- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 5: ความสามารถพิเศษคือ...
(✓) EP 5: ความสามารถพิเศษคือ...
(✓) EP 5: ความสามารถพิเศษคือ...
(✓) EP 5: ความสามารถพิเศษคือ...
เว่ยอวิ๋นโจวเดินมาถึงห้องอาหาร นั่งลงประจำที่ตามความทรงจำเดิม ชิวมามาก็ยกขนมหวานจานโปรดมาวางตรงหน้าพอดี
“คุณชายแปด ทานขนมรองท้องก่อนเถิดเจ้าค่ะ” ชิวมามาเห็นเขาลดน้ำหนักลงไปมากเพราะพิษไข้ ก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
นางแทบจะยัดเยียดอาหารให้เขากิน เพื่อให้เขากลับมาอ้วนท้วนสมบูรณ์ดังเดิม
เว่ยอวิ๋นโจวที่มาจากยุคปัจจุบันเกลียดของหวานเป็นที่สุด ทว่าเจ้าเด็กอ้วนคนเดิมกลับคลั่งไคล้มันอย่างหนัก
ตื่นเช้ามาสิ่งแรกที่ต้องทำคือการกินขนม ก่อนนอนก็ต้องกินขนม บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาอ้วนเป็นสุกรเช่นนี้
เว่ยอวิ๋นโจวเกลียดรูปร่างอ้วนฉุนี้เหลือทน เขาอ้วนจนก้มหน้ามองไม่เห็นปลายเท้าของตนเองด้วยซ้ำ
“มามา ประเดี๋ยวก็จะถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว ข้าไม่กินขนมดีกว่าขอรับ”
ที่เด็กอ้วนอ้วนได้ถึงเพียงนี้ นอกจากจะชอบกินแล้ว ยังเป็นเพราะหลี่อี๋เหนียงและชิวมามาคอยตามใจอีกด้วย
อยากกินสิ่งใด พวกนางก็ประเคนให้ไม่อั้น ทั้งยังให้ในปริมาณที่มากเกินพอดี
ชิวมามาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ราวกับไม่อยากเชื่อว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาจากปากของคุณชายแปด
คุณชายแปดผู้หลงใหลในขนมหวาน แม้จะใกล้ถึงเวลาอาหารค่ำ ก็สามารถฟาดขนมไปได้ถึงสองสามจาน
“คุณชายแปดไม่ชอบขนมจานนี้หรือเจ้าคะ” นี่คือขนมที่เขาโปรดปรานที่สุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเชียวนะ
“มิใช่ขอรับ ข้าแค่อยากเก็บไว้กินพร้อมกับท่านพ่อและอี๋เหนียง”
เว่ยอวิ๋นโจวรีบแก้ไขสถานการณ์เมื่อรู้ตัวว่าหลุดกรอบ “นี่คือขนมที่ข้าชอบที่สุด ข้าอยากให้ท่านพ่อได้ลิ้มรสบ้างขอรับ”
ชิวมามาชะงักงันด้วยความตกใจ จ้องมองเด็กอ้วนที่ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์อย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เว่ยอวิ๋นโจวแสร้งทำสีหน้าหวาดหวั่น เอ่ยถามเสียงแผ่ว “มามา ข้าพูดสิ่งใดผิดไปหรือขอรับ”
ชิวมามาได้สติกลับคืนมา แววตาเอิบอาบไปด้วยความปลาบปลื้ม “คุณชายแปดพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ”
นางยื่นมือไปลูบศีรษะของเขาด้วยความเอ็นดู “คุณชายแปดช่างเป็นเด็กที่มีความกตัญญูเหลือเกิน”
“มามา หากข้าเก็บขนมที่ข้าชอบที่สุดไว้ให้ท่านพ่อ ท่านพ่อจะดีใจหรือไม่ขอรับ”
เด็กอ้วนแหงนหน้ามองด้วยดวงตาเป็นประกาย คาดหวังจะได้ยินคำตอบที่ชื่นใจ
ชิวมามาไม่อาจทำลายความตั้งใจอันบริสุทธิ์ของเขาได้ “คุณชายแปดกตัญญูถึงเพียงนี้ นายท่านต้องดีใจมากแน่เจ้าค่ะ”
“จริงหรือขอรับ!” เว่ยอวิ๋นโจวฉีกยิ้มกว้างจนดวงตาที่เล็กอยู่แล้วหยีเป็นสระอิ
“หากข้ามอบขนมที่ข้าชอบที่สุดให้ท่านพ่อ ท่านพ่อจะรักข้าหรือไม่ขอรับ”
ชิวมามาได้ยินคำถามอันน่ารันทดใจ ก็รู้สึกบีบรัดในอก คุณชายแปดมักจะโหยหาความรักจากนายท่านเสมอมา แต่นายท่านกลับ...
“นายท่านย่อมต้องรักคุณชายแปดอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
เว่ยอวิ๋นโจวยิ่งแสดงอาการดีใจออกนอกหน้า “ข้ารักท่านพ่อที่สุดเลย ต่อไปข้าจะยกขนมและของทุกอย่างให้ท่านพ่อหมดเลยขอรับ!”
เว่ยกั๋วกงที่เพิ่งก้าวมาถึงหน้าประตูได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นพอดี ความรู้สึกซาบซึ้ง อ่อนไหว และละอายใจตีตื้นขึ้นมาในอก
ความจริงแล้ว เว่ยอวิ๋นโจวได้ยินเสียงฝีเท้าของเว่ยกั๋วกงตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเดินมาถึงหน้าห้องอาหาร
แม้จะไม่แน่ใจว่าเป็นฝีเท้าของเว่ยกั๋วกงหรือไม่ แต่ผู้ที่จะมาเยือนเรือนชุ่ยจู๋ในเวลานี้ ย่อมมีเพียงกั๋วกงเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจงใจพูดประโยคเหล่านั้นออกมา
เว่ยอวิ๋นโจวมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นคือประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาเฉียบแหลมกว่าคนทั่วไป
เขาสามารถได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้กลิ่นที่คนอื่นไม่ได้กลิ่น
รับรสชาติที่คนอื่นรับไม่ได้ และสัมผัสได้ถึงสิ่งที่คนอื่นสัมผัสไม่ได้
“คุณชายแปดช่างกตัญญูนัก” ชิวมามาเอ่ยด้วยความซาบซึ้งและปวดใจ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเว่ยอวิ๋นโจวค่อยๆ เลือนหายไป เขาก้มหน้าลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“มามา ทุกครั้งที่ท่านพ่อมา ข้าดีใจมาก แต่ข้าก็กลัวว่าท่านพ่อจะไม่ชอบข้า จึงไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย ข้ากลัวว่าคำพูดของข้าจะทำให้ท่านพ่อรำคาญขอรับ”
ชิวมามาหัวใจแทบสลาย นางย่อตัวลงตรงหน้าเขา ลูบพวงแก้มอวบอูมนั้นอย่างแผ่วเบา
“คุณชายแปด หากท่านคุยกับนายท่าน นายท่านจะต้องดีใจมากแน่เจ้าค่ะ”
“จริงหรือขอรับ แต่ทุกคนเอาแต่หัวเราะเยาะข้า บอกว่าข้าเป็นสุกร ไม่มีใครรัก ข้ากลัวว่าท่านพ่อจะรังเกียจข้าเหมือนกัน”
เว่ยอวิ๋นโจวเอ่ยพร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นรอบดวงตาเล็กๆ
“มามา ข้ามิใช่สุกรนะขอรับ ข้าคือลูกของท่านพ่อ แต่พวกเขากลับบอกว่าข้ามิใช่ลูกท่านพ่อ และท่านพ่อก็ไม่รักข้า ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อเกลียดข้า...”
พูดยังไม่ทันจบ เว่ยอวิ๋นโจวก็ปล่อยโฮออกมา
เว่ยกั๋วกงที่ยืนฟังอยู่หน้าประตูรู้สึกปวดใจ โกรธเกรี้ยว และโทษตัวเองสลับกันไปมา
“ผู้ใดกล้าบอกว่าบิดาไม่รักเจ้า”
ชิวมามาเห็นเว่ยกั๋วกงก้าวเข้ามา ก็รีบย่อกายถวายความเคารพ “คารวะนายท่านเจ้าค่ะ”
เว่ยอวิ๋นโจวหยุดร้องไห้ไปชั่วขณะ เอาแต่จ้องมองชายร่างสูงที่ก้าวเข้ามาหาตนด้วยความตกตะลึง
เว่ยกั๋วกงมองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของบุตรชาย เห็นหยาดน้ำตาเกาะพราวบนขนตาอันงอนยาว ก็รู้สึกอ่อนยวบในหัวใจ
เขาเดินเข้าไปอุ้มบุตรชายคนเล็กขึ้นมา ยกมือเช็ดน้ำตาให้ด้วยความทะนุถนอม พร้อมเอ่ยเสียงอ่อนโยน “บิดามิเคยรังเกียจเจ้าเลย”
“จริงหรือขอรับ” เด็กอ้วนดูเหมือนจะไม่เชื่อสายตาตนเอง เขาช้อนตามองเว่ยกั๋วกงด้วยความหวาดหวั่น
“ท่านพ่อไม่รังเกียจที่ข้าเป็นสุกรจริงๆ หรือขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น โทสะก็ลุกโชนขึ้นในดวงตาของเว่ยกั๋วกง ผู้ใดกันที่กล้าเอ่ยถ้อยคำต่ำช้าเช่นนี้ต่อหน้าอวิ๋นโจว!
“ผู้ใดกล้าเรียกเจ้าว่าสุกร”
เว่ยอวิ๋นโจวหดคอลงด้วยความหวาดกลัว “ก็พวกเขานั่นแหละขอรับ...”
เว่ยกั๋วกงมิได้ซักไซ้ต่อว่าพวกเขาคือใคร เขาจะสั่งให้คนไปสืบเรื่องนี้เอง
“เจ้ามิใช่สุกร เจ้าคือลูกของบิดา คือคุณชายแปดแห่งจวนเว่ยกั๋วกง หากผู้ใดกล้าดูหมิ่นเจ้าอีก จงมาบอกบิดา บิดาจะจัดการมันเอง!”
เว่ยอวิ๋นโจวมองบิดาด้วยความเลื่อมใส ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “เข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ!”
กล่าวจบ เขาก็ส่งรอยยิ้มสว่างไสวให้กับบิดา
หลี่อี๋เหนียงที่เพิ่งมาถึงหน้าประตูและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ลอบปาดน้ำตาเงียบๆ
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินนวยนาดเข้าไปหาพวกเขา
“นายท่าน ท่านมาแล้วหรือเจ้าคะ”
เว่ยกั๋วกงหันไปมองหลี่อี๋เหนียง และต้องชะงักงันด้วยความตกตะลึง เว่ยอวิ๋นโจวที่อยู่ในอ้อมกอดก็เบิกตากว้างเช่นกัน
หลี่อี๋เหนียงที่ปราศจากเครื่องประดับทองคำและอาภรณ์สีสันฉูดฉาด ดูงดงามบริสุทธิ์ราวกับดอกบัวแรกแย้ม
ความบริสุทธิ์ผุดผ่องนั้นแฝงไว้ด้วยเสน่ห์เย้ายวน ช่างแตกต่างจากหลี่อี๋เหนียงคนเดิมราวฟ้ากับเหว
สองพ่อลูกแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าสตรีตรงหน้าคือหลี่อี๋เหนียง ไม่คาดคิดเลยว่ายามนางแต่งกายเรียบง่ายจะงดงามจับตาถึงเพียงนี้
ดวงตาของหลี่อี๋เหนียงยังคงบวมแดงจากการร้องไห้ ยิ่งขับเน้นให้นางดูบอบบางน่าทะนุถนอม
เว่ยกั๋วกงจ้องมองหลี่อี๋เหนียงตาไม่กระพริบ เขาไม่เคยเห็นนางในมุมนี้มาก่อน เสน่ห์อันเรียบง่ายนี้ช่างดึงดูดใจเขายิ่งนัก
“นายท่าน บ่าวไพร่ปากเปราะพวกนั้นเอาแต่เยาะเย้ยอวิ๋นโจว หาว่าอวิ๋นโจวเป็นสุกร หาว่าท่านไม่รักลูก...”
หลี่อี๋เหนียงสวมบทบาทเจ้าน้ำตาได้อย่างแนบเนียน ดวงตากลมโตเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำใส ริมฝีปากบางเม้มแน่นด้วยความเจ็บปวด
“นายท่าน ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่อวิ๋นโจวด้วยนะเจ้าคะ!”
เว่ยอวิ๋นโจวมองมารดาที่ตีบทแตกกระจุยด้วยความเลื่อมใส 'ไม่น่าเชื่อเลยว่ามารดาข้าจะมีฝีมือการแสดงชั้นยอดถึงเพียงนี้'