- หน้าแรก
- เทพเซียน กระดูกกระบี่ของข้ายาวขึ้นปีละหนึ่งนิ้ว
- บทที่ 42 หมีเกราะดิน
บทที่ 42 หมีเกราะดิน
บทที่ 42 หมีเกราะดิน
บทที่ 42 หมีเกราะดิน
ฉินเว่ยได้ซื้อเคล็ดวิชากระบี่สมใจอยาก
เขาเลือกผ่อนจ่าย โดยแบ่งระยะเวลาออกเป็นสามปี
ปีแรกจ่ายสามศิลาวิญญาณ ปีที่สองสามศิลาวิญญาณ และปีที่สามอีกสองศิลาวิญญาณ
สำหรับพ่อค้าแผงลอยอย่างเฒ่าหลิวแล้ว แค่ได้มาสามศิลาวิญญาณก็นับว่าได้กำไรแล้ว
คล้อยหลังฉินเว่ย เฒ่าหลิวก็แอบคิดในใจ "เคล็ดวิชากระบี่นั่น ข้าก็แค่ไปลอกมาจากศิษย์นิกายตกอับคนหนึ่ง หรือว่ามันจะมีค่าขึ้นมาจริงๆ วะเนี่ย"
เขาจำได้ว่าตอนนั้นคัดลอกเอาไว้สองเล่ม ที่บ้านน่าจะยังมีเหลืออยู่อีกเล่ม กลับไปคงต้องลองเอามาศึกษาดูสักหน่อย
เคล็ดวิชากระบี่นั้นมีชื่อว่า《ปราณกระบี่หกเกราะ》ข้างในมีภาพวาดประกอบอยู่เยอะมาก ก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะวาดผิดเพี้ยนไปบ้าง
ฉินเว่ยมองดูตำรากระบี่ในมือ เขารับรู้ได้ทันทีถึงความล้ำค่าของมัน แต่ตอนที่เจรจาต่อรองกับเฒ่าหลิวนั้น เขากลับแสร้งทำเป็นไม่ยี่หระ งัดเอาทักษะการแสดงอันแนบเนียนออกมาใช้จนหมดเปลือก
"คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่ามาที่นี่แล้วจะได้ของดีราคาถูกติดมือกลับมาด้วย"
ตำราเล่มนี้คงผ่านตาคนมานักต่อนักแล้ว เพียงแต่พวกนั้นตาไม่ถึงเองก็เท่านั้น
อวิ๋นเหนียงมองดูท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของสามี ในใจก็พอจะเดาออกว่าเขาคงได้ของดีอะไรมาเป็นแน่
สองสามีภรรยาไม่ได้แสดงอาการดีอกดีใจอะไรออกนอกหน้า พวกเขาไปสมทบกับครอบครัวของต้าหูจื่อ ก่อนจะพากันเดินทางกลับขึ้นเขาในช่วงใกล้เที่ยง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน อวิ๋นเหนียงก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านพี่ เคล็ดวิชากระบี่เล่มนั้นมันดีมากเลยรึ"
ฉินเว่ยหัวเราะร่วน "รู้ใจข้าจริงๆ เลยนะภรรยาข้า ตำราเล่มนี้น่ะล้ำค่ามาก แปดศิลาวิญญาณนี่ถือว่าถูกเหมือนได้เปล่า ต่อให้มันราคาแปดสิบศิลาวิญญาณ ถ้าข้าเจอเข้ายังไงก็ต้องซื้อไว้ให้ได้"
"ล้ำค่าขนาดนั้นเชียวรึ"
อวิ๋นเหนียงยิ้มกว้างจนหน้าบาน สามีได้กำไรก็เท่ากับนางได้กำไรนั่นแหละ
"แต่มันก็มีจุดที่ผิดเพี้ยนอยู่เยอะ ข้าต้องเอามาวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขเสียก่อน รอให้ข้าแก้มันจนสมบูรณ์แบบเมื่อไหร่ล่ะก็ เคล็ดวิชาเล่มนี้คงขายได้สักสามร้อยศิลาวิญญาณเลยล่ะ"
"ยอดเยี่ยมไปเลย ท่านพี่เก่งที่สุด"
อวิ๋นเหนียงช่วยเติมเต็มกำลังใจให้เขาได้อย่างล้นหลาม
หลังกินมื้อเที่ยงเสร็จ ฉินเว่ยก็หยิบเคล็ดวิชากระบี่ขึ้นมาเปิดอ่านอย่างละเอียด
ตอนนี้เขายังไม่คิดจะฝึกวิชากระบี่ชุดนี้ และเอาเข้าจริงก็ยังฝึกไม่ได้ด้วย เพราะจุดที่ผิดพลาดข้างในมันมีเยอะกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้เสียอีก
การจะเติมเต็มเคล็ดวิชาให้สมบูรณ์ อย่างน้อยๆ ก็คงต้องใช้เวลาสักหนึ่งปี
วันเวลาผ่านไปอย่างไม่หยุดหย่อน พอถึงวันปีใหม่ กระดูกกระบี่ของฉินเว่ยก็งอกยาวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว
พอมีกระดูกกระบี่เพิ่มขึ้น ความเข้าใจในเคล็ดวิชากระบี่กระจกจันทราของเขาก็กระจ่างชัดยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันการอนุมานปราณกระบี่ก็ก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยเช่นกัน
……
เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ เหล่าจูกับพวกชาวบ้านก็พากันเดินทางมาที่ตลาด
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนั้น ตระกูลจิ้นได้ออกคำสั่งปิดปากห้ามไม่ให้ใครแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด
แต่เรื่องที่มีคนตายตั้งสามศพ มันจะไปปิดมิดได้อย่างไรกัน
คนในตลาดต่างก็พอจะระแคะระคายเรื่องนี้กันมาบ้างแล้ว
หยวนปินเห็นเหล่าจูเดินเข้ามาก็รีบปรี่เข้าไปถามทันที "เหล่าจู ข่าวลือเรื่องหมู่บ้านพวกเจ้าน่ะมันจริงงั้นรึ ที่ว่าฉินเว่ยสมคบคิดกับคนนอก ลงมือฆ่าผู้ดูแลของตระกูลจิ้นน่ะ"
ข่าวลือพอยิ่งลือกันไป ปากต่อปากมันก็เริ่มบิดเบือนไปจากความจริง
ผู้คนไม่มีทางเชื่อหรอกว่า ชาวนาวิญญาณผู้ฝึกตนอิสระที่เพิ่งจะบรรลุระดับหลอมปราณขั้นสี่ จะสามารถสังหารผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดของตระกูลจิ้นได้ พวกเขาเทใจเชื่อว่าต้องมีคนคอยช่วยเหลือฉินเว่ยอยู่เบื้องหลังแน่ๆ
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของหยวนปิน เหล่าจูก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ "อืม ในหมู่บ้านมีคนตายจริงๆ แต่ตระกูลจิ้นสั่งห้ามพูดเรื่องนี้น่ะ"
หยวนปินพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ "เข้าใจๆ ข้าหยวนปินคนนี้ไม่เอาไปพูดส่งเดชหรอกน่า"
ก็เจ้านี่แหละตัวดี เรื่องกระจายข่าวลือล่ะเก่งนักเชียว
ในเมื่อมีคนตาย ตระกูลจิ้นก็เลยต้องไปเกณฑ์ผู้ฝึกตนอิสระมาทำนาวิญญาณเพิ่มอีกสองคน ส่วนเรื่องของฉินเว่ยนั้น ตระกูลจิ้นได้ส่งข่าวไปบอกกล่าวกับตระกูลอื่นๆ เอาไว้หมดแล้ว หากมีใครพบเห็นร่องรอยของฉินเว่ย ตระกูลจิ้นก็จะได้รับข่าวสารในทันที
พอพูดถึงฉินเว่ย เหล่าจูก็ได้แต่ถอนหายใจยาว
เขาเองก็แปลกใจไม่น้อยที่ฉินเว่ยดันมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ
ฉินเว่ยออกจะเป็นคนซื่อสัตย์และรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ถ้าไม่ใช่เพราะถูกจิ้นตงเหอบีบคั้นจนถึงที่สุด ก็คงไม่ลงมือทำเรื่องพรรค์นี้ลงไปหรอก
……
เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่ช่วงฤดูเพาะปลูก ต้าหูจื่อหลังจากตรวจตราไม้วิญญาณของตัวเองเสร็จสรรพ ก็เริ่มมีความคิดอยากจะเข้าป่าไปล่าสัตว์
พอเพื่อนร่วมทางสองคนเดิมหายหน้าหายตาไป เขาก็เลยหมายตาดึงตัวฉินเว่ยมาเสียบแทน
เมื่อมาถึงบ้านของฉินเว่ย ต้าหูจื่อก็เอ่ยปากชวน "น้องชาย ช่วงนี้ในป่ามีสัตว์อสูรเพียบเลย สนใจจะเข้าป่าไปด้วยกันไหมล่ะ"
สำหรับเรื่องเข้าป่าไปล่าสัตว์ ฉินเว่ยเองก็สนใจอยู่เหมือนกัน
เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ เขาอยากจะล่าเอาเนื้อสัตว์อสูรมาให้อวิ๋นเหนียงกิน เพื่อช่วยยกระดับการฝึกฝนของนาง
"ไปสิ แต่ข้าจะพาภรรยาข้าไปด้วยนะ"
ฉินเว่ยไม่ค่อยวางใจที่จะทิ้งให้อวิ๋นเหนียงอยู่บ้านตามลำพัง
ต้าหูจื่อเหลือบมองอวิ๋นเหนียงแวบหนึ่ง ก่อนจะโพล่งขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา "เจ้าเป็นห่วงภรรยาล่ะสิท่า งั้นก็ให้นางไปอยู่บ้านข้าสิ มีพี่สะใภ้เจ้าอยู่ทั้งคน รับรองว่าไม่มีใครกล้ามาทำรุ่มร่ามแน่"
ภรรยาของต้าหูจื่อมีศักดิ์เป็นถึงลูกพี่ลูกน้องของท่านเจ้าเขา บนเขาลูกนี้คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าไปหาเรื่องนางหรอก
เมื่อจัดการเรื่องอวิ๋นเหนียงได้ลงตัว ฉินเว่ยก็หมดห่วง
นอกจากฉินเว่ยแล้ว ต้าหูจื่อยังเรียกมาเพิ่มอีกคน หมอนี่มีฉายาว่า ลิงเหล็ก มีวิชาตัวเบาพลิ้วไหวรวดเร็วเอาการ ติดอยู่ตรงที่มีระดับการฝึกฝนแค่หลอมปราณขั้นสามเท่านั้น
ลิงเหล็กก็สมชื่อจริงๆ วิชาตัวเบาของเขาพลิ้วไหวเป็นเลิศ พอเข้าป่ามาปุ๊บ ความเร็วก็ไม่ได้เป็นรองฉินเว่ยกับต้าหูจื่อเลยแม้แต่น้อย
ต้าหูจื่อเอ่ยปากชม "ลิงเหล็กนี่ฝีมือพอๆ กับเจ้านั่นแหละ ก่อนหน้านี้มักจะง่วนอยู่กับการขุดหาสมุนไพรอยู่แถวชายป่า ปีๆ หนึ่งนี่หาเงินได้ตั้งสองศิลาวิญญาณเชียวนะ"
"เก่งกาจถึงเพียงนี้ เก่งกว่าข้าตั้งเยอะแน่ะ" ฉินเว่ยทำหน้าประหลาดใจ "แล้วไหงคราวนี้ถึงได้โผล่มาตามเจ้าเข้าป่ามาได้ล่ะเนี่ย"
ไม่รอให้ต้าหูจื่อเป็นคนตอบ ลิงเหล็กก็ชิงอธิบายเหตุผลด้วยตัวเองเสร็จสรรพ "ข้าติดแหง็กอยู่ที่หลอมปราณขั้นสามมาห้าปีแล้ว พอหักลบกลบหนี้ค่าคุ้มครองไปก็แทบจะไม่เหลือศิลาวิญญาณติดตัวเลย ข้าก็เลยกะจะตามต้าหูจื่อมาช่วยกันล่าสัตว์อสูรหาเงินเพิ่มสักหน่อยน่ะ"
ว่าแล้วเชียว ก็เพื่อหาทางทะลวงระดับการฝึกฝนนั่นแหละ
อยากได้เงินเยอะๆ มันก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง
"เบาะแสของสัตว์อสูรคราวนี้ ลิงเหล็กก็เป็นคนชี้เป้าให้ ถ้าพวกเราล่าได้สำเร็จ ก็ต้องแบ่งให้เขาส่วนหนึ่งด้วยนะ"
การมาล่าสัตว์ร่วมกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนนี่แหละ
งานล่าสัตว์คราวนี้ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะแบ่งผลประโยชน์ให้เท่ากันทั้งสามคน แต่ถ้าใครมีผลงานหรือลงแรงไปมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ ก็จะได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น
ส่วนคำว่าลงแรงไปมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษนั้น ถึงเวลาลงสนามจริงเดี๋ยวก็คงรู้กันเอง
ลิงเหล็กรับหน้าที่เป็นคนนำทาง โดยมีฉินเว่ยกับต้าหูจื่อเดินตามหลังมาติดๆ
ทั้งสองคนต่างก็ระแวดระวังตัวกันเต็มที่ แอบเผื่อใจเอาไว้บ้างแล้วว่าข้อมูลของลิงเหล็กอาจจะเชื่อถือไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
เดินเท้ากันมาร่วมหนึ่งชั่วยามครึ่ง ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าปากถ้ำแห่งหนึ่ง
ลิงเหล็กเกาะอยู่บนกิ่งไม้ พลางชี้มือไปยังถ้ำนั้น "หมีเกราะดินตัวนั้นมันกบดานอยู่ข้างในนั่นแหละ พวกเจ้าดูตรงพื้นสิ มีแต่เศษกระดูกกับขนที่มันกินทิ้งไว้เกลื่อนไปหมด"
ต้าหูจื่อผู้มากประสบการณ์ พอเหยียบย่างเข้ามาถึงบริเวณนี้ เขาก็ได้กลิ่นอายของสัตว์อสูรลอยมาเตะจมูกทันที
หมีเกราะดินงั้นรึ
เมื่อคราวก่อน ตอนที่หงโส้วกับโจวอวิ๋นเข้าป่ามา ก็ปะทะกับสัตว์อสูรชนิดนี้นี่แหละ จนสุดท้ายโจวอวิ๋นต้องกลายเป็นคนขาเป๋ไปตลอดชีวิต
คงไม่ใช่ไอ้ตัวเดียวกันนี้หรอกนะ
ฉินเว่ยลอบคิดในใจ "ถ้าข้าฆ่าหมีเกราะดินตัวนี้ได้ จะถือว่าเป็นการแก้แค้นให้โจวอวิ๋นด้วยเลยหรือเปล่านะ"
เป็นความคิดที่ไร้สาระสิ้นดี
ต้าหูจื่อเริ่มวางแผนการรบ "เดี๋ยวข้าจะถือโล่ลงไปรับหน้ายันการโจมตีของไอ้หมีเกราะดินนี่ไว้เอง ลิงเหล็ก เจ้าคอยยิงธนูสนับสนุนอยู่ห่างๆ ส่วนฉินเว่ย เจ้าเป็นกำลังหลัก ต้องหาทางปลิดชีพมันให้เร็วที่สุด"
ลิงเหล็กมีธนูยาวระดับขั้นต่ำอยู่คันหนึ่ง ซึ่งเขาต้องควักเงินเก็บส่วนใหญ่ที่มีเพื่อซื้อมันมา
เขาออกตัว "ข้าจะพยายามเล็งยิงเข้าที่ดวงตาของมันก็แล้วกัน แต่เกรงว่าลูกธนูข้าคงเจาะเกราะป้องกันของมันไม่เข้าหรอก"
ฉินเว่ยซึ่งรับหน้าที่เป็นหน่วยจู่โจมหลัก เอ่ยปากตอบรับแผนการของต้าหูจื่อ "ข้าจะใช้กระบี่จัดการมันเอง แต่ถ้าดูท่าจะสู้ไม่ไหว ต้าหูจื่อ เจ้าต้องรีบเผ่นให้ไวเลยนะ"
หมีเกราะดินมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง หนำซ้ำยังมีพละกำลังมหาศาล เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเผด็จศึกมันได้แบบชัวร์ๆ หรอกนะ
ต้าหูจื่อยืดอกรับคำอย่างหนักแน่น "เจ้าก็ใส่ให้สุดแรงเกิดไปเลย ถ้าฆ่ามันไม่ได้ พวกเราก็โกยแน่บสิวะ"
เขาไม่ใช่พวกบ้าบิ่นหรอกนะ
เมื่อลิงเหล็กได้รับคำสั่ง ในมือของเขาก็ปรากฏวัตถุที่มีลักษณะคล้ายหนอนแก้วขึ้นมาตัวหนึ่ง เขาชี้นิ้วสั่งการ เจ้าสิ่งนั้นก็พุ่งปรี่เข้าไปในถ้ำทันที
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ลิงเหล็กก็ส่งสัญญาณ "มันอยู่ข้างใน"
ต้าหูจื่อที่ยืนเตรียมพร้อมอยู่หน้าปากถ้ำก็เรียกอาวุธเวทออกมา โล่ขนาดใหญ่ที่มีความสูงพอๆ กับตัวเขาปรากฏขึ้นขวางอยู่เบื้องหน้าทันที