- หน้าแรก
- เทพเซียน กระดูกกระบี่ของข้ายาวขึ้นปีละหนึ่งนิ้ว
- บทที่ 20 ข้อดีมากกว่าข้อเสีย
บทที่ 20 ข้อดีมากกว่าข้อเสีย
บทที่ 20 ข้อดีมากกว่าข้อเสีย
บทที่ 20 ข้อดีมากกว่าข้อเสีย
แมลงเหล็กบินนี่สมชื่อจริงๆ เวลามันบินพุ่งลงมากระแทกพื้น จะมีเสียงดังเป๊งๆ เหมือนก้อนเหล็กหล่นกระทบพื้นไม่มีผิด
ถ้ามาแค่ตัวสองตัวก็ยังพอรับมือได้ แต่นี่เล่นบินมากันเป็นฝูงมืดฟ้ามัวดิน
ก้อนเหล็กขนาดเท่ากำปั้นร่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝนแบบนี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณก็ยังต้องระวังตัวให้ดี
ผู้ดูแลจิ้นเหาะไปอยู่ทางทิศตะวันตกของนาวิญญาณ กางม่านแสงสีทองคุ้มกาย แล้วชูคทาเวทขึ้น รวบรวมพลังเวทสีแดงเข้ม ก่อนจะปลดปล่อยลูกไฟลูกใหญ่พุ่งเข้าใส่ฝูงแมลงเหล็กบิน
แมลงเหล็กบินพวกนี้กลัวไฟ พอโดนไฟเผาตรงข้อต่อก็ตายเรียบ
พรึ่บๆๆ! เปลวไฟพุ่งเข้าปะทะฝูงแมลง แมลงเหล็กบินหลายสิบตัวก็ร่วงกราวลงมาตาย
แต่เมื่อเทียบกับจำนวนแมลงที่มีเป็นหมื่นเป็นแสนตัวแล้ว ความเสียหายแค่นี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก
แมลงส่วนใหญ่บินข้ามหัวผู้ดูแลจิ้นไป แล้วพุ่งเป้าไปที่นาวิญญาณที่อยู่ด้านหลังแทน
ชาวนาวิญญาณหลายคนเห็นแบบนั้นก็กลัวจนหน้าซีด แต่พอคิดว่าข้าววิญญาณกำลังจะถูกกินเรียบ ก็เลยต้องรวบรวมความกล้าออกไปสู้
แมลงเหล็กบินร่วงลงมาเป็นสายฝน ไม่นานก็มาถึงนาของฉินเว่ย
ฉินเว่ยมองฝูงแมลงที่บินว่อนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เขาเป็นคนแรกที่ปล่อยกระบี่ไม้ออกไป
ถึงเขาจะไม่เคยฝึกเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่ของผู้ฝึกตน แต่การใช้พลังเวทบังคับกระบี่ผสานกับเพลงกระบี่วิหคเหินนั้น เขาชำนาญราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
ปราณกระบี่ที่แฝงอยู่ในกระบี่ไม้ยังไม่ถูกปลดปล่อยออกมา กระบี่ไม้พุ่งทะยานหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ พริบตาเดียวก็ฟันแมลงเหล็กบินขาดกระจุยไปเจ็ดแปดตัว
แต่ไอ้แมลงพวกนี้เปลือกมันแข็งชะมัด ฉินเว่ยสัมผัสได้ถึงแรงต้านตอนฟันลงไป เขาต้องรวบรวมสมาธิบังคับกระบี่ฟันแมลงร่วงไปอีกหลายตัว แต่ก็ยังมีแมลงอีกไม่น้อยที่ร่วงลงไปในนา
พอร่วงถึงพื้น พวกมันก็พุ่งตรงไปที่ต้นข้าววิญญาณทันที กัดกร้วมเดียวต้นข้าวก็ขาดสะบั้น
อวิ๋นเหนียงกับจูอวี้เหวินที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้น ก็รีบคว้ากระบี่เหล็กของตัวเองพุ่งเข้าไปช่วยฟันแมลง ปกป้องข้าววิญญาณทันที
พอเห็นว่ากระบี่ไม้เริ่มได้ผลน้อยลง ฉินเว่ยก็บังคับให้กระบี่ไม้พุ่งปักลงดิน แล้วชัก 'กระบี่วิหคเหิน' ออกมาแทน ก่อนจะพุ่งพรวดเข้าไปตรงจุดที่มีแมลงเยอะที่สุด
กระบี่วิหคเหินเป็นกระบี่ยาว ปกติแล้วการจะกวัดแกว่งในที่แคบๆ อย่างคันนามันทำได้ยาก แต่พอมันอยู่ในมือของฉินเว่ย เขากลับใช้มันไล่ฟันแมลงได้อย่างแม่นยำ
ปัด แทง ตวัด ฟาด
ทุกลีลาการร่ายรำกระบี่ ล้วนปลิดชีพแมลงเหล็กบินได้อย่างน้อยหนึ่งถึงสองตัวเสมอ
ยิ่งตรงไหนแมลงเยอะ ยิ่งจัดการง่าย เพราะตรงนั้นข้าววิญญาณโดนกัดขาดไปแล้ว เขาเลยตวัดกระบี่กวาดล้างได้อย่างเต็มที่
หลังจากเคลียร์จุดที่แมลงชุมนุมกันเยอะที่สุดไปได้ ฉินเว่ยก็เร่งจังหวะก้าวเท้าให้เร็วขึ้น ไม่นานก็จัดการแมลงในนาตัวเองไปได้เกินครึ่ง
"พวกเจ้าสองคนเฝ้าตรงนี้ไว้นะ ข้าจะไปช่วยลุงจู"
ทางฝั่งเหล่าจู ป้าซุนก็ออกมาช่วยสู้อยู่เหมือนกัน แต่สถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก
มีดบินของเหล่าจูฟันแมลงไปได้แค่สิบกว่าตัว คมมีดก็เริ่มจะทื่อเสียแล้ว
"ลุงจู ท่านไปดูทางฝั่งนู้นเถอะ ตรงนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง"
ฉินเว่ยวิ่งเข้าไปสมทบ แล้วรีบแบ่งโซนรับผิดชอบกับเหล่าจูทันที
เห็นฉินเว่ยมาช่วยเร็วขนาดนี้ เหล่าจูก็ถามพลางสู้พลาง "ทางฝั่งเจ้าเรียบร้อยแล้วเรอะ"
"ใกล้เสร็จแล้วล่ะ ปล่อยให้อวิ๋นเหนียงกับเสี่ยวเหวินจัดการต่อก็พอ"
พูดจบ ฉินเว่ยก็เริ่มควงกระบี่เหล็กฟันแมลงเหล็กบินขาดกระจุยกระจาย
ตอนที่ฉินเว่ยกับเหล่าจูกำลังจะเคลียร์แมลงเสร็จ ก็มีเรือเหาะลำหนึ่งบินมาจากทางเหนือ... เป็นกองหนุนจากตระกูลจิ้นนั่นเอง
พวกเขาลงมาช่วยชาวนาเคลียร์แมลงเหล็กบินที่เหลืออยู่ในนาอย่างรวดเร็ว
วุ่นวายกันอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็กำจัดแมลงในนาวิญญาณได้จนหมดเกลี้ยง
แต่ชาวนาบางคนก็ถึงกับทรุดลงไปนั่งร้องไห้โฮ "โธ่ ข้าววิญญาณของข้า โดนกินไปตั้งเยอะขนาดนี้ แล้วปีนี้ข้าจะเอาที่ไหนไปจ่ายค่าเช่าล่ะเนี่ย"
ทุกคนต่างก็ได้รับความเสียหายกันถ้วนหน้า บางคนดวงซวยหน่อยก็โดนแมลงกินไปเป็นไร่เลยทีเดียว
โจวอวิ๋นก็หัวเสียสุดๆ นาสามหมู่ของเขาโดนกินไปตั้งครึ่งหมู่
ระหว่างที่กำลังหงุดหงิด เขาก็ปรายตาไปเห็นนาของฉินเว่ยที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยโดนแมลงกินเท่าไหร่ ยิ่งเห็นแบบนั้น เขาก็ยิ่งหงุดหงิดเป็นทวีคูณ
"ทุกคนอย่าเพิ่งเสียใจไป แมลงเหล็กบินสิบกว่าปีถึงจะมาสักที แถมยังเอาไปขายได้ราคาด้วยนะ เดี๋ยวข้าจะไปติดต่อพ่อค้ามารับซื้อให้ อย่างน้อยก็พอชดเชยความเสียหายให้พวกเจ้าได้บ้างล่ะนะ"
ผู้ดูแลจิ้นพูดปลอบใจชาวบ้านไปประโยคหนึ่ง แล้วก็เดินกลับเข้าลานบ้านไป
เมื่อกี้ผู้ดูแลจิ้นก็ทุ่มสุดตัวแล้วเหมือนกัน เจอเหตุการณ์แบบนี้ แกเองก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว
ส่วนเรื่องจะขอลดค่าเช่านา มันไม่ใช่เรื่องที่แกจะตัดสินใจเองได้หรอก
นาของฉินเว่ยก็ได้รับความเสียหายเหมือนกัน แต่รวมๆ แล้วก็แค่หย่อมเล็กๆ เสียข้าววิญญาณไปแค่สิบกว่าชั่ง ไม่ถึงขั้นไม่มีจ่ายค่าเช่าหรอก
นาของเหล่าจูเสียหายหนักกว่าฉินเว่ยหน่อย ก็แหงล่ะ แกปลูกตั้งสี่หมู่นี่นา
ซากแมลงเหล็กบินถูกกวาดมากองรวมกัน ฉินเว่ยหยิบแมลงตัวนึงขึ้นมาเคาะกับอีกตัว ก็มีเสียงดังกังวานเหมือนเหล็กกระทบกัน ลองลูบๆ คลำๆ ดูก็ให้ความรู้สึกเหมือนจับก้อนเหล็กจริงๆ นับว่าเป็นของแปลกดีแฮะ
เหล่าจูมองกองซากแมลงแล้วก็พูดขึ้นว่า "ถ้าไอ้พวกนี้มันขายได้ราคาจริงๆ พวกเราสองบ้านก็อาจจะพอได้กำไรอยู่บ้างนะ"
ฉินเว่ยสงสัย "ไอ้แมลงพวกนี้มันเอาไปทำอะไรได้ล่ะ พ่อค้าถึงได้มารับซื้อ"
เหล่าจูตอบแบบไม่ค่อยแน่ใจนัก "เห็นเขาว่าเอาไปบดเป็นผงแล้วเอาไปใช้หลอมอาวุธเวทอะไรสักอย่างนี่แหละ แล้วมันก็กินได้ด้วยนะ เนื้อข้างในเปลือกมันก็รสชาติคล้ายๆ กับเนื้อสัตว์อสูรนั่นแหละ"
"เหมือนเนื้อสัตว์อสูรเรอะ งั้นก็ของดีสิ เดี๋ยวเที่ยงนี้เอาไปลองทำกินดูดีกว่า"
เหล่าจูเหลือบมองจูอวี้เหวินที่กำลังนั่งเขี่ยซากแมลงเล่นอยู่ เมื่อกี้แกเห็นฝีมือหลานชายเต็มสองตา
แค่เด็กตัวกะเปี๊ยกยังใช้เพลงกระบี่จัดการแมลงเหล็กบินได้ แสดงว่าฝีมือต้องไม่ธรรมดาแล้วล่ะ
เหล่าจูหันไปบอกป้าซุนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม "ยายเฒ่า เดี๋ยวเราก็แบ่งเก็บไว้ทำกินเองบ้างนะ"
มีคนดีใจก็ย่อมมีคนเสียใจ
โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ
ไม่นานนัก พ่อค้าก็เดินทางมาถึงที่นาวิญญาณ พ่อค้าคนนี้ก็เป็นคนตระกูลจิ้นเหมือนกัน คุ้นเคยกับผู้ดูแลจิ้นดี
เขารับซื้อซากแมลงเหล็กบินในราคาชั่งละสองเหรียญวิญญาณ
ถึงราคาจะถูกกว่าข้าววิญญาณนิดหน่อย แต่ก็ช่วยต่อลมหายใจให้ชาวบ้านได้บ้าง
ฉินเว่ยเอาซากแมลงที่แหลกเหลวไปขาย ได้มาสิบสองชั่ง รับเงินมายี่สิบสี่เหรียญวิญญาณ
ตอนเที่ยง เขาเอาเนื้อแมลงเหล็กบินมาลองทอดกินดู รสชาติมันเหมือนตั๊กแตนทอดไม่มีผิด อย่างน้อยเขากับอวิ๋นเหนียงก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
พอกินเนื้อแมลงเหล็กบินเข้าไป ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วร่าง พอไปร่ายรำเพลงหมัดในวิชากายาทองหยก ก็รู้สึกได้เลยว่าพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สรรพคุณเหมือนเนื้อสัตว์อสูรเป๊ะเลย
จูอวี้เหวินกินเสร็จก็กลับมาฝึกต่อ การบ่มเพาะวิชาหลอมกายก้าวหน้าไปมาก และหลังจากผ่านการต่อสู้จริง เพลงกระบี่วิหคเหินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็นกอง
อวิ๋นเหนียงเองก็เหมือนกัน ทั้งฝีมือกระบี่และวิชาหลอมกายต่างก็รุดหน้าไปไม่น้อย
เหตุการณ์แมลงเหล็กบินบุกในครั้งนี้ สำหรับฉินเว่ยแล้วถือว่าได้มากกว่าเสีย
ถึงจะเสียข้าววิญญาณไปบ้าง กระบี่ไม้ก็บิ่นไปหน่อย แต่นั่นก็แค่เรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับเขา
...
กลางดึกสงัด โจวอวิ๋นลุกขึ้นมาแต่งตัวเงียบๆ เตรียมจะย่องออกจากบ้าน
แต่กวนเสี่ยวหมิ่นหูไว ได้ยินเสียงกุกกักก็ตื่นขึ้นมาคว้าแขนสามีไว้ "ท่านพี่ จะไปไหนหรือเจ้าคะ"
พอเห็นเมียตื่น โจวอวิ๋นก็รีบกระซิบตอบ "ข้าจะออกไปดูนาหน่อยน่ะ"
กวนเสี่ยวหมิ่นเห็นสายตาล็อกแล็กของสามี ก็พูดดักคอทันที "นี่ท่านพี่กะจะแอบไปขโมยข้าววิญญาณในนาของฉินเว่ยใช่ไหมเจ้าคะ"
โจวอวิ๋นสะดุ้งโหยง รีบถามกลับ "เจ้ารู้ได้ยังไงเนี่ย"
"ก็สองสามวันมานี้เห็นท่านพี่บ่นถึงแต่ฉินเว่ย ข้าจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ"
"เจ้าจะห้ามข้างั้นรึ"
"เปล่าเจ้าค่ะ แต่ถ้าท่านพี่แอบไปตอนนี้ เกิดโดนจับได้ขึ้นมา ข้าไม่อยากเห็นท่านพี่โดนทำลายระดับการบ่มเพาะทิ้งหรอกนะเจ้าคะ"
โทษฐานแอบขโมยข้าววิญญาณนั้นหนักหนาสาหัสมาก
โจวอวิ๋นเถียง "ข้าก็แอบไปเงียบๆ ใครจะไปรู้ล่ะ"
"ข้าได้ยินเหล่าจูบอกว่า ตอนกลางคืนเขาจะมีการเดินลาดตระเวนกันตลอด มีแต่ท่านพี่นี่แหละที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว คิดว่ากลางคืนในนาจะไม่มีคนรึไง คนเดินกันให้ขวักไขว่"
"จะบ้าเรอะ จะลาดตระเวนอะไรกันนักหนา"
"ถ้าไม่เชื่อ ท่านพี่ก็ลองออกไปเดินดูที่นาของเราดูก็ได้ แล้วจะรู้เอง"
โจวอวิ๋นลองทำตามที่เมียบอก ออกไปเดินเล่นแถวนาของตัวเอง พอกลับมาก็หน้าถอดสีด้วยความหวาดเสียว
"น้องหญิงพูดถูกจริงๆ ด้วย ในนามีคนอยู่เต็มไปหมดเลย"
ก็ข้าววิญญาณมันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชาวนานี่นา ใกล้จะเกี่ยวข้าวแล้ว ใครจะไปยอมปล่อยให้คลาดสายตาล่ะ