- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 35: ความมุ่งร้ายของเว่ยอี้ป๋อ
(✓) EP 35: ความมุ่งร้ายของเว่ยอี้ป๋อ
(✓) EP 35: ความมุ่งร้ายของเว่ยอี้ป๋อ
(✓) EP 35: ความมุ่งร้ายของเว่ยอี้ป๋อ
เว่ยอี้ป๋อประหลาดใจยิ่งนัก ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เว่ยอี้หนิงสนิทสนมกับเว่ยอวิ๋นโจวถึงเพียงนี้
หรือว่าจะเป็นตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน ที่เว่ยอี้หนิงติดตามเว่ยอวิ๋นโจวและมารดาไปเยือนอารามอวิ๋นชิง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นกระมัง
เมื่อก่อนเว่ยอี้หนิงไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองเว่ยอวิ๋นโจว ไฉนยามนี้จึงได้ดูสนิทสนมกันนัก
ไม่นึกเลยว่าเว่ยอวิ๋นโจว เจ้าคนไร้ค่าผู้นี้ จะมีปัญญาประจบประแจงเว่ยอี้หนิงได้
การที่เว่ยอี้หนิงหันไปแสดงความห่วงใยเว่ยอวิ๋นโจว ทำให้เว่ยอี้ป๋อบังเกิดความหวาดระแวงขึ้นในใจ
เขาผุดลุกขึ้น ก้าวอาดๆ ไปหยุดยืนเคียงข้างเว่ยอี้หนิง ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเคลือบแคลง “น้องหก ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เจ้าห่วงใยน้องแปดถึงเพียงนี้”
เว่ยอวิ๋นโจวลอบสังเกตเห็นแววตารังเกียจที่พาดผ่านดวงตาของเว่ยอี้หนิงชั่วขณะ เป็นดั่งที่คาดการณ์ไว้ เว่ยอี้หนิงชิงชังเว่ยอี้ป๋อเป็นที่สุด ดูท่าในอดีตชาติ เว่ยอี้ป๋อคงกระทำการทรยศหักหลังเว่ยอี้หนิงเป็นแน่
เว่ยอี้หนิงขยับกายออกห่างจากเว่ยอี้ป๋ออย่างแนบเนียน ทว่าสีหน้ายังคงเรียบเฉย ไร้ร่องรอยแห่งอารมณ์ใดๆ
“น้องแปดเพิ่งเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาเรือนหน้าเป็นวันแรก ในฐานะพี่ชาย การไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบย่อมเป็นเรื่องสมควรทำมิใช่หรือ”
เว่ยอี้ป๋อได้ยินคำแก้ตัวอันหลอกลวงของเว่ยอี้หนิง ก็แทบจะกลั้นอาการกลอกตาไว้ไม่อยู่
“น้องหกกล่าวได้ถูกต้องยิ่ง ในฐานะพี่ชาย พวกเราย่อมต้องคอยดูแลเอาใจใส่น้องแปดเป็นธรรมดา” ตอนที่น้องเจ็ดเข้ามาศึกษาใหม่ๆ ไม่เห็นเจ้าจะแสดงความห่วงใยเช่นนี้เลยนี่นา
เว่ยอี้หนิงคร้านจะต่อกรกับเว่ยอี้ป๋อ จึงหันไปส่งยิ้มอ่อนโยนให้เว่ยอวิ๋นโจว “น้องแปด วันแรกของการศึกษา เหน็ดเหนื่อยหรือไม่ คุ้นชินกับสถานที่หรือยัง”
เว่ยอวิ๋นโจวสัมผัสได้ถึงสายตาอันมุ่งร้ายของเว่ยอี้ป๋อที่จดจ้องมา ในใจก็ลอบเดาะลิ้น 'จุ๊ๆ... เว่ยอี้หนิงเพียงแค่เอ่ยถามไถ่ข้าเล็กน้อย เว่ยอี้ป๋อก็แสดงความไม่พอใจเสียแล้ว นี่เขากลัวว่าข้าจะแย่งชิงความสนใจของเว่ยอี้หนิงไปงั้นหรือ'
“ขอบพระคุณพี่หกที่ห่วงใย ข้ามิได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และไม่มีสิ่งใดที่ไม่คุ้นชินเลยขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวแย้มยิ้มซื่อ “ข้าตั้งตารอที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนมาเนิ่นนานแล้ว”
“น้องแปด” เว่ยอี้ป๋อเอ่ยแทรกขึ้นมาตัดหน้าเว่ยอี้หนิง “ในหมู่พี่น้องทั้งหลาย มีเพียงเจ้าผู้เดียวที่ต้องให้อาจารย์เมิ่งสั่งสอนตำราอักษรพันคำ”
“หา... พี่ห้าและพี่หกมิได้ร่ำเรียนตำราอักษรพันคำหรอกหรือขอรับ” ตำราอักษรพันคำมิใช่ตำราเบื้องต้นสำหรับเด็กน้อยในราชวงศ์ต้าฉีหรอกหรือ เหตุใดเว่ยอี้ป๋อและคนอื่นๆ จึงไม่เล่าเรียนกัน
เว่ยอี้ป๋อได้ฟังคำถามซื่อบื้อของเว่ยอวิ๋นโจว ก็หลุดเสียงหัวเราะเยาะออกมา “ฮ่าฮ่าฮ่า...”
เว่ยอวิ๋นโจวมิเข้าใจว่าเหตุใดเว่ยอี้ป๋อจึงต้องกล่าวเช่นนั้น ทว่าเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะ เขาก็พลันกระจ่างใจในเจตนา ทว่าเขาก็ยังคงแสร้งทำหน้างุนงง ไร้เดียงสา
“พี่หก พี่ห้าขำขันเรื่องอันใดหรือขอรับ”
เว่ยอี้หนิงลำบากใจที่จะอธิบายให้เว่ยอวิ๋นโจวฟังว่า พวกตนล้วนแตกฉานในตำราอักษรพันคำก่อนจะก้าวเข้าสู่สำนักศึกษาแล้ว จึงมิมีความจำเป็นต้องให้อาจารย์เมิ่งพร่ำสอนซ้ำอีก
“เขากำลังหัวเราะเยาะความเขลาของเจ้าอยู่อย่างไรเล่า” เว่ยอี้หยางเอ่ยโพล่งขึ้นมา “พวกเราล้วนศึกษาตำราอักษรพันคำจนทะลุปรุโปร่งก่อนจะเข้ามาที่นี่ มีเพียงเจ้าที่ยังต้องพึ่งพาอาจารย์เมิ่งให้คอยชี้แนะ”
เว่ยอี้หยางชิงชังเว่ยจือหลานยิ่งนัก เมื่อไม่กี่วันก่อน นางได้รับการยกย่องให้เป็นบุตรีสายตรงของมารดาเขา ซึ่งสร้างความขัดเคืองใจให้เขาเป็นอย่างมาก หากการเลื่อนฐานะของนางมิได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ใดๆ เขาย่อมไม่มีวันเห็นดีเห็นงามด้วยเป็นแน่
เขาชิงชังนางมาแต่ไหนแต่ไร สตรีที่เกิดจากอนุภรรยา ทว่ากลับมักใหญ่ใฝ่สูงปรารถนาจะเป็นบุตรีสายตรง เพื่อเอาอกเอาใจมารดาของเขา ถึงขั้นกล้าตัดรอนสายเลือดมารดาผู้ให้กำเนิดและน้องชายร่วมอุทร ช่างเป็นสตรีที่น่ารังเกียจและน่าขยะแขยงเสียนี่กระไร
ความชิงชังที่มีต่อเว่ยจือหลาน ลุกลามไปถึงเว่ยอวิ๋นโจวด้วย
“พวกพี่ๆ มิเคยให้อาจารย์เมิ่งสอนตำราอักษรพันคำเลยหรือขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวแสร้งทำตาโตด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยชื่นชมด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “พวกพี่ๆ ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
ถ้อยคำของเขาทำให้เว่ยอี้ป๋อระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น ส่วนเว่ยอี้หยางกลับชักสีหน้ารังเกียจ
เว่ยอี้หนิงเอื้อมมือไปตบไหล่เว่ยอวิ๋นโจวเบาๆ เอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เจ้ายังมิเคยร่ำเรียนมาก่อน การให้อาจารย์เมิ่งชี้แนะย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”
“น้องแปด หากมีสิ่งใดที่เจ้าไม่เข้าใจ ก็มาสอบถามพวกเราได้นะ พวกเรายินดีชี้แนะเจ้าเสมอ” แม้ปากจะกล่าวถ้อยคำหวังดี ทว่าน้ำเสียงของเว่ยอี้ป๋อกลับแฝงไว้ด้วยการประชดประชันอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบพระคุณพี่ห้าขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวแสร้งทำทีเป็นซาบซึ้งใจ “ข้าได้ยินมาว่าพี่ห้ามีสติปัญญาเป็นเลิศ หากวันหน้ามีบทเรียนใดที่ข้าไม่เข้าใจ ข้าจะมาขอรับคำชี้แนะจากท่านนะขอรับ”
เว่ยอี้ป๋อได้ยินคำยกยอก็ยืดอกด้วยความลำพองใจ “ตาแหลมคมนัก”
ส่วนเว่ยอี้หยางกลับชักสีหน้าบึ้งตึง
“พี่ห้า เมื่อวานอาจารย์สั่งให้ท่านท่องจำตำราต้าเสวีย ท่านยังท่องมิได้เลย ไฉนจึงกล้าอวดอ้างว่าตนมีสติปัญญาเป็นเลิศเล่า”
ในสำนักศึกษาแห่งนี้ คู่แข่งที่เว่ยอี้หยางเกรงกลัวหาใช่เว่ยอี้หนิงหรือเว่ยอี้ซงไม่ ทว่าคือเว่ยอี้ป๋อต่างหาก
เว่ยอี้ป๋อมีหัวก้าวหน้าและเฉลียวฉลาด ทุกคราที่อาจารย์เมิ่งถ่ายทอดบทเรียนใหม่ เขามักจะทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วเสมอ การจดจำตำราของเขาก็แม่นยำยิ่งนัก เว่ยอี้หยางมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเว่ยอี้ป๋อมีพัฒนาการที่เหนือกว่าตน จึงมองว่าเขาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ
เว่ยอี้หยางประจักษ์ดีว่า หากเว่ยอี้ป๋อทุ่มเทสมาธิให้กับการศึกษาอย่างแท้จริง เขาคงไม่อาจทัดเทียมได้ ทว่าโชคยังดีที่เว่ยอี้ป๋อมีนิสัยวอกแวก ขาดความอดทนในการร่ำเรียนกระนั้นก็ดี เขาก็มักจะมีผลการเรียนที่ล้ำหน้าเว่ยอี้หยางอยู่เนืองๆ
“น้องเจ็ด ข้ายังท่องมิได้ แล้วเจ้าท่องได้แล้วหรือไร” เว่ยอี้หยางคอยจ้องจับผิดเว่ยอี้ป๋อ เว่ยอี้ป๋อเองก็ไม่เคยลงรอยกับเว่ยอี้หยางเช่นกัน “เจ้าคอยดูเถิด บ่ายนี้ข้าจะท่องให้เจ้าดู ทว่าเจ้าเล่า จะท่องได้หรือไม่”
เว่ยอี้หยางถูกเว่ยอี้ป๋อเยาะเย้ยอย่างซึ่งหน้า ใบหน้าก็พลันคล้ำทะมึน เขาถลึงตาใส่เว่ยอี้ป๋อ แค่นเสียงเย็น “ข้าท่องได้ตั้งนานแล้ว”
“เช่นนั้นหรือ ประเดี๋ยวข้าจะกราบเรียนอาจารย์เมิ่งว่าเจ้าท่องตำราต้าเสวียได้แล้ว” เว่ยอี้ป๋อกอดอก แย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย “เจ้ายังมิเคยร่ำเรียนตำราต้าเสวีย ทว่ากลับท่องได้คล่องแคล่ว หากอาจารย์เมิ่งทราบ ย่อมต้องปลาบปลื้มเป็นแน่”