- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 11: เว่ยกั๋วกงตกตะลึงระลอกแล้วระลอกเล่า
(✓) EP 11: เว่ยกั๋วกงตกตะลึงระลอกแล้วระลอกเล่า
(✓) EP 11: เว่ยกั๋วกงตกตะลึงระลอกแล้วระลอกเล่า
(✓) EP 11: เว่ยกั๋วกงตกตะลึงระลอกแล้วระลอกเล่า
เว่ยกั๋วกงต้องการทดสอบว่าเว่ยอวิ๋นโจวเพียงแค่จดจำตัวอักษรในบทแรกได้หรือไม่
หากนำตัวอักษรเหล่านี้ไปปะปนในที่อื่น บุตรชายคนเล็กของเขาจะยังจำได้อยู่หรือไม่
“อวิ๋นโจว ตัวอักษรนี้อ่านว่าอย่างไร” เว่ยกั๋วกงพลิกตำราขงจื๊อบทที่สอง สุ่มชี้ตัวอักษรให้บุตรชายดู
เว่ยอวิ๋นโจวตอบกลับทันควัน “ท่านพ่อ ตัวนี้อ่านว่าเต๋า อี๋เหนียงเคยสอนข้าแล้วขอรับ”
เว่ยกั๋วกงสุ่มชี้อีกหลายตัวอักษร เว่ยอวิ๋นโจวพลาดไปเพียงตัวเดียวเท่านั้น เพราะหลี่อี๋เหนียงยังไม่เคยสอน
ครานี้เว่ยกั๋วกงมั่นใจแล้วว่า บุตรชายคนเล็กของเขาเรียนรู้และจดจำตัวอักษรทั้งหมดในบทแรกได้อย่างแท้จริง
ฮ่าฮ่าฮ่า... เว่ยกั๋วกงอุ้มบุตรชายคนเล็กขึ้นสูง หมุนตัวไปรอบๆ อย่างเบิกบานใจ
เว่ยอวิ๋นโจวประสานรอยยิ้มรับ ทั้งยังรบเร้าให้เว่ยกั๋วกงอุ้มเขาให้สูงขึ้นไปอีก
หลี่อี๋เหนียงยืนอยู่ด้านข้าง ทอดสายตามองสองพ่อลูกหยอกล้อกันด้วยแววตาอ่อนโยน
บุตรชายคนเล็กมีน้ำหนักตัวมากเกินไป เว่ยกั๋วกงอุ้มได้เพียงครู่เดียวก็หมดแรง ต้องเปลี่ยนให้เว่ยอวิ๋นโจวมานั่งบนตักแทน
“มาเถิดอวิ๋นโจว บิดาจะสอนเจ้าอ่านหนังสือเอง”
เว่ยอวิ๋นโจวช้อนดวงตาเป็นประกายจดจ้องเว่ยกั๋วกง เอ่ยด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข “ดีเลยขอรับ ขอบคุณท่านพ่อ”
“นายท่าน ถึงเวลาอาหารค่ำแล้วเจ้าค่ะ รอให้ทานเสร็จ ท่านค่อยสอนอวิ๋นโจวก็ยังไม่สายนะเจ้าคะ” หลี่อี๋เหนียงเห็นเว่ยกั๋วกงอารมณ์ดีก็วางใจ
“ทานอาหารค่ำก่อน” เว่ยกั๋วกงบีบพวงแก้มยุ้ยของบุตรชายเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรักใคร่ “ทานเสร็จแล้ว บิดาจะสอนเจ้าอ่านหนังสือ”
เว่ยอวิ๋นโจวพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ได้ขอรับ ข้าเชื่อฟังท่านพ่อ”
“ไปเถิด ไปทานอาหารกัน” เว่ยกั๋วกงจูงมือบุตรชายคนเล็กเดินไปยังห้องอาหาร ระหว่างทางยังให้อวิ๋นโจวท่องบทแรกให้ฟังอีกรอบ
เว่ยอวิ๋นโจวมือหนึ่งจูงเว่ยกั๋วกง อีกมือจูงหลี่อี๋เหนียง เปล่งเสียงท่องบทแรกของตำราขงจื๊อดังกังวาน
เว่ยกั๋วกงสดับฟังเสียงท่องตำราของบุตรชาย พลางเอ่ยกับหลี่อี๋เหนียงราวกับรำพึง “ความจำของอวิ๋นโจวช่างเป็นเลิศนัก”
“นายท่าน ข้าสอนอวิ๋นโจวอ่านอักษร เพียงสอนรอบสองรอบ เขาก็เรียนรู้และจดจำได้ทันทีเจ้าค่ะ” หลี่อี๋เหนียงสงสัยว่าบุตรชายจะมีความทรงจำที่เป็นเลิศ
“ตำราขงจื๊อบทแรก ข้าอ่านให้เขาฟังจนจบเพียงสองรอบ เขาก็จดจำได้ และสามารถท่องออกมาได้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว”
เว่ยกั๋วกงสดับฟัง ใบหน้าปรากฏแววตกตะลึงระคนเหลือเชื่อ “เป็นความจริงหรือ”
“นายท่าน หากท่านไม่เชื่อ ประเดี๋ยวตอนท่านสอนอวิ๋นโจวอ่านหนังสือ ท่านก็จะทราบเองเจ้าค่ะ”
“ได้ ประเดี๋ยวข้าจะลองทดสอบดู” เว่ยกั๋วกงตัดสินใจจะทดสอบดูว่า บุตรชายคนเล็กมีความสามารถจดจำทุกสิ่งที่ผ่านตาได้จริงหรือไม่
เว่ยอวิ๋นโจวมีความสามารถจดจำแม่นยำจริงแท้ นี่คือทักษะที่เขาฝึกฝนมาจากการท่องบทละคร ชาติก่อนตอนเรียนการแสดง เขาฝึกฝนตนเองอย่างหนัก
เพื่อให้จดจำบทสนทนาที่ยาวและซับซ้อนได้ เขาฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนขึ้นใจ
ความสามารถในการจดจำและถ่ายทอดบทละครของเขาโด่งดังในวงการ เขามิเพียงจำบทของตนเองได้ แต่ยังจำบทของคู่แสดงได้ด้วย
หากอีกฝ่ายลืมบทหรือพูดผิด เขาก็สามารถเตือนได้ทันที
ตำราขงจื๊อบทแรกมีความยาวไม่มาก จำนวนอักษรไม่เยอะ ยิ่งไปกว่านั้นชาติก่อนเขาก็เคยเรียนบทนี้มาแล้ว
การได้ยินอี๋เหนียงอ่านเพียงหนึ่งหรือสองรอบ แล้วสามารถจดจำได้อย่างแม่นยำ จึงหาใช่เรื่องแปลกอันใด
ระหว่างมื้ออาหาร เว่ยอวิ๋นโจวจงใจเอ่ยถามความหมายของตำราขงจื๊อบทแรก
หลี่อี๋เหนียงมิได้สอนความหมาย เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
เว่ยกั๋วกงได้ยินบุตรชายตั้งคำถาม ก็ตระหนักว่าเขาใฝ่รู้จริงแท้ จึงอธิบายให้บุตรชายฟังอย่างใจเย็น
เขาอธิบายทีละประโยค เกรงว่าบุตรชายจะไม่เข้าใจ จึงเลือกใช้ถ้อยคำที่เรียบง่ายที่สุด
เว่ยอวิ๋นโจวรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ จนลืมแม้กระทั่งคีบอาหารเข้าปาก
หลี่อี๋เหนียงเห็นสองพ่อลูกมัวแต่สนทนาจนลืมทานอาหาร จึงรีบเอ่ยขัดจังหวะ
“หากไม่รีบทาน อาหารจะเย็นชืดหมดนะเจ้าคะ รีบทานเถิด ประเดี๋ยวค่อยสนทนากันต่อ”
“เดี๋ยวบิดาค่อยอธิบายให้เจ้าฟังอย่างละเอียดนะ” เว่ยกั๋วกงมิใช่เพิ่งเคยสอนบุตรอ่านหนังสือ เขาเคยสอนบุตรชายคนโต คนที่สาม และคนที่เจ็ดมาแล้ว
เว่ยอวิ๋นโจวรับคำอย่างว่าง่าย “ขอรับ”
เว่ยกั๋วกงคีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้บุตรชาย “ทานเถิด”
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ”
หลี่อี๋เหนียงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ หันมองเว่ยกั๋วกง “นายท่าน อวิ๋นโจวอยากเรียนเขียนอักษร ข้าไม่มีแบบอักษรดีๆ จึงอยากขอแบบอักษรชั้นยอดจากนายท่านให้เขาเจ้าค่ะ”
“พรุ่งนี้ข้าจะคัดเลือกแบบอักษรที่เหมาะสมแล้วนำมาให้” เว่ยกั๋วกงสะสมแบบอักษรชั้นเลิศไว้มากมาย แต่เขาต้องเลือกที่เหมาะกับบุตรชายคนเล็ก
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ ข้าจะตั้งใจเรียนเขียนอักษร!” ชาติก่อนเขาร่ำเรียนพู่กันจีนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือถือว่าไม่เลว
ฝีมืออักษรของเขาพอมีชื่อเสียงในวงการ ทุกปีมีคนมากมายมาขอให้เขาเขียนอักษรให้ ชื่อละครหรือภาพยนตร์ที่เขาแสดง เขาก็เป็นคนเขียนเอง
“นายท่าน ลายมือของข้าไม่งดงาม รบกวนท่านช่วยสอนอวิ๋นโจวเขียนอักษรด้วยนะเจ้าคะ” ร่างกายของบุตรชายยังไม่หายดี จึงให้เว่ยกั๋วกงสอนไปก่อน
“ท่านพ่อ ท่านช่วยสอนข้าเขียนอักษรได้หรือไม่ขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวจ้องมองเว่ยกั๋วกงด้วยดวงตาเป็นประกาย ปากหวานหยดย้อย
“อี๋เหนียงบอกว่าท่านพ่อเขียนอักษรงดงาม ข้าอยากเขียนอักษรให้งดงามเหมือนท่านพ่อขอรับ”
หลี่อี๋เหนียงไม่เคยเอ่ยชมลายมือเว่ยกั๋วกงให้บุตรชายฟัง เมื่อได้ยินบุตรชายกล่าวเช่นนี้ก็ลอบตกตะลึง ก่อนจะหัวเราะในใจ 'เจ้าเด็กคนนี้ฉลาดนัก รู้จักประจบประแจงแล้ว'
“ได้ พรุ่งนี้บิดาจะสอนเจ้าเขียนอักษรเอง” ลายมือของเว่ยกั๋วกงถือว่าดีทีเดียว แม้จะไม่ถึงขั้นล้ำเลิศ แต่เมื่อเทียบกับกั๋วกงจวนอื่นก็ถือว่าโดดเด่น
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ชามเว่ยกั๋วกง “ท่านพ่อทานเนื้อสิขอรับ”
“ได้ บิดาจะทาน”
หลี่อี๋เหนียงมองภาพพ่อลูกรักใคร่กลมเกลียว ในใจทั้งเปี่ยมสุข ซาบซึ้ง และเจือความปวดใจอยู่ลึกๆ
หลังมื้ออาหาร เว่ยกั๋วกงจูงมือบุตรชายเข้าไปในห้องหนังสือของหลี่อี๋เหนียง เริ่มต้นสอนตำราขงจื๊อบทที่สอง
เป็นดั่งที่หลี่อี๋เหนียงกล่าวไว้ เพียงแค่สอนหนึ่งหรือสองรอบ บุตรชายก็สามารถเรียนรู้อักษรตัวหนึ่งได้อย่างถ่องแท้
เว่ยกั๋วกงสอนตัวอักษรไปได้จำนวนหนึ่ง ก็เริ่มสอนอ่านบทที่สอง เขาอ่านหนึ่งประโยค บุตรชายก็อ่านตามหนึ่งประโยค
เมื่ออ่านจบหนึ่งรอบ เว่ยกั๋วกงก็ให้บุตรชายท่องให้ฟัง บุตรชายท่องตะกุกตะกักอยู่บ้าง ทว่าสามารถท่องออกมาได้ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
เว่ยกั๋วกงสดับฟังจนจบ เบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด