เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ฉินเว่ยรับศิษย์

บทที่ 15 ฉินเว่ยรับศิษย์

บทที่ 15 ฉินเว่ยรับศิษย์


บทที่ 15 ฉินเว่ยรับศิษย์

เหล่าจูพาหลานชายมาหาฉินเว่ยที่บ้าน หมายมั่นปั้นมือจะให้หลานชายฝากตัวเป็นศิษย์

ฉินเว่ยกระอักกระอ่วนใจ ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ เลยพยายามบ่ายเบี่ยง "ลุงจู จะให้เสี่ยวเหวินมาเรียนกระบี่กับข้าน่ะไม่มีปัญหาหรอกขอรับ แต่ไม่ต้องถึงขั้นกราบเป็นอาจารย์หรอก วันข้างหน้าถ้าเขาได้เข้าสำนัก ไปบอกใครเขามันจะดูไม่งามเอา"

แต่เหล่าจูกลับยืนกราน "อาจารย์ก็คืออาจารย์ มีอะไรไม่งาม ต่อให้วันข้างหน้าเสี่ยวเหวินจะได้เข้าสำนัก เขาก็ยังเป็นศิษย์ของเจ้าอยู่ดี"

ในเมื่อเหล่าจูยืนยันหนักแน่นขนาดนี้ ฉินเว่ยก็ขัดไม่ได้

พิธีกราบอาจารย์จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย จูอวี้เหวินคุกเข่าโขกศีรษะให้ฉินเว่ยสามครั้ง แล้วมอบของขวัญกราบอาจารย์ให้

เหล่าจูใจป้ำมาก ให้ของขวัญเป็นศิลาวิญญาณหนึ่งก้อน กับตำราเคล็ดวิชาอีกหนึ่งเล่ม

"นี่เป็นเคล็ดวิชาหลอมกายฉบับไม่สมบูรณ์ที่ข้าได้มาตอนหนุ่มๆ ชื่อว่า 'กายาทองหยก' มีแค่ระดับสำหรับผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณเท่านั้นแหละ ส่วนเล่มต่อๆ ไปเห็นว่ามีขายแต่ในตลาดใหญ่ๆ"

"โหย ลุงจู แบบนี้มันของล้ำค่าเกินไปแล้ว ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก..."

ฉินเว่ยพยายามปฏิเสธ เคล็ดวิชาหลอมกายเล่มนึงราคาอย่างน้อยๆ ก็ยี่สิบศิลาวิญญาณเลยนะ

เหล่าจูรีบโบกมือห้าม "ล้ำค่าอะไรกัน นี่มันฉบับคัดลอกเว้ย ข้าคัดลอกไว้ตั้งหลายเล่ม ให้ลูกให้หลานไปหัดฝึกกัน แต่ก็ไม่เห็นมีใครฝึกได้เรื่องสักคน เจ้ามีพรสวรรค์เรื่องวิชากระบี่ ไม่แน่อาจจะมีพรสวรรค์เรื่องหลอมกายด้วยก็ได้ ลองดูสิ"

ถึงจะเป็นแค่ฉบับคัดลอก มันก็ยังถือว่ามีค่าอยู่ดี นี่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเหล่าจูอย่างแท้จริง

ฉินเว่ยรับเคล็ดวิชามาแล้วกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณมากนะขอรับลุงจู แต่เรื่องวิชาหลอมกายข้าคงสอนเสี่ยวเหวินไม่ได้หรอก คงสอนได้แค่วิชากระบี่เท่านั้น"

เหล่าจูลูบหัวหลานชายพลางยิ้ม "แค่วิชากระบี่ก็พอแล้วล่ะ ได้เรียนวิชากระบี่กับเจ้า วันข้างหน้าเสี่ยวเหวินต้องเก่งกาจในการต่อสู้จริงแน่ๆ เผลอๆ อาจจะไปเตะตาใครเข้าจนได้เข้าสำนักก็เป็นได้"

การจะเข้าสำนักได้ ไม่ได้ดูแค่เรื่องรากวิญญาณอย่างเดียว แต่ยังดูเรื่องฝีมือในการประลองด้วย

เสี่ยวเหวินมองฉินเว่ยด้วยแววตางุนงง ปีนี้เขาเพิ่งจะแปดขวบก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้ประสีประสา

ฉินเว่ยมองเสี่ยวเหวินแล้วก็รู้สึกถูกชะตา แค่รับลูกศิษย์มาสอนคนนึง ไม่น่าจะเหนือบ่ากว่าแรงอะไร

ฉินเว่ยตกลงเวลาเรียนกับเหล่าจูไว้ว่า ตอนเช้าให้เหล่าจูสอน 'กายาทองหยก' ให้เสี่ยวเหวิน ส่วนตอนสายกับตอนบ่าย ฉินเว่ยจะเจียดเวลามาสอนวิชากระบี่ให้วันละหนึ่งชั่วโมง

เสี่ยวเหวินถือตำรา 'เคล็ดวิชากระบี่วิหคเหิน' เดินตามปู่กลับบ้านไป

เสี่ยวเหวินเงยหน้าถาม "ท่านปู่ขอรับ อาจารย์ของข้าเก่งกระบี่มากเลยหรือขอรับ"

เหล่าจูลูบหัวหลานชายแล้วตอบว่า "อาจารย์เจ้าเก่งมากเลยล่ะ เพิ่งมาอยู่หมู่บ้านเราได้ไม่ถึงสามปี ฝีมือกระบี่ก็แซงหน้าปู่ไปไกลลิบแล้ว เจ้าต้องตั้งใจเรียนนะลูก จะได้สอบเข้าสำนักได้"

จูอวี้เหวินรับคำเสียงหนักแน่น "ท่านปู่ไม่ต้องห่วง ข้าจะตั้งใจฝึกซ้อมอย่างแน่นอนขอรับ"

"ดีมาก หลานรัก"

เหล่าจูยิ้มอย่างพึงพอใจ

จูอวี้เหวินต้องรออีกสามสี่ปีถึงจะอายุถึงเกณฑ์เข้าสำนัก ช่วงเวลาสามสี่ปีที่ต้องให้ฉินเว่ยช่วยสอนวิชากระบี่ จะให้ค่าครูแค่ศิลาวิญญาณก้อนเดียวมันก็ดูจะน่าเกลียดไปหน่อย แกก็เลยเอาเคล็ดวิชาหลอมกายมาแถมให้อีกเล่ม

การรับศิษย์เพิ่มเข้ามา ทำให้ชีวิตช่วงหน้าหนาวของฉินเว่ยดูมีสีสันขึ้นเยอะ ทั้งต้องสกัดแร่เหล็กนิล ฝึกวิชากระบี่ ศึกษา 'กายาทองหยก' แถมยังต้องคอยสอนอวิ๋นเหนียงกับเสี่ยวเหวินฝึกกระบี่อีก

เสี่ยวเหวินเป็นเด็กหัวไว แถมยังมีปรมาจารย์ด้านกระบี่วิหคเหินขั้นสมบูรณ์สูงสุดอย่างฉินเว่ยคอยสอนสั่งแบบตัวต่อตัว ฝีมือก็เลยรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

แต่ด้วยความที่ยังเด็กอยู่ บางทีก็หมดแรงง่าย เหล่าจูเลยต้องเอาข้าววิญญาณมาบำรุงให้หลานกินเป็นประจำ

ศิลาวิญญาณที่แกอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาหลายปี ในที่สุดก็ได้งัดออกมาใช้ประโยชน์เสียที

หลังจากได้เห็นฝีมือกระบี่อันร้ายกาจของอาจารย์กับตา เสี่ยวเหวินก็ยิ่งเลื่อมใสศรัทธา ตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย หวังจะเก่งกระบี่ให้ได้เสี้ยวหนึ่งของอาจารย์

พอหิมะตกลงมาอย่างหนัก โลกทั้งใบก็ถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน

โจวอวิ๋นที่ทำตัวสงบเสงี่ยมมาเป็นปี จู่ๆ ก็ตามหงโส้วขึ้นเขาไปหาสมบัติอีกครั้ง ทำเอาชาวบ้านพากันจับกลุ่มนินทากันยกใหญ่

ก่อนโจวอวิ๋นจะออกเดินทาง แม่นางกวนก็อุตส่าห์ทำข้าวปลาอาหารมาส่งให้ถึงที่ แถมยังฝากฝังให้ดูแลตัวเองด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์

ภาพนี้ชาวบ้านเห็นกันถ้วนหน้า ต่างก็พากันชื่นชมแม่นางกวนว่าเป็นเมียที่รู้ความ รู้จักดูแลผัว

การขึ้นเขาในหน้าหนาว ถึงจะไม่เจอสัตว์อสูรหรือของล้ำค่าอะไร แต่อย่างน้อยๆ ก็ล่าสัตว์ป่ามาเป็นเสบียงได้ไม่น้อย

มีอยู่ครั้งนึง โจวอวิ๋นโชคดีไปเจอสมบัติวิญญาณเข้า เลยฟันกำไรมาได้หลายสิบเหรียญวิญญาณ แถมยังทะลวงระดับหลอมปราณขั้นสามได้สำเร็จอีกด้วย หมอนี่ก็เลยเดินยืดอกอย่างกับนกยูงรำแพนหาง

"ที่ข้าทะลวงระดับได้เร็วขนาดนี้ ก็เพราะได้เมียดีนี่แหละ พอมีนางคอยเป็นกำลังใจ ข้าก็มีแรงฮึดทำทุกอย่าง พวกเจ้าคอยดูเถอะ วันข้างหน้าข้าจะหาเงินซื้อยาให้กำเนิดรากวิญญาณมาให้เมียข้า นางจะได้เป็นผู้ฝึกตนกับเขาบ้าง"

ยาให้กำเนิดรากวิญญาณเม็ดนึงราคาอย่างต่ำก็สองร้อยศิลาวิญญาณแล้วนะ ขนาดผู้ฝึกตนที่ทำนามานานอย่างเหล่าจู ยังไม่เคยมีเงินเก็บถึงร้อยศิลาวิญญาณเลย

โจวอวิ๋นนี่มันช่างกล้าฝันจริงๆ

ต่อหน้าโจวอวิ๋น ชาวบ้านก็พากันแสร้งทำเป็นชื่นชม แต่พอลับหลังก็พากันนินทาว่าหมอนี่มันเพ้อเจ้อไม่ดูเงาหัวตัวเอง

"เก๊ง! เก๊ง! เก๊ง!"

หลังจากหิมะตกหนักไปอีกระลอก ผู้ดูแลจิ้นก็มาตีฆ้องหน้าลานบ้าน

เสียงฆ้องคือสัญญาณบอกเหตุร้าย ฉินเว่ยได้ยินก็รีบวิ่งไปรวมตัวทันที

ผู้ดูแลจิ้นเห็นชาวบ้านมากันครบแล้ว ก็ประกาศเสียงดังฟังชัด "มีข่าวแจ้งมาจากทางเหนือว่า ช่วงที่หิมะตกหนักปีนี้ มีปีศาจหิมะโผล่ออกมาอาละวาด ช่วงนี้ทุกคนต้องระวังตัวให้ดี ปีศาจหิมะพวกนี้มันชอบจับคนกินเป็นอาหาร พวกเจ้าห้ามขึ้นเขาเด็ดขาดนะ"

ปีศาจหิมะเป็นสัตว์อสูรที่มีสติปัญญา มันมักจะซ่อนตัวอยู่ใต้กองหิมะ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นสูง ก็ยากที่จะจับสัมผัสพวกมันได้

ปีศาจหิมะมีพละกำลังมหาศาลทัดเทียมกับผู้ฝึกตนสายหลอมกาย แถมยังใช้เวทมนตร์ท่ามกลางพายุหิมะได้อีกด้วย นับว่าเป็นศัตรูที่รับมือยากมากๆ

พอผู้ดูแลจิ้นประกาศแบบนั้น ชาวบ้านก็พากันตื่นตัวระแวดระวังกันใหญ่

"พี่หง ข้าได้ยินมาว่าปีศาจหิมะตัวนึงขายได้ราคาดีเลยนะพี่" โจวอวิ๋นหันไปกระซิบถามหงโส้ว

หงโส้วฟังปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าโจวอวิ๋นคิดจะทำอะไร "ปีศาจหิมะตัวนึงขายได้ตั้งหลายสิบศิลาวิญญาณนั่นแหละ แต่เจ้าอย่าไปยุ่งกับมันเชียวนะ ข้าเองก็ยังไม่กล้าไปตอแยกับมันเลย เวลาอยู่ท่ามกลางหิมะ พวกมันน่ะไร้เทียมทานสุดๆ"

โจวอวิ๋นหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ "รู้แล้วๆ ข้าไม่รนหาที่ตายหรอกน่า"

ถึงโจวอวิ๋นจะแอบหวังอยู่ลึกๆ แต่พอเห็นว่าแม้แต่หงโส้วก็ยังไม่กล้าเสี่ยง เขาก็เลยต้องพับโครงการนี้เก็บเข้ากรุไป

โจวอวิ๋นรอดตัวไป แต่กลับมีคนอื่นดวงซวยแทน

ไม่กี่วันต่อมา ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากป่าละเมาะใกล้หมู่บ้าน

ฉินเว่ยคว้ากระบี่วิ่งไปสมทบกับชาวบ้าน โดยมีเหล่าจูกับหงโส้วเป็นคนนำทางเข้าไปในป่าที่เกิดเหตุ

ภาพที่เห็นคือรอยเลือดลากยาวเป็นทางบนพื้นหิมะ กับรองเท้าบูทตกอยู่ข้างหนึ่ง

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชะตากรรมของเจ้าของรองเท้าคงไม่รอดแล้ว เดาว่าน่าจะโดนปีศาจหิมะคาบไปกินแหงๆ

เหล่าจูพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "นี่มันเฒ่าโจวนี่นา แกโดนปีศาจหิมะจับกินไปแล้ว"

หงโส้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ข้าเตือนแล้วเตือนอีกว่าอย่าเข้าป่าคนเดียว ก็ไม่ยอมฟัง ดันแอบมาหาฟืนแถวนี้ จนต้องมาทิ้งชีวิตไปเปล่าๆ"

การตายของเฒ่าโจวทำให้ชาวบ้านรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก

พอเฒ่าโจวตาย เมียกับลูกก็ไม่มีใครคอยดูแล ตามกฎของตระกูลจิ้น พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พวกเขาก็ต้องถูกส่งตัวกลับไปอยู่โลกมนุษย์

ชาวบ้านคนอื่นๆ พอรู้เรื่องนี้ ก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเวทนา

ฉินเว่ยมองดูร่องรอยในที่เกิดเหตุด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ

จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากหมู่บ้านแค่นิดเดียว เฒ่าโจวคงคิดว่าไม่น่าจะมีอันตรายอะไรถึงได้ออกมา ใครจะไปคิดว่าจะต้องมาเจอแจ็คพอตเข้ากับปีศาจหิมะแบบนี้

ชีวิตคนเรามันช่างไม่แน่นอนจริงๆ

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงที่คอยเตือนสติเขา

แต่ไม่รู้ทำไม พอได้เห็นภาพแบบนี้ เลือดในกายของฉินเว่ยกลับสูบฉีดพลุ่งพล่านอย่างประหลาด

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้าเนี่ย"

ฉินเว่ยพยายามสูดหายใจลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ อาการแปลกๆ นั้นถึงค่อยๆ หายไป

เผลอแป๊บเดียวก็ถึงสิ้นปี ฉินเว่ยลองมานั่งคำนวณทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่

ได้ศิลาวิญญาณจากเหล่าจูมาหนึ่งก้อน รวมกับเงินเก็บที่มีอยู่อีกสามสิบเหรียญวิญญาณ เบ็ดเสร็จเขามีเงินอยู่หนึ่งศิลาวิญญาณกับอีกสามสิบเหรียญวิญญาณ

ส่วนแร่ก็มีเหล็กนิลแปดตำลึง กับแร่เหล็กนิลอีกสิบสามชั่ง

มีกระบี่ไม้หนึ่งเล่ม กระบี่หนักสองมืออีกหนึ่งเล่ม

แล้วก็มียันต์คุ้มภัยม่านแสงสีทองระดับหนึ่งขั้นต่ำอีกหนึ่งแผ่น

นอกจากของพวกนี้ ก็มีแค่ตำราเคล็ดวิชาอีกไม่กี่เล่มเท่านั้น

พอมาลองคิดดูดีๆ แล้ว เขาก็ยังถือว่าเป็นผู้ฝึกตนที่จนกรอบอยู่ดีแฮะ

จบบทที่ บทที่ 15 ฉินเว่ยรับศิษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว