- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 9: ได้เวลาให้นายท่านรับรู้
(✓) EP 9: ได้เวลาให้นายท่านรับรู้
(✓) EP 9: ได้เวลาให้นายท่านรับรู้
(✓) EP 9: ได้เวลาให้นายท่านรับรู้
หลายวันมานี้ หลี่อี๋เหนียงมีเรี่ยวแรงและกำลังใจล้นเหลือ ใบหน้าของนางเปล่งปลั่งและงดงามยิ่งกว่าเดิม
ยามปกตินางมักจะชอบออกไปโอ้อวดเครื่องประดับทองคำและอาภรณ์หรูหราให้ผู้อื่นอิจฉา
ทว่าช่วงนี้ นางทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการสอนบุตรชายอ่านหนังสือ จนไม่มีกะจิตกะใจจะไปอวดรวยกับผู้ใด
นับตั้งแต่ที่นางได้รู้ว่าบุตรชายสามารถจดจำประโยคจากตำราขงจื๊อได้ เพียงแค่ฟังคุณชายเจ็ดท่องผ่านๆ
นางก็ตระหนักได้ทันทีว่าบุตรชายของนางมีพรสวรรค์ด้านการเรียนรู้ ทั้งยังปราดเปรื่องกว่าที่นางคิดไว้มาก
เมื่อนางสอนให้อ่านหนังสือ เพียงแค่ออกเสียงให้ฟังหนึ่งหรือสองครั้ง เขาก็สามารถจดจำได้ทันที
ผ่านไปสองสามวัน หรือแม้กระทั่งหลายวัน เขาก็ยังคงจดจำตัวอักษรเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ
หลี่อี๋เหนียงใช้ตำราขงจื๊อเป็นแบบเรียน นางสอนเขาอ่านทีละตัวอักษร โดยมิได้สอนเรื่องการตัดคำหรือความหมาย
ทว่าบุตรชายกลับสามารถจดจำเสียงอ่านของนางได้อย่างครบถ้วน และท่องจำได้อย่างแม่นยำ
เว่ยอวิ๋นโจวเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก เพียงไม่กี่วัน เขาก็สามารถอ่านบทที่หนึ่งของตำราขงจื๊อได้จนจบ
หลังจากเรียนอ่านบทแรกจบ เว่ยอวิ๋นโจวก็อยากเรียนเขียนอักษรต่อ
ทว่าลายมือของหลี่อี๋เหนียงนั้นบอบบางเกินไป ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นแบบอย่างให้บุตรชาย ช่วงนี้นางจึงทำเพียงสอนอ่านเท่านั้น
นางตั้งใจจะไปซื้อสมุดคัดลายมือชั้นดีจากข้างนอกมาให้ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเว่ยกั๋วกงมีสมุดคัดลายมือชั้นยอดมากมาย
ไยต้องลำบากไปหาซื้อให้วุ่นวายเล่า อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะให้เว่ยกั๋วกงได้รับรู้ถึงความปราดเปรื่องของอวิ๋นโจวด้วย
นางส่งคนไปเชิญเว่ยกั๋วกงมาที่เรือนชุ่ยจู๋ โดยอ้างว่ามีเรื่องประหลาดใจจะแจ้งให้ทราบ
ทันทีที่คนของหลี่อี๋เหนียงไปถึงเรือนหน้า ข่าวก็ถูกส่งไปถึงหูของฮูหยินกั๋วกงที่เรือนหลักอย่างรวดเร็ว
“เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วัน หลี่อี๋เหนียงก็ส่งคนไปเชิญนายท่านอีกแล้วหรือ” ฮูหยินกั๋วกงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “นางจะก่อเรื่องอันใดอีก”
ฮูหยินกั๋วกงไม่คิดว่าหลี่อี๋เหนียงจะเรียกร้องความสนใจ แม้หลี่อี๋เหนียงจะมีชาติกำเนิดต้อยต่ำและกิริยาหยาบกระด้าง ทว่านางไม่เคยทำตัวข้ามเส้นกฎระเบียบของจวนเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮูหยินกั๋วกงพึงพอใจ
“บ่าวไพร่ที่ทำผิดกฎก็ถูกขับไล่ออกไปหมดแล้ว หลี่อี๋เหนียงยังไม่พอใจอันใดอีกหรือเจ้าคะ” อู๋มามา แม่นมคนสนิทของฮูหยินกั๋วกงเอ่ยคาดเดา “หรือนางเพียงแค่อยากจะเรียกร้องความสนใจจากนายท่าน”
ฮูหยินกั๋วกงโบกมือปฏิเสธ “นางเคยทำเช่นนั้นที่ใดกัน คงจะมีเรื่องไปฟ้องนายท่านอีกกระมัง” ข้อเสียอีกอย่างของหลี่อี๋เหนียงคือ ชอบฟ้องร้องเว่ยกั๋วกงเมื่อมีเรื่องขัดใจ
“หรือว่าจะมีคนกล้าลองดีไปเยาะเย้ยคุณชายแปดอีกเจ้าคะ” เพิ่งจะมีบ่าวไพร่ถูกขับไล่ออกไปหยกๆ หากมีใครกล้าทำเช่นนั้นอีก คงเบื่อชีวิตเต็มทีแล้ว
“ก็อาจจะเป็นไปได้” ฮูหยินกั๋วกงไม่อยากถูกเว่ยกั๋วกงตำหนิอีก “หลี่อี๋เหนียงผู้นี้เวลามีเรื่องอันใด ไม่เคยนึกถึงข้าเป็นคนแรก กลับวิ่งแจ้นไปหานายท่านทุกคราวไป ช่างน่ารังเกียจนัก”
“ฮูหยิน ท่านใจดีกับนางเกินไปจนนางได้ใจ ท่านต้องจัดการสั่งสอนนางบ้างนะเจ้าคะ จะปล่อยให้นางข้ามหน้าข้ามตาไปฟ้องนายท่านอยู่เรื่อยไปมิได้” อู๋มามาชิงชังพฤติกรรมโอ้อวดความร่ำรวยของหลี่อี๋เหนียงเป็นที่สุด “นางก็มีดีแค่เงินเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ”
“แม้หลี่อี๋เหนียงจะหยาบกระด้างไปบ้าง แต่นางก็ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเหมือนคนอื่นๆ รับมือได้ง่ายกว่าอี๋เหนียงพวกนั้นเยอะ”
ฮูหยินกั๋วกงเองก็รังเกียจกลิ่นอายพ่อค้าของหลี่อี๋เหนียง แต่นางก็พอใจที่หลี่อี๋เหนียงไม่เจ้าเล่ห์เพทุบายเหมือนอนุภรรยาคนอื่นๆ
“นั่นก็จริงเจ้าค่ะ” อู๋มามานึกถึงจ้าวอี๋เหนียงมารดาของคุณชายใหญ่ หวางอี๋เหนียงที่งดงามเย้ายวน และหยางอี๋เหนียงที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถทางอักษรศาสตร์
พวกนางล้วนมิใช่ตะเกียงที่ไร้น้ำมัน และมักจะหาเรื่องขัดแย้งกับฮูหยินกั๋วกงอยู่เสมอ เมื่อเทียบกับพวกนางแล้ว หลี่อี๋เหนียงถือว่าน่ารักกว่ามาก
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเว่ยกั๋วกงไม่ได้มาค้างคืนที่เรือนหลักเสียนาน หัวใจของฮูหยินกั๋วกงก็หนักอึ้ง คิ้วขมวดมุ่น ใบหน้าหมองคล้ำลง
อู๋มามาสังเกตเห็นสีหน้าของฮูหยิน จึงรีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ฮูหยิน เป็นอันใดไปเจ้าคะ”
“นายท่านไม่ได้มาค้างคืนที่เรือนหลักนานแล้ว”
ปกติเว่ยกั๋วกงจะมาร่วมรับประทานอาหารค่ำที่เรือนหลักในวันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกเดือน ทว่าเขาไม่เคยรั้งค้างคืนเลย
อู๋มามาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว “เป็นเพราะพวกอี๋เหนียงหน้าไม่อายพวกนั้นต่างหากที่คอยยั่วยวนนายท่าน”
อันที่จริง ฮูหยินกั๋วกงก็มิได้เป็นที่โปรดปรานของเว่ยกั๋วกงนัก แม้นางจะดูถูกหลี่อี๋เหนียงว่าต่ำต้อย แต่ตัวนางเองก็มีพื้นเพไม่ต่างกันนัก
นางเป็นเพียงน้องสาวต่างมารดาของภรรยาเอกคนก่อนของเว่ยกั๋วกง ซึ่งเป็นเพียงบุตรอนุของจวนฉางซิงป๋อ
รูปร่างหน้าตาของฮูหยินกั๋วกงเมื่อเทียบกับเหล่าอนุภรรยาที่งดงามแล้ว นางถือว่าธรรมดายิ่งนัก ผิวพรรณก็ไม่ขาวผ่อง ทั้งยังชอบวางท่าเป็นฮูหยินกั๋วกง
นางไม่รู้วิธีปรนนิบัติเอาใจ ทั้งยังจืดชืดไร้ชีวิตชีวาบนเตียง แล้วเว่ยกั๋วกงจะโปรดปรานนางได้อย่างไร
เว่ยกั๋วกงเองก็ดูถูกฮูหยินกั๋วกงอยู่ในใจ เพราะนางเป็นเพียงบุตรอนุ ชาติกำเนิดและความรู้ความสามารถย่อมเทียบไม่ได้กับภรรยาคนก่อนที่เป็นบุตรสายตรง
การจัดการเรื่องราวต่างๆ ในจวนของนางก็มักจะไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะเรื่องบ่าวไพร่เยาะเย้ยคุณชายแปด ยิ่งทำให้เขาไม่พอใจนางมากขึ้นไปอีก
“โชคดีที่คุณชายเจ็ดของเราเก่งกาจ นายท่านจึงให้ความสำคัญ”
เว่ยอี้หยาง บุตรชายของฮูหยินกั๋วกง หรือคุณชายเจ็ดแห่งจวนเว่ยกั๋วกง เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านการเรียน
“คุณชายเจ็ดของเราคือผู้ที่เรียนเก่งที่สุดในจวน บุตรชายของจ้าวอี๋เหนียงและหยางอี๋เหนียงเทียบไม่ติดเลยเจ้าค่ะ”
อู๋มามานึกถึงบุตรชายของจ้าวอี๋เหนียงที่สอบไม่ผ่านระดับมณฑลเสียที ก็แค่นหัวเราะเยาะ “เมื่อก่อนจ้าวอี๋เหนียงชอบโอ้อวดนักหนาว่าคุณชายรองเรียนเก่งนักเก่งหนา โดยเฉพาะตอนที่เขาสอบผ่านระดับอำเภอ นางป่าวประกาศไปทั่วจวน ราวกับจะให้คนทั้งโลกรู้”
“แต่สุดท้ายก็สอบไม่ผ่านระดับมณฑลอยู่ดี ส่วนระดับภูมิภาคน่ะหรือ อย่าได้ฝันเลยเจ้าค่ะ”
การสอบผ่านระดับอำเภอคือด่านแรกที่จะไปสู่ระดับมณฑล และระดับมณฑลคือด่านที่จะไปสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งจะจัดสอบทุกๆ สองปี ผู้ที่สอบผ่านระดับภูมิภาคจึงจะได้เป็นซิ่วไฉ
“นางเคยโอ้อวดว่าบุตรชายของนางจะสอบจอหงวนมาให้จวนเว่ยกั๋วกง แต่ตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งซิ่วไฉยังสอบไม่ได้ ช่างน่าขันยิ่งนัก”
ในจวนเว่ยกั๋วกงแห่งนี้ ผู้ที่ฮูหยินกั๋วกงเกลียดชังที่สุดคือจ้าวอี๋เหนียง
จ้าวอี๋เหนียงไม่เพียงแต่มีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคนให้เว่ยกั๋วกงเท่านั้น แต่นางยังเป็นรักแรกของเขาด้วย
นางคอยปรนนิบัติรับใช้เว่ยกั๋วกงมาตั้งแต่เด็ก และเป็นสตรีคนแรกของเขา ความผูกพันที่เขามีต่อนางนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครในจวนจะเทียบได้