- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 22: บุตรชายผู้ซ่อนคมปัญญา
(✓) EP 22: บุตรชายผู้ซ่อนคมปัญญา
(✓) EP 22: บุตรชายผู้ซ่อนคมปัญญา
(✓) EP 22: บุตรชายผู้ซ่อนคมปัญญา
ณ เรือนชุ่ยจู๋ เว่ยอวิ๋นโจวรับฟังหลี่อี๋เหนียงเล่าเรื่องเว่ยจือหลานได้เป็นบุตรสาวของฮูหยินกั๋วกงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป
หลี่อี๋เหนียงยื่นมือไปโอบกอดบุตรชายไว้แนบอก ปลายจมูกแดงระเรื่อ น้ำเสียงสั่นสะท้าน “นับแต่นี้ไป อี๋เหนียงจะมีเจ้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวแล้วนะ!”
เว่ยอวิ๋นโจวยังคงจมอยู่ในความตกตะลึง ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงสะอื้นไห้ของมารดา เขาก็รีบสวมกอดนางตอบอย่างแนบแน่น
“อี๋เหนียงวางใจเถิด ข้าจะดูแลปรนนิบัติท่านเป็นอย่างดี จะทำให้ท่านได้เป็นมารดาของขุนนางใหญ่ให้จงได้ขอรับ”
หลี่อี๋เหนียงมิได้กล่าววาจาใด นางตระกองกอดเว่ยอวิ๋นโจวเนิ่นนานก่อนจะผละออก
เมื่อเห็นดวงตาของมารดาแดงก่ำ ใบหน้าอาบไล้ด้วยหยาดน้ำตา เว่ยอวิ๋นโจวก็ยกมือป้อมๆ ขึ้นเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน
“อี๋เหนียงอย่าร้องไห้เลยนะขอรับ ท่านยังมีข้าอยู่ทั้งคน”
“อี๋เหนียงมิได้ร้องไห้เพราะเสียใจ แต่ร้องไห้เพราะความยินดีต่างหาก” แม้ริมฝีปากจะเอื้อนเอ่ยเช่นนั้น ทว่านัยน์ตาที่บวมช้ำกลับไร้ซึ่งแววแห่งความปีติ
“อี๋เหนียง ท่านทำเพื่อข้า จึงยอมสละเว่ยจือหลานให้แก่ฮูหยินกั๋วกงใช่หรือไม่ขอรับ” เขาเลือกใช้คำว่าสละ แทนคำว่ายกให้ เพื่อมิให้ฟังดูคล้ายการขายบุตรสาวเพื่อแลกยศศักดิ์
“อี๋เหนียงมิได้สละนางให้ฮูหยินกั๋วกง แต่เป็นการเติมเต็มความปรารถนาของเว่ยจือหลานต่างหาก” หลี่อี๋เหนียงยกมือปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ
นางเค้นเสียงหัวเราะขื่น “นางปรารถนาจะเป็นบุตรสาวของฮูหยินกั๋วกงนัก ข้าก็เพียงบันดาลให้นางสมหวัง ถือเสียว่าตอบแทนที่นางเคยเรียกข้าว่ามารดามาหลายปี”
“อี๋เหนียง ท่านเพิ่งไปหาท่านพ่อมา เพื่อการนี้โดยเฉพาะใช่หรือไม่ขอรับ” บิดาผู้เย็นชาของเขายอมรับปากได้อย่างไรกัน
หากหลี่อี๋เหนียงเป็นผู้เบิกทาง อนุภรรยาคนอื่นๆ ก็คงอยากส่งบุตรสาวให้เรือนหลักเพื่อยกฐานะเป็นแน่แท้ หากเป็นเช่นนั้นจะทำอย่างไร
“ใช่แล้ว บิดาเจ้าตกลงรับปาก เว่ยจือหลานกลายเป็นบุตรสาวของเรือนหลักโดยสมบูรณ์ ตัดขาดสายใยกับพวกเราแม่ลูกแล้ว”
หลี่อี๋เหนียงแสร้งทำหน้าน่าสงสาร “นับแต่นี้ไป คงมีเพียงเราสองแม่ลูกต้องพึ่งพาอาศัยกันแล้ว”
“ท่านพ่อรับปากโดยง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือขอรับ” หลี่อี๋เหนียงคงต้องสูญเสียทรัพย์สินไปมหาศาล เพื่อแลกกับการตัดสินใจของบิดาเป็นแน่
หลี่อี๋เหนียงจ้องมองบุตรชายด้วยความลังเลใจ ชั่งใจอยู่ว่าควรจะเอ่ยความจริงให้เขารับรู้ดีหรือไม่
เพราะนางรู้ดีว่าลึกๆ แล้วบุตรชายยังคงมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อผู้เป็นบิดาอยู่มาก
เมื่อเห็นความลังเลบนใบหน้ามารดา เว่ยอวิ๋นโจวก็คิดว่าตนเดาถูก ความรู้สึกเสียดายทรัพย์สินแทนมารดาก็ตีตื้นขึ้นมาในอก
หลี่อี๋เหนียงเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของบุตรชายก็อดรนทนไม่ไหว นางยื่นมือไปบีบพวงแก้มยุ้ยๆ พลางแย้มยิ้ม “เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้นเล่า”
“อี๋เหนียง เพื่อให้ท่านพ่อยอมรับปาก ท่านต้องสูญเงินทองไปเท่าใดกันขอรับ” หากต้องสูญเสียเงินนับหมื่นหรือแสนตำลึงเพียงเพื่อเว่ยจือหลาน มันช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
หลี่อี๋เหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะพรูใหญ่ออกมา ฮ่าฮ่าฮ่า...
“ยอดดวงใจของข้า เจ้าคิดว่าอี๋เหนียงใช้เงินทองหว่านล้อมบิดาเจ้างั้นหรือ”
เว่ยอวิ๋นโจวพยักหน้าอย่างซื่อตรง “อืม ท่านต้องซื้อภาพวาดราคาแพงลิบลิ่วไปมอบให้ท่านพ่ออีกเป็นแน่”
แม้เขาจะไม่รู้ว่าตำราหรือภาพวาดโบราณที่มารดาซื้อหามามีมูลค่าเท่าใด แต่ย่อมมิใช่ของราคาถูกเป็นแน่ เขาเดาว่าแต่ละชิ้นคงมีราคาเริ่มต้นที่หลักหมื่นตำลึง
“อี๋เหนียง ช่างไม่คุ้มค่าเลยที่ต้องทุ่มเงินทองมหาศาลเพื่อเว่ยจือหลาน นางไม่คู่ควรหรอกขอรับ” บิดาผู้เยือกเย็นก็ไม่คู่ควรเช่นกัน
“นางไม่คู่ควร แต่เจ้าต่างหากที่คู่ควร ยอดดวงใจของข้า”
เว่ยอวิ๋นโจวเบิกตากว้าง ร้องเสียงหลง “อี๋เหนียง ท่านซื้อภาพวาดราคาแพงให้ท่านพ่ออีกแล้วจริงๆ หรือขอรับ!”
ปฏิกิริยาของบุตรชายช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก หลี่อี๋เหนียงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่น ฮ่าฮ่าฮ่า...
เมื่อเห็นมารดาหัวเราะจนตัวงอ เว่ยอวิ๋นโจวก็รู้ตัวว่าตนเดาผิด เขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“อวิ๋นโจว เจ้าไม่อยากให้อี๋เหนียงซื้อภาพวาดราคาแพงให้บิดาเจ้างั้นหรือ”
เว่ยอวิ๋นโจวพยักหน้าตอบอย่างจริงใจ “ไม่อยากขอรับ”
“เพราะเหตุใดเล่า” หลี่อี๋เหนียงเคยคิดว่าบุตรชายเลื่อมใสในตัวกั๋วกง ทว่ายามนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว
“อี๋เหนียง ท่านหาเงินมาด้วยความยากลำบาก อย่าได้นำของมีค่าเช่นนั้นไปมอบให้ท่านพ่อบ่อยๆ เลยขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวห่วงใยว่ามารดาจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายจนเกินไป
หลี่อี๋เหนียงสดับฟังคำของบุตรชาย หัวใจก็พลันอุ่นซ่าน ความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุตรสาวมลายหายไปจนสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความซาบซึ้งใจ
“ครั้งนี้อี๋เหนียงมิได้ใช้ภาพวาดล้ำค่าไปแลกเปลี่ยน แต่ใช้วาจาหว่านล้อม ชี้ให้เห็นถึงผลดีผลเสียต่างหากเล่า”
เว่ยอวิ๋นโจวเอียงคอถามด้วยความฉงน “ท่านกล่าวสิ่งใดหรือขอรับ”
หลี่อี๋เหนียงประจักษ์แล้วว่าบุตรชายหาได้เลื่อมใสในตัวกั๋วกงอย่างที่คิด นางจึงกล้าเปิดเผยความจริง
แม้อาจจะเร็วไปสักนิดสำหรับเด็กวัยนี้ ทว่าการให้เขารับรู้อุปนิสัยของบิดาแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าปล่อยให้เขาค้นพบความจริงในภายหลังแล้วต้องเจ็บปวด
“การให้เว่ยจือหลานไปเป็นบุตรสาวของฮูหยินกั๋วกง ย่อมสร้างมูลค่าได้มากกว่าการเป็นเพียงบุตรีของอนุภรรยาเช่นข้า...”
นางเล่าบทสนทนาที่ใช้หว่านล้อมเว่ยกั๋วกงให้บุตรชายฟังอย่างคร่าวๆ เว่ยอวิ๋นโจวรับฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย “อี๋เหนียง ท่านช่างปราดเปรื่องยิ่งนักขอรับ”
มารดาของเขาช่างมีวาทศิลป์เป็นเลิศ สามารถโน้มน้าวบิดาผู้เย่อหยิ่งให้คล้อยตามได้อย่างแนบเนียน
ปฏิกิริยาของบุตรชายผิดจากที่หลี่อี๋เหนียงคาดคิด นางนึกว่าเขาจะเศร้าโศก ทว่าเขากลับจ้องมองนางด้วยความชื่นชม ทำเอานางรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก
“ปากหวานนักนะเจ้า”
“ข้าพูดความจริงนะขอรับ อี๋เหนียงเก่งกาจมาก” มิใช่ทุกคนจะสามารถหว่านล้อมบิดาให้ยอมตกลงได้ โดยเฉพาะบิดาที่ยึดติดในกฎเกณฑ์และเส้นแบ่งระหว่างสายตรงกับสายรอง
“ฟังอี๋เหนียงเล่าเรื่องนี้จบ เจ้าไม่รู้สึกเศร้าใจบ้างหรือ ที่บิดาเป็นคนเช่นนี้”
“เศร้าใจทำไมหรือขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวทำหน้างุนงง
“เจ้าไม่คิดว่าบิดาเจ้าช่างเย็นชาและไร้หัวใจบ้างหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เว่ยอวิ๋นโจวก็เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของมารดาทันที
“อี๋เหนียง ท่านพ่อก็เป็นคนเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วมิใช่หรือขอรับ” เจ้าเด็กอ้วนคนก่อนก็มิได้ชื่นชมกั๋วกง ซ้ำยังหวาดกลัวเขาด้วยซ้ำ
คำพูดของเขาทำเอาหลี่อี๋เหนียงชะงักงัน ผิดคาดจากที่นางวาดหวังไว้ นางเคยหลงคิดว่าบุตรชายเลื่อมใสบิดาจากใจจริง ทว่ายามนี้กลับตระหนักได้ว่า เขาก็เพียงแค่สวมหน้ากากเสแสร้งไม่ต่างจากนาง สมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนางแท้ๆ!
“อี๋เหนียง แม้ข้าจะยังเป็นเพียงเด็ก ทว่าข้าก็รับรู้ได้นะขอรับ ว่าท่านพ่อรักข้าจากใจจริงหรือไม่”
เด็กอ้วนคนก่อนแม้จะดูโง่งม ทว่าจิตใจกลับละเอียดอ่อนและบอบบาง เขาล่วงรู้มาเนิ่นนานแล้วว่าเว่ยกั๋วกงหาได้รักใคร่ในตัวเขาไม่
วาจาของบุตรชายกรีดแทงหัวใจหลี่อี๋เหนียงให้เจ็บปวดยิ่งนัก
“มีเพียงอี๋เหนียงที่รักข้าจากใจจริง ข้ามีเพียงความรักของท่านก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องการความรักจากท่านพ่อหรอกขอรับ”
ชาติก่อนเขาเคยสวมบทบาทเป็นผู้สูงศักดิ์ จึงเข้าใจดีถึงการใช้บุตรหลานเป็นเบี้ยหมากเพื่อรักษาเกียรติยศและอำนาจของตระกูล เว่ยกั๋วกงเองก็ยอมรับอนุภรรยาจากตระกูลพ่อค้าเพื่อพยุงฐานะอันหรูหราของจวนมิใช่หรือ
“อวิ๋นโจว เจ้า...” ช่วงนี้หลี่อี๋เหนียงสัมผัสได้ว่าบุตรชายเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เมื่อก่อนเขาใส่ใจเพียงของอร่อย ทว่าตั้งแต่ฟื้นจากไข้หนัก เขากลับฉายแววความปราดเปรื่องออกมาให้เห็น
“เหตุใดเมื่อก่อนเจ้าไม่เคยบอกอี๋เหนียงเลยเล่า” หลี่อี๋เหนียงโทษตนเองที่ละเลยบุตรชาย จนมองไม่เห็นความเฉลียวฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันไร้เดียงสา
“อี๋เหนียง ข้าเกลียดจวนกั๋วกง ผู้คนในจวนนี้ล้วนเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย รอให้ข้าได้เป็นขุนนางใหญ่เมื่อใด เราจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นกันนะขอรับ”
บางทีอาจเป็นเพราะต้องเผชิญกับผู้คนที่เต็มไปด้วยความริษยา เด็กอ้วนคนก่อนจึงชิงชังจวนแห่งนี้นัก เขาปรารถนาจะไปเยือนตระกูลหลี่ที่เจียงหนานตามคำบอกเล่าของมารดามาโดยตลอด
คำกล่าวของบุตรชายประดุจคมมีดทิ่มแทงหัวใจหลี่อี๋เหนียง เป็นความผิดของนางเองที่ไม่รอบคอบ ปล่อยให้บ่าวไพร่รังแกเขาจนต้องทนรับความขมขื่นเพียงลำพัง
หลี่อี๋เหนียงโผเข้ากอดเว่ยอวิ๋นโจวแน่น ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
เว่ยอวิ๋นโจวมิได้เอ่ยถ้อยคำใด ทำเพียงตบหลังมารดาเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
หลี่อี๋เหนียงสะอื้นไห้พักใหญ่จึงค่อยๆ สงบลง “ตกลง รอให้เจ้าได้เป็นขุนนางใหญ่ เราจะย้ายออกจากจวนแห่งนี้”
นางเองก็รังเกียจความโสมมของการแก่งแย่งชิงดีในจวนกั๋วกง ทว่าเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลหลี่ นางจึงจำต้องก้าวเข้ามาเป็นอนุภรรยา และฝืนทนประจบสอพลอเว่ยกั๋วกงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้