห็นบุตรชายมีท่าทีจริงจังปานนั้น หลี่อี๋เหนียงก็แทบจะหลุดขำ ทว่าเมื่อเห็นแววตาอันมุ่งมั่นของเขา นางจึงปรับสีหน้าให้เป็นงานเป็นการ “ความคิดอันใดหรือ”
“อี๋เหนียง ข้าอยากให้จวงจื่อของท่านเปิดรับและให้ที่พักพิงแก่พวกผู้อพยพเร่ร่อนขอรับ”
“รับผู้อพยพหรือ” คำพูดของบุตรชายทำเอาหลี่อี๋เหนียงตกใจไม่น้อย นางเอ่ยถามด้วยความงุนงง “เหตุใดเจ้าจึงมีความคิดอยากจะรับผู้อพยพเข้ามาเล่า เจ้าเวทนาพวกเขาและอยากจะมอบที่พักพิงให้พวกเขาอย่างนั้นหรือ” นั่นมันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ช่วงนี้โจวเกอเอ๋อร์เอาแต่ขลุกตัวร่ำเรียนอยู่ในศึกษา วันๆ ก็เดินวนเวียนอยู่แค่ระหว่างเรือนชุ่ยจู๋กับศึกษาเรือนหน้า ไม่เคยก้าวเท้าออกไปพ้นกำแพงจวนเว่ยกั๋วกงเลยนี่นา
อีกอย่าง เรื่องที่พบเห็นผู้อพยพก็ผ่านมาตั้งแต่ตอนไปอารามอวิ๋นชิงแล้ว ตอนนั้นก็ไม่เห็นเขาเอ่ยถึงเรื่องอยากจะรับผู้อพยพเลยสักคำ
เว่ยอวิ๋นโจวส่ายศีรษะเบาๆ “ข้าไม่ได้คิดจะรับพวกเขาเข้ามาเพราะความเวทนาหรอกขอรับ ทว่าข้าอยากให้พวกเขามาทำงานรับใช้ข้าต่างหาก”
คำตอบนี้ยิ่งกระตุ้นความสนใจของหลี่อี๋เหนียง “เจ้าอยากให้พวกผู้อพยพทำสิ่งใดให้เจ้างั้นหรือ”
“อี๋เหนียง ข้าต้องการเพาะสร้างขุมกำลังของตนเอง ข้าอยากมีกองกำลังที่ภักดีต่อข้าขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวรู้ดีว่าการโพล่งเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน จะต้องทำให้หลี่อี๋เหนียงตกตะลึงเป็นแน่ ทว่าเวลานี้แหละคือโอกาสทอง หากปล่อยให้ผู้อพยพเร่ร่อนนอกเมืองเสียนจิงแยกย้ายกันไปหมด ทุกอย่างก็จะสายเกินแก้ อีกอย่าง ผู้อพยพนั้นมีราคาถูกและซื้อใจได้ง่ายกว่า
เป็นไปตามคาด คำพูดของเขาทำเอาหลี่อี๋เหนียงตื่นตระหนกจนเบิกตากว้าง
นางจ้องมองบุตรชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ พลางเอ่ยถามเสียงหลง “เจ้า... เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
“อี๋เหนียง ข้าก็แค่อยากจะมีกองกำลังเป็นของตนเอง เผื่อวันข้างหน้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ข้าจะได้เรียกใช้คนพวกนั้นได้ทันท่วงที...” เว่ยอวิ๋นโจวพยายามคัดสรรถ้อยคำในหัว ก่อนจะอธิบายแผนการรับผู้อพยพเข้ามาดูแลให้หลี่อี๋เหนียงฟังอย่างละเอียดและจริงจัง แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดจะรับผู้อพยพทุกคนเข้ามามั่วซั่ว ผู้อพยพเหล่านั้นจะต้องผ่านการทดสอบและคัดกรองอย่างเข้มงวดเสียก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ก้าวเท้าเข้ามาในจวงจื่อของพวกเขาได้