- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 54: เตรียมตัวฝึกขี่ม้า
(✓) EP 54: เตรียมตัวฝึกขี่ม้า
(✓) EP 54: เตรียมตัวฝึกขี่ม้า
(✓) EP 54: เตรียมตัวฝึกขี่ม้า
“เห็นหรือไม่เล่า ว่านางนั้นโง่เขลาเพียงใด ทว่ากลับไม่เคยสำเหนียกตนเอง” นี่แหละคือเหตุผลที่บรรดาอี๋เหนียงในจวนเว่ยกั๋วกงไม่เคยเห็นกั๋วกงฮูหยินอยู่ในสายตา ไม่ใช่เพราะนางเป็นเพียงบุตรีอนุจากจวนฉางซิงป๋อ ทว่าเป็นเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของนางต่างหาก
“อี๋เหนียง กั๋วกงฮูหยินและคุณชายเจ็ดล้วนเป็นพวกใจแคบ หากพวกเขารู้ว่าโจวเกอเอ๋อร์เฉลียวฉลาดปราดเปรื่องเรื่องการเรียน พวกเขาคงไม่ปล่อยโจวเกอเอ๋อร์ไปง่ายๆ เป็นแน่” สีหน้าของชิวมามาพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที “อี๋เหนียง พวกเราต้องเตรียมตัวรับมือให้ดีนะเจ้าคะ”
“เรื่องนั้นข้ารู้ดี” หลี่อี๋เหนียงมองทะลุปรุโปร่งถึงกมลสันดานของกั๋วกงฮูหยินและบุตรชายมานานแล้ว นางจึงคอยระแวดระวังพวกเขาอยู่เสมอ “หากวันใดที่นางกล้ายื่นมือโสโครกมาแตะต้องโจวเกอเอ๋อร์ของข้าล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
เมื่อได้ยินคำประกาศกร้าวของหลี่อี๋เหนียง ชิวมามาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“อี๋เหนียง บ่าวขอตัวไปดูโจวเกอเอ๋อร์ก่อนนะเจ้าคะ”
“ไปยกเอารังนกตุ๋นจากครัวเล็กไปให้เขาด้วยนะ” ตั้งแต่บุตรชายตัวน้อยประกาศกร้าวว่าจะลดน้ำหนัก เขาก็เลิกแตะต้องของโปรดอย่างขนมหวาน ขาหมูตุ๋น และเป็ดย่างจนหมดสิ้น ร่างกายซูบผอมลงไปถึงสองส่วน ทำเอาหัวใจของหลี่อี๋เหนียงปวดร้าวไปหมด นางอยากจะหาของบำรุงล้ำค่ามาปรนนิบัติบุตรชายใจแทบขาด ทว่าเขากลับปฏิเสธเสียงแข็ง นางจึงทำได้เพียงตุ๋นรังนกให้เขาดื่มประทังทุกวัน
“บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
เวลานั้นเอง เว่ยอวิ๋นโจวกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือมือถือพู่กัน คัดลอกคัมภีร์หลุนอวี่ที่ได้ร่ำเรียนมาในวันนี้ ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝนลายมือไปในตัว
ผ่านไปไม่นาน ชิวมามาก็ประคองชามรังนกตุ๋นนมโคกลิ่นหอมกรุ่นเดินเข้ามา
“โจวเกอเอ๋อร์ ดื่มรังนกสักชามแล้วพักผ่อนเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
เว่ยอวิ๋นโจววางพู่กันในมือลง ก่อนจะรับชามรังนกมาจากชิวมามา “มามา อี๋เหนียงอยู่ไหนหรือขอรับ กำลังทำอันใดอยู่”
“อี๋เหนียงกำลังง่วนอยู่กับการตรวจบัญชีในห้องหนังสือของนางเจ้าค่ะ” ชิวมามาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ประเดี๋ยวพอตรวจบัญชีเสร็จ อี๋เหนียงก็จะมาหาคุณชายเองเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าจะรออี๋เหนียงขอรับ” อี๋เหนียงมักจะใช้เวลาตรวจดูสมุดบัญชีทุกๆ สองสามวัน และจำนวนบัญชีเหล่านั้นก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แม้อี๋เหนียงจะไม่เคยปริปากพูดเรื่องกิจการค้าขายให้เขาฟัง ทว่าเขาก็พอจะเดาออกว่าบัญชีที่อี๋เหนียงดูแลอยู่นั้น ย่อมไม่ได้มีแค่ร้านรวงไม่กี่แห่งในเมืองเสียนจิงแน่ๆ
ยามที่หลี่อี๋เหนียงแต่งเข้าจวนเว่ยกั๋วกง ตระกูลหลี่ได้มอบร้านค้าทั้งหมดในเมืองหลวงให้เป็นสินเดิมของนาง ทว่าหลี่อี๋เหนียงไม่เคยบอกกล่าวให้เว่ยอวิ๋นโจวรู้ว่ามีร้านใดบ้าง และเขาก็ไม่เคยซักไซ้ไล่เลียงเช่นกัน เขาลอบสงสัยว่า นอกเหนือจากร้านรวงในเมืองเสียนจิงแล้ว ตระกูลหลี่ยังมอบสิ่งใดให้หลี่อี๋เหนียงอีกบ้าง
เว่ยอวิ๋นโจวเชื่อมาตลอดว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงของตระกูลหลี่ จะต้องมีมากกว่าภาพลักษณ์ที่แสดงออกให้เห็นภายนอกอย่างแน่นอน ทว่านั่นก็ถือเป็นเรื่องดี แสดงให้เห็นว่าตระกูลหลี่รู้จักซ่อนคมงำประกายเอาไว้ บางครั้งการมีทรัพย์ศฤงคารมากเกินไปก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นผลดี เพราะมันมักจะดึงดูดฝูงหมาป่าตะกละตะกลามให้เข้ามาหา
หลังจากซดรังนกตุ๋นจนหมดชาม เว่ยอวิ๋นโจวก็กลับไปคัดลอกคัมภีร์หลุนอวี่ต่อ
ครึ่งชั่วยามให้หลัง หลี่อี๋เหนียงก็จัดการงานของตนเสร็จสิ้น นางจึงแวะมาดูว่าบุตรชายกำลังทำสิ่งใดอยู่
“ยอดดวงใจของข้า ลายมือของเจ้าดูงดงามขึ้นมากเลยนะเนี่ย” หลี่อี๋เหนียงหยิบกระดาษเซวียนจื่อแผ่นที่เว่ยอวิ๋นโจวเพิ่งคัดลอกคัมภีร์หลุนอวี่เสร็จขึ้นมาพิจารณา
“ยังห่างไกลอีกมากขอรับ” ลายมือของเขาในยามนี้ยังดูไม่ได้ด้วยซ้ำ หากนำไปเทียบกับลายมือในชาติก่อนของเขาล่ะก็ ช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว “จริงสิ อี๋เหนียงขอรับ ในจวนเรามีเซียนเซิงท่านอื่นอีกหรือไม่ หรือมีเพียงเมิ่งเซียนเซิงแค่คนเดียวขอรับ”
“เซียนเซิงท่านอื่นหรือ เจ้าระบุให้ชัดเจนหน่อยได้หรือไม่ ว่าหมายถึงเซียนเซิงด้านใด” หลี่อี๋เหนียงเอ่ยถาม “เท่าที่ข้ารู้ ในจวนก็มีเพียงเมิ่งเซียนเซิงผู้เดียวเท่านั้นแหละ”
“มีแค่เมิ่งเซียนเซิงคนเดียวจริงๆ หรือขอรับ!” เว่ยอวิ๋นโจวทำตาโตด้วยความประหลาดใจ “แล้วถ้าอยากจะเรียนดีดฉิน เดินหมาก หรือวาดภาพล่ะขอรับ ต้องออกไปหาเซียนเซิงข้างนอกมาสอนเองหรือ” หรือว่าบรรดาคุณชายแห่งจวนเว่ยกั๋วกงจะสนใจแค่การร่ำเรียนตำราเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนศาสตร์ศิลป์แขนงอื่นเลย
“คงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง” เมื่อเห็นบุตรชายเอ่ยถามเช่นนั้น หลี่อี๋เหนียงก็มองเขาด้วยแววตาใคร่รู้ “เจ้าอยากเรียนศาสตร์พวกนี้หรือ”
“อี๋เหนียงขอรับ ศาสตร์พวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ใช่หรือขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวเอียงคอเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววงุนงง “พี่น้องคนอื่นๆ ไม่ได้เรียนกันหรือขอรับ”
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้แน่ชัดหรอก” หลี่อี๋เหนียงไม่เคยใส่ใจกิจวัตรประจำวันของคุณชายคนอื่นๆ ในจวนอยู่แล้ว “หากเจ้าอยากเรียน ก็ไปบอกท่านพ่อของเจ้าเถิด เขาจะจัดการหาคนมาสอนให้เอง แต่ถ้าเขาไม่ยอมจัดการให้ อี๋เหนียงก็จะควักเงินจ้างคนมาสอนเจ้าเอง”
“เช่นนั้นอีกสองสามวัน ข้าค่อยไปถามท่าน... พ่อดูขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวเอ่ยถามต่อ “อี๋เหนียงขอรับ พวกเรามีม้าหรือไม่ขอรับ”
“ม้าอย่างนั้นหรือ” คำถามที่โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาหลี่อี๋เหนียงถึงกับชะงักไปชั่วครู่
“ใช่ขอรับ ม้า พวกเรามีม้าหรือไม่ขอรับ”
“มีสิ เจ้าอยากขี่ม้าหรือ”
เว่ยอวิ๋นโจวผงกศีรษะรับเบาๆ “อื้ม... ข้าอยากขี่ม้าขอรับ แล้วก็อยากเรียนตีจวี๋ด้วย”
“ข้ามีจวงจื่ออยู่นอกเมืองเสียนจิงหลายแห่ง ในจวงจื่อนั้นมีม้าเลี้ยงไว้อยู่ หากเจ้าอยากเรียนขี่ม้า อีกไม่กี่วันข้าจะพาเจ้าไปที่นั่น” หลี่อี๋เหนียงยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากบุตรชายด้วยความเอ็นดู “เจ้าหัดขี่ม้าให้คล่องเสียก่อนเถอะ ค่อยริอ่านไปเรียนตีจวี๋”
“อี๋เหนียงขี่ม้าเป็นหรือไม่ขอรับ แล้วท่านตีจวี๋เป็นหรือเปล่า” เว่ยอวิ๋นโจวเอ่ยถามด้วยแววตาใคร่รู้
“เป็นสิ ตอนเด็กๆ ข้าเคยตามท่านน้าของเจ้าไปเที่ยวทุ่งหญ้าทางตอนเหนือ ข้าหัดขี่ม้าจนชำนาญมาจากที่นั่นแหละ”
ก่อนที่หลี่อี๋เหนียงจะแต่งเข้าจวนเว่ยกั๋วกง นางมักจะติดตามบิดาและพี่ชายรอนแรมไปทั่วสารทิศ “ต่อมาข้าก็เรียนตีจวี๋จากท่านน้าของเจ้านั่นแหละ” สมัยยังสาว ฝีมือการตีจวี๋ของหลี่อี๋เหนียงนับว่าโด่งดังและเป็นที่เลื่องลือในแถบเจียงหนานไม่น้อยเลยทีเดียว
“อี๋เหนียงเก่งกาจยิ่งนักขอรับ” มิน่าเล่า อี๋เหนียงของเขาถึงได้ดูแตกต่างจากสตรีในเรือนหลังทั่วไปนัก
“รอให้เจ้าขี่ม้าจนคล่องแคล่วเมื่อใด อี๋เหนียงจะหาคนมาสอนเจ้าตีจวี๋เอง” หลี่อี๋เหนียงลูบศีรษะทุยๆ ของบุตรชายด้วยความรักใคร่ “เจ้าอยากเรียนทั้งดีดฉิน ฝึกวิชายุทธ์ แถมยังอยากเรียนตีจวี๋อีก เจ้าจะรับมือไหวหรือ”
“รับมือไหวแน่นอนขอรับ ศาสตร์พวกนี้ข้าก็ไม่ได้จะเรียนพร้อมกันรวดเดียวภายในวันเดียวเสียหน่อย ค่อยๆ ทยอยเรียนไปทีละอย่าง ย่อมต้องเรียนได้หมดแน่ขอรับ” ในอดีตชาติ ตอนที่เขาเดินสายรับงานแสดง เขาก็ได้เรียนรู้ทักษะสารพัดอย่าง ทักษะการตีจวี๋เขาก็ได้มาจากตอนถ่ายทำซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถัง ส่วนการดีดฉินและการปรุงเครื่องหอม เขาก็ร่ำเรียนมาจากตอนแสดงซีรีส์ยุคราชวงศ์ซ่ง
อันที่จริง เขาก็พอมีวิชายุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง สมัยที่รับบทในภาพยนตร์กำลังภายใน เขาลงทุนไปฝึกฝนวิทยายุทธ์ถึงสำนักบู๊ตึ๊งเลยทีเดียว ทว่าวิชาที่ได้มาก็เป็นเพียงวิชาพื้นฐาน ประกอบกับกาลเวลาล่วงเลยมาเนิ่นนาน เขาจึงหลงลืมไปเสียเกือบหมดแล้ว
“เรียนสรรพวิชามากมายปานนี้ ร่างกายเจ้าจะเหนื่อยล้าเอานะ เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากจะเรียนจริงๆ” หลี่อี๋เหนียงไม่อาจทนเห็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนต้องตรากตรำลำบากได้ นางมีทรัพย์สินเงินทองมากมายก่ายกอง เหตุใดต้องให้บุตรชายไปทนลำบากด้วยเล่า
“อี๋เหนียงขอรับ ข้าอยากเรียน และข้าจะต้องเรียนให้แตกฉานด้วย” หากเขาเกิดมาเป็นเพียงเด็กชาวนาต้อยต่ำ การมุ่งมั่นร่ำเรียนตำราเพียงอย่างเดียวย่อมเพียงพอแล้ว ทว่าเขาหาใช่เด็กชาวนาไม่ เขาคือทายาทของตระกูลขุนนางชนชั้นสูง นอกจากการศึกษาเล่าเรียนแล้ว เขายังต้องมีศิลปะวิทยาแขนงอื่นติดตัวไว้ด้วย เพื่อกรุยทางให้ตนเองสามารถผงาดขึ้นในเมืองเสียนจิงได้อย่างสง่างาม
“ในเมื่อเจ้ามุ่งมั่นถึงเพียงนี้ อี๋เหนียงก็จะสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มที่” หลี่อี๋เหนียงบีบแก้มอวบอูมของบุตรชายพลางเอ่ย “อีกสองวัน เว่ยอี้ซงจะต้องไปสอบระดับมณฑล ศึกษาเรือนหน้าคงจะหยุดสอนชั่วคราว ถึงตอนนั้นข้าจะพาเจ้าไปพักผ่อนหย่อนใจที่จวงจื่อสักสองสามวัน ดีหรือไม่”
“เอ๋... พี่สามไปสอบระดับมณฑล พวกเราก็ไม่ต้องไปเรียนที่ศึกษาหรือขอรับ”
“ธรรมเนียมปฏิบัติแต่ก่อนก็เป็นเช่นนี้ ปีนี้ก็คงไม่ต่างกันหรอก”
“เช่นนั้นข้าจะไปจวงจื่อขอรับ!” ตั้งแต่เขาทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบนี้ นอกจากครั้งก่อนที่ออกไปเดินเตร็ดเตร่ในเมืองเสียนจิง และการเดินทางไปเยือนอารามอวิ๋นชิงแล้ว เขาก็อุดอู้อยู่แต่ในจวน ไม่เคยได้ก้าวเท้าออกไปเปิดหูเปิดตาที่ใดอีกเลย
“ตกลง อี๋เหนียงจะพาเจ้าไปเที่ยวเล่นให้เบิกบานใจไปเลย” หลี่อี๋เหนียงเองก็รู้สึกว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะพาบุตรชายออกไปเปิดหูเปิดตาภายนอกบ้าง ขืนอุดอู้อยู่แต่ในห้องตำรา มีหวังได้กลายเป็นหนอนหนังสือโง่งมกันพอดี
เว่ยอวิ๋นโจวพลันหวนนึกถึงเหตุการณ์ระหว่างทางไปอารามอวิ๋นชิงคราวก่อน เขาพบเห็นกลุ่มผู้อพยพเร่ร่อน และเมื่อกลับเข้าสู่เขตเมืองเสียนจิง เขาก็ยังพบเห็นขอทานอยู่ประปราย
เมื่อหลี่อี๋เหนียงเห็นบุตรชายจู่ๆ ก็ขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้ากลมป้อมฉายแววเคร่งเครียดจริงจัง หัวใจของนางก็พลันกระตุกวูบ รีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ยอดดวงใจของข้า เป็นอันใดไป หรือว่าร่างกายไม่สบายตรงไหน”
เว่ยอวิ๋นโจวหลุดออกจากภวังค์ เมื่อเห็นสายตาห่วงใยของหลี่อี๋เหนียง เขาก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะแย้มยิ้มเพื่อปลอบประโลมนาง
“อี๋เหนียง ข้าสบายดีขอรับ ข้าเพียงแค่กำลังครุ่นคิดอันใดเพลินๆ ไปหน่อย”