- หน้าแรก
- เทพเซียน กระดูกกระบี่ของข้ายาวขึ้นปีละหนึ่งนิ้ว
- บทที่ 19 กระบี่เล่มแรก: วิหคเหิน
บทที่ 19 กระบี่เล่มแรก: วิหคเหิน
บทที่ 19 กระบี่เล่มแรก: วิหคเหิน
บทที่ 19 กระบี่เล่มแรก: วิหคเหิน
เหล่าจูเป็นคนมีน้ำใจ
แกเห็นฉินเว่ยแอบไปตีเหล็กทั้งวันทั้งคืน ก็เลยอาสาช่วยไปด้อมๆ มองๆ นาวิญญาณให้ ว่ามีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า
ส่วนตอนกลางคืนที่ฉินเว่ยไม่อยู่บ้าน แกก็ให้อวิ๋นเหนียงมานั่งคุยเป็นเพื่อนป้าซุนที่บ้าน
ที่เหล่าจูทำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เพราะเอ็นดูฉินเว่ยหรอกนะ แต่เป็นเพราะแกเห็นว่าฝีมือกระบี่ของจูอวี้เหวินหลานรักรุดหน้าไปเร็วมากต่างหาก
จูอวี้เหวินใกล้จะเข้าสู่ขั้นเริ่มต้นของวิชากายาทองหยกเต็มที โอกาสที่จะได้เข้าสำนักก็มีสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
แกเห็นว่าฉินเว่ยทุ่มเทสอนหลานชายแกขนาดนี้ ก็เลยอยากจะตอบแทนด้วยการช่วยปิดบังเรื่องที่ฉินเว่ยแอบตีเหล็กให้
ภายในถ้ำ ฉินเว่ยกำลังเงื้อค้อนกระหน่ำตีท่อนเหล็กอย่างสุดแรง
จากที่เคยดูรายการแข่งขันตีดาบในโลกก่อน เขาก็พอจะจำวิธีตีเหล็กให้เกิดลวดลายสวยงามได้บ้าง
ตอนนี้เขากำลังใช้เทคนิคพับและตีเหล็กนิลซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหล็กนิลจากเดิมที่มีน้ำหนักสองชั่งหกตำลึง ตอนนี้เหลืออยู่แค่สองชั่งสี่ตำลึงแล้ว
ตีเหล็กอยู่ครึ่งชั่วโมงเต็ม ฉินเว่ยก็เหงื่อท่วมตัว
เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ก็แฝงไปด้วยความตื่นเต้น "ไม่นึกเลยแฮะว่าการตีเหล็กนิลจะช่วยเร่งการฝึกวิชากายาทองหยกได้ด้วย"
เขายกท่อนเหล็กนิลขึ้นมา แล้วแผ่พลังเวทเข้าไปตรวจสอบ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ "เหล็กนิลที่สกัดแล้วมันเหนียวขึ้นเยอะเลย น่าจะเอาไปขึ้นรูปได้แล้วล่ะ"
แต่วันนี้เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว ก็เลยปิดปากถ้ำแล้วเดินกลับบ้าน
พอกลับมาถึงบ้าน อวิ๋นเหนียงเห็นสามีหน้าตาอิดโรย ก็รีบเข้ามาบีบนวดให้ทันที
แต่ฉินเว่ยกลับดึงอวิ๋นเหนียงเข้ามากอด แล้วก็จัดการ 'ออกกำลังกาย' เพื่อปลดปล่อยพลังงานที่เหลืออยู่อีกยกใหญ่
พอเที่ยงวันรุ่งขึ้น กระบี่ยาวสามฉื่อรูปทรงกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมก็มาปรากฏอยู่ในมือของฉินเว่ย
บนใบกระบี่มีลวดลายสมมาตรกัน ดูสวยงามราวกับเกล็ดหิมะ แถมยังมีสิ่งเจือปนน้อยมาก และแผ่ซ่านกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ออกมา
"กระบี่เล่มนี้ร้ายกาจกว่ากระบี่ไม้เยอะเลย ตอนนี้น่าจะเทียบชั้นได้กับกระบี่อาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นต่ำแล้ว แถมยังมีช่องทางให้พัฒนาได้อีกไกลด้วย"
พอลับกระบี่จนคมกริบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการ 'บำรุงกระบี่'
การบำรุงกระบี่เป็นวิชาบังคับของผู้ฝึกกระบี่มาตั้งแต่โบราณกาล
ฉินเว่ยไม่ได้มีวิชาความรู้เรื่องการบำรุงกระบี่ที่สืบทอดกันมาหรอกนะ แต่เขามีกระดูกกระบี่ เลยสามารถรับรู้ความรู้สึกของกระบี่ได้
ฤดูร้อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว อากาศก็เริ่มเย็นสบายขึ้น
พอหลอมกระบี่เสร็จ ฉินเว่ยก็กลับมาทำตัว 'ขยันขันแข็ง' ไปขลุกอยู่ที่นาวิญญาณเป็นประจำ
ส่วนถ้ำนั่น เขาก็เอาหินมาปิดปากถ้ำไว้ชั่วคราว
เหล่าจูเห็นฉินเว่ยโผล่หน้ามา ก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากรู้เต็มแก่ "ไอ้หนูนี่มันแอบไปตีอะไรของมันวะ"
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตกกลางคืนแกก็เลยแวะไปหาฉินเว่ยที่บ้าน
"ไงไอ้หนู เสร็จธุระแล้วเรอะ"
"เรียบร้อยแล้วขอรับ"
"เป็นไงบ้างล่ะ"
"ก็ดีขอรับ"
"ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย ลีลานักนะมึง!"
เหล่าจูทำท่าจะยกเท้าเตะ แต่ฉินเว่ยก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างว่องไว
"ฮิๆ"
ฉินเว่ยหัวเราะร่วน ก่อนจะเดินไปหยิบกระบี่มาวางตรงหน้าเหล่าจู
กระบี่ถูกเก็บอยู่ในฝักที่ทำจากหนังงู ฉินเว่ยตั้งใจว่าพอหมดหน้าเกี่ยวข้าว จะไปหาซื้อหนังของสัตว์อสูรมาทำฝักกระบี่ใหม่ให้ดูดีกว่านี้
เหล่าจูค่อยๆ ดึงกระบี่ออกจากฝัก ทันใดนั้นแกก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากคมกระบี่
พอเห็นใบกระบี่ เหล่าจูก็เบิกตากว้างด้วยความถูกใจ เอามือลูบไล้คมกระบี่อย่างเบามือ
"ไอ้หนู... นี่เจ้าไปได้วิชาตีกระบี่มาจากไหนเนี่ย" เหล่าจูอดถามไม่ได้
"ลุงหมายถึงลวดลายบนใบกระบี่ใช่ไหมขอรับ ข้าก็จำๆ มาจากช่างตีเหล็กในโลกมนุษย์น่ะแหละ"
เรื่องลวดลายนี่มาจากโลกมนุษย์จริงๆ ฉินเว่ยไม่ได้โกหก
"นี่มันสุดยอดกระบี่เลยนะเนี่ย ถ้าเอาไปขายล่ะก็ คงได้ราคาสักสิบศิลาวิญญาณสบายๆ"
"แค่สิบก้อนเองหรือขอรับ"
ฉินเว่ยรู้สึกว่ามันน้อยไปหน่อย
"นี่มันแค่ตัวกระบี่เปล่าๆ ยังไม่มีการสลักค่ายกลหรืออักขระอะไรเลย ยังไม่นับว่าเป็นอาวุธเวทด้วยซ้ำ ขายได้ตั้งสิบก้อนก็บุญแล้วเว้ย จะโลภไปถึงไหน!" เหล่าจูบ่นอย่างเหลืออด
ฉินเว่ยหัวเราะร่า "ข้าไม่ได้กะจะขายหรอกขอรับ ข้าจะเก็บไว้ใช้เอง จะเป็นอาวุธเวทหรือเปล่าข้าไม่สนหรอก ขอแค่มันฟันคอคนขาดก็พอแล้ว"
เหล่าจูเหลือบมองฉินเว่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "กระบี่ของเจ้านี่คล้ายกับอาวุธเวทสมัยโบราณเลยนะ สมัยก่อนมันก็ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรแพรวพราวเหมือนเดี๋ยวนี้หรอก"
ฉินเว่ยถามด้วยความประหลาดใจ "โห ลุงจู ทำไมท่านถึงรู้เรื่องพวกนี้เยอะจังล่ะ หรือว่าท่านจะเป็นยอดฝีมือที่แฝงตัวมาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดากันแน่"
"ไปไกลๆ เลยไอ้เด็กเวร!"
เหล่าจูสบถด่า "ถ้าเอ็งขยันอ่านหนังสือซะบ้าง เอ็งก็จะรู้เรื่องพวกนี้เหมือนกันแหละ"
ฉินเว่ยแย้ง "แต่บ้านท่านก็ไม่เห็นจะมีหนังสือสักเล่มเลยนี่นา"
เหล่าจูตอบกลับ "บ้านข้าไม่มี แต่บ้านผู้ดูแลจิ้นมีเว้ย ข้าก็ไปยืมแกอ่านมาทั้งนั้นแหละ"
"วันหลังข้าต้องไปขอยืมแกอ่านบ้างแล้วล่ะ"
คุยเล่นกันไปเรื่อยเปื่อย แต่สายตาของเหล่าจูกลับไม่ยอมละไปจากกระบี่เลยแม้แต่น้อย ดูท่าแกจะชอบใจกระบี่เล่มนี้เอามากๆ
"แล้วเจ้าตั้งชื่อให้มันหรือยังล่ะ"
"ดูที่ใบกระบี่สิขอรับ"
"วิหคเหินงั้นรึ"
เหล่าจูรู้ดีว่าเพลงกระบี่ที่หลานชายกำลังฝึกอยู่คือ 'เคล็ดวิชากระบี่วิหคเหิน' ซึ่งเป็นเพลงกระบี่ที่เน้นความพลิ้วไหว
ไม่นึกเลยว่าฉินเว่ยจะเอาชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อกระบี่ ดูท่าเขาจะผูกพันกับเพลงกระบี่วิหคเหินมากทีเดียว
"เอ่อ..."
เหล่าจูทำท่าอึกอักก่อนจะเอ่ยปากถาม "เจ้ายังหลอมแบบนี้ได้อีกไหมวะ"
ฉินเว่ยรู้ทันความคิดของเหล่าจู เลยพูดดักคอขึ้นมาว่า "ถ้าลุงหาแร่เหล็กนิลมาได้ ข้าก็จะหลอมให้ลุงสักเล่มก็แล้วกันขอรับ"
เหล่าจูลูบหัวตัวเองแก้เก้อ แล้วยิ้มแห้งๆ "ข้าไม่ได้จะเอาไว้ใช้เองหรอก อีกสองปีเสี่ยวเหวินก็จะต้องไปคัดเลือกเข้าสำนักแล้ว ข้าอยากจะหลอมให้เขาไว้ใช้สักเล่มน่ะ"
"จะเอาไปให้ใครก็ช่างเถอะน่า ขอแค่ลุงหาแร่เหล็กนิลมาให้ได้ ข้าจะลงแรงหลอมให้ฟรีๆ เลย"
"ขอบใจมากนะ เสี่ยวฉิน"
น้ำเสียงของเหล่าจูเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ แกรู้ดีว่าการจะหลอมกระบี่ชั้นยอดแบบนี้ได้มันมีค่ามากแค่ไหน น้ำใจครั้งนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก
...
"ย้าก! ฮึบ!"
ฉินเว่ยกำลังควงกระบี่หนักสองมือที่เพิ่งตีขึ้นมาใหม่ ฝึกเคล็ดวิชากระบี่ทลายภูผาอย่างขะมักเขม้น
วิชากระบี่นี้ฝึกยากกว่าเคล็ดวิชากระบี่วิหคเหินมาก แต่เพราะกระดูกกระบี่ของเขายาวขึ้น ตอนนี้เขาก็เลยฝึกเคล็ดวิชากระบี่ทลายภูผาจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ได้สำเร็จแล้ว
และตอนนี้ เขาก็กำลังพยายามทำความเข้าใจกับวิชากระบี่ทลายภูผา เพื่อที่จะคิดค้นกระบวนท่ากระบี่ใหม่ขึ้นมา เหมือนกับที่เคยทำกับเคล็ดวิชากระบี่วิหคเหิน
"เก๊ง! เก๊ง! เก๊ง!"
จู่ๆ เสียงฆ้องหน้าบ้านผู้ดูแลจิ้นก็ดังรัวขึ้นมาอีกครั้ง
ฉินเว่ยรีบวางกระบี่หนักลง หันไปกำชับอวิ๋นเหนียงกับลูกศิษย์สองสามคำ แล้วก็วิ่งหน้าตั้งไปรวมตัวทันที
ผู้ดูแลจิ้นมองดูชาวบ้านที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบมารวมตัวกัน สีหน้าของแกดูเคร่งเครียดมาก "มีฝูงแมลงเหล็กบินมาจากทางทิศตะวันตก กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ทุกคนรีบไปเฝ้านาวิญญาณของตัวเองด่วนเลย ข้าส่งคนไปตามหน่วยคุ้มกันของตระกูลมาแล้ว เดี๋ยวพวกเขาก็คงตามมาสมทบ"
แมลงเหล็กบินรูปร่างหน้าตาคล้ายตั๊กแตน พวกมันจมูกไวมาก แค่ได้กลิ่นข้าววิญญาณก็จะพากันบินมาเป็นฝูง พอบินลงนาวิญญาณปุ๊บ แค่แป๊บเดียวมันก็สวาปามข้าววิญญาณจนเหี้ยนเตียน
ตอนนี้ข้าววิญญาณยังไม่สุกดี สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือไอ้พวกแมลงเหล็กบินนี่แหละ
ฉินเว่ยรีบวิ่งกลับบ้าน ไปคว้ากระบี่หนักสองมือมาถือไว้ แล้วก็เอาไม้กระบี่สะพายหลังเตรียมพร้อม
อวิ๋นเหนียงถามด้วยความตกใจ "ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ"
"มีฝูงแมลงเหล็กบินซึ่งเป็นแมลงอสูรบินมาจากทางทิศตะวันตก นาวิญญาณกำลังแย่แล้ว" ฉินเว่ยอธิบายสั้นๆ
อวิ๋นเหนียงคว้ากระบี่ขึ้นมาบ้าง "ข้าจะไปกับท่านพี่ด้วย"
จูอวี้เหวินก็กระตือรือร้นไม่แพ้กัน "อาจารย์ ข้าก็จะไปช่วยด้วยขอรับ"
จูอวี้เหวินเพิ่งจะบรรลุขั้นเริ่มต้นของวิชากายาทองหยก เหล่าจูหมดเงินไปกับหลานชายคนนี้ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดศิลาวิญญาณเลยทีเดียว
"ฝูงแมลงอสูรมันอันตรายมากนะ ถึงตายได้เลย พวกเจ้าสองคนรออยู่ที่บ้านนี่แหละ"
"ไม่เอาเจ้าค่ะ ข้าฝึกวิชาหลอมกายมาแล้ว ข้าต้องช่วยท่านพี่ได้แน่"
อวิ๋นเหนียงดึงแขนฉินเว่ยไว้แน่น ยืนกรานจะไปด้วยให้ได้
พอเห็นทั้งสองคนดึงดันจะไป ฉินเว่ยก็เลยต้องใจอ่อนยอมตกลง "งั้นพอไปถึง พวกเจ้าต้องอยู่ข้างๆ ข้าตลอดนะ ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็รีบเผ่นออกจากนาวิญญาณให้ไว พวกแมลงมันสนแต่ข้าววิญญาณ ไม่ค่อยสนใจจะทำร้ายคนหรอก"
ทั้งสามคนรีบวิ่งหน้าตั้งไปที่นาวิญญาณ จูอวี้เหวินก็รีบวิ่งไปหาเหล่าจูเพื่อรายงานตัว
เห็นหลานชายโผล่มา เหล่าจูก็หันไปมองหน้าฉินเว่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะกระซิบสั่งหลานชาย "เดี๋ยวอย่าวิ่งเพ่นพ่านนะลูก คอยเกาะติดอาจารย์เจ้าไว้ให้ดี"
ในเมื่อฉินเว่ยเป็นคนพามา เหล่าจูก็ไม่อยากจะว่าอะไรมาก
อีกอย่าง จูอวี้เหวินก็มียันต์คุ้มภัยที่แกให้ไว้พกติดตัวอยู่ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ ก็น่าจะพอถ่วงเวลาได้บ้าง
ทางทิศตะวันตกปรากฏกลุ่มควันสีเทาลอยคลุ้งมาแต่ไกล
"มาแล้ว!"
ผู้ดูแลจิ้นชูอาวุธเวทในมือขึ้น ยืนประจันหน้าอยู่ทางทิศตะวันตก พลางตะโกนบอกชาวบ้านให้เตรียมพร้อมรับมือ